ใครเป็นคนสร้าง และแพร่กระจายเข้าสู่เครื่องของเราได้อย่างไร ความเข้าใจเรื่องต้นกำเนิดของไวรัสไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคสำหรับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถป้องกันตนเอง ลดความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหล และปกป้องทรัพย์สินดิจิทัลของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทความนี้จะอธิบายที่มาของไวรัสคอมพิวเตอร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
กลไกการแพร่กระจาย ช่องทางการติดเชื้อ รวมถึงแนวทางป้องกันที่ควรรู้ในโลกไซเบอร์ยุคใหม่
จุดเริ่มต้นของไวรัสคอมพิวเตอร์
แนวคิดของไวรัสคอมพิวเตอร์เริ่มจากการศึกษา “โปรแกรมที่คัดลอกตัวเองได้” ในช่วงยุคแรกของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ต่อมาเริ่มมีการสร้างโค้ดที่แพร่กระจายผ่านสื่อบันทึกข้อมูล เช่น แผ่นดิสก์ และโปรแกรมที่ถูกแจกจ่ายแบบไม่เป็นทางการ แม้บางกรณีเริ่มต้นจากการทดลองหรือ “แกล้งเล่น” แต่เมื่อไวรัสเริ่มแพร่กระจายวงกว้าง ก็สร้างผลกระทบต่อผู้ใช้งานจำนวนมาก
ใครเป็นคนสร้างไวรัสคอมพิวเตอร์?
ไวรัสคอมพิวเตอร์ไม่ได้เกิดเองตามธรรมชาติ แต่ถูกสร้างโดยมนุษย์ โดยแรงจูงใจหลัก ๆ มักอยู่ใน 3 กลุ่ม:
- ทดลองและท้าทายความสามารถ เพื่อพิสูจน์ทักษะด้านการเขียนโปรแกรมหรือความเข้าใจระบบ
- ผลประโยชน์ทางการเงิน เช่น ขโมยข้อมูลธนาคาร รหัสผ่าน ข้อมูลบัตรเครดิต หรือเรียกค่าไถ่
- โจมตีองค์กร/ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ เช่น ป่วนระบบ ทำลายชื่อเสียง หรือหยุดการให้บริการ
ไวรัสเข้าสู่เครื่องเราได้อย่างไร?
ช่องทางยอดนิยมที่ไวรัสหรือมัลแวร์ใช้ในการเข้าถึงเครื่องของผู้ใช้ ได้แก่:
- อีเมลหลอกลวง (Phishing) แนบไฟล์ปลอม/ลิงก์ปลอม หรือเอกสารที่มีโค้ดแฝง
- เว็บไซต์อันตราย เช่น หน้าโหลดไฟล์ฟรี ปุ่มดาวน์โหลดปลอม โฆษณาหลอกคลิก
- ไฟล์/โปรแกรมเถื่อน Crack, Keygen, โปรแกรมปรับแต่งที่ไม่ทราบแหล่งที่มา
- อุปกรณ์ USB/External Drive ที่ไม่ได้สแกนก่อนเปิดใช้งาน
- ระบบไม่อัปเดต ช่องโหว่ที่ยังไม่ถูกแพตช์ ทำให้ถูกโจมตีได้ง่าย
Virus, Worm และ Trojan ต่างกันอย่างไร?
หลายคนเรียกรวมว่า “ไวรัส” แต่จริง ๆ แล้วภัยคุกคามมีหลายประเภท การรู้ความต่างจะช่วยป้องกันได้ตรงจุด:
- Virus มักเกาะกับไฟล์/โปรแกรม ต้องอาศัยการเปิดไฟล์หรือรันโปรแกรมจึงทำงาน
- Worm แพร่กระจายเองได้ผ่านเครือข่าย โดยไม่ต้องให้ผู้ใช้คลิกมากนัก
- Trojan ปลอมเป็นโปรแกรมปกติ แต่แฝงการทำงานอันตราย เช่น เปิดช่องให้โจมตีหรือขโมยข้อมูล
ทำไมไวรัสยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน?
แม้เครื่องมือป้องกันจะดีขึ้น แต่ผู้โจมตีก็พัฒนาเทคนิคใหม่ตลอดเวลา โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยังเกิดการติดไวรัสได้บ่อยคือ:
- ผู้ใช้ยังเผลอคลิกลิงก์/ไฟล์แนบที่ไม่น่าเชื่อถือ
- ใช้รหัสผ่านซ้ำ หรือรหัสผ่านเดาง่าย
- ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์จากแหล่งที่ไม่ปลอดภัย
- ไม่อัปเดตระบบ/โปรแกรม และปิดการป้องกันบางอย่างโดยไม่รู้ตัว
ไวรัสยุคใหม่ต่างจากอดีตอย่างไร?
ในอดีตไวรัสจำนวนมาก “แสดงตัว” เพื่อก่อกวน เช่น ทำลายไฟล์หรือขึ้นข้อความ แต่ปัจจุบันมักเน้นทำงานแบบเงียบ ๆ เพื่อขโมยข้อมูล หรือสร้างผลประโยชน์ทางการเงิน เช่น สปายแวร์ (Spyware) มัลแวร์ขโมยข้อมูล (Infostealer) และแรนซัมแวร์ (Ransomware)
วิธีป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ
- ติดตั้งและอัปเดต Antivirus/Endpoint Protection ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเสมอ
- อัปเดต Windows/โปรแกรม เปิดอัปเดตอัตโนมัติ ลดความเสี่ยงจากช่องโหว่
- หลีกเลี่ยงซอฟต์แวร์เถื่อน Crack/Keygen คือแหล่งแพร่มัลแวร์ยอดนิยม
- ระวังอีเมลและลิงก์ ตรวจสอบผู้ส่ง โดเมน และความผิดปกติของไฟล์แนบ
- ใช้รหัสผ่านแข็งแรง + 2FA ลดโอกาสถูกยึดบัญชี
- สำรองข้อมูล (Backup) ทั้งแบบออฟไลน์และ/หรือคลาวด์ เพื่อรับมือกรณีถูกเข้ารหัส
บทเรียนสำคัญ: ป้องกันด้วย “พฤติกรรม” ไม่ใช่แค่โปรแกรม
เครื่องมือความปลอดภัยช่วยได้มาก แต่ “พฤติกรรมการใช้งาน” คือด่านแรกที่สำคัญที่สุด
หากองค์กรหรือผู้ใช้มีวินัยในการอัปเดตระบบ ไม่คลิกลิงก์สุ่มเสี่ยง และสำรองข้อมูลสม่ำเสมอ ความเสียหายจะลดลงอย่างชัดเจน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ไวรัสคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นเองได้หรือไม่?
ไม่ได้ ไวรัสคอมพิวเตอร์ถูกสร้างโดยมนุษย์ อาจเริ่มจากการทดลองหรือความท้าทาย แต่ปัจจุบันมักมีเป้าหมายด้านการเงินหรือการโจมตีระบบ
มือถือสามารถติดไวรัสได้หรือไม่?
ได้ โดยเฉพาะการติดตั้งแอปจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ การให้สิทธิ์แอปมากเกินจำเป็น หรือการกดลิงก์ฟิชชิงที่หลอกให้ล็อกอิน/ดาวน์โหลดไฟล์
ถ้ามี Antivirus แล้วปลอดภัย 100% หรือไม่?
ไม่ 100% แต่ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ควรใช้งานร่วมกับการอัปเดตระบบ การระวังไฟล์แนบ/ลิงก์ และการสำรองข้อมูลเป็นประจำ


Social Plugin