BitLocker คืออะไร ใช้งานยังไง

BitLocker secure disk

ในยุคที่ข้อมูลมีมูลค่าสูงกว่าทรัพย์สินทางกายภาพ การป้องกันข้อมูลในคอมพิวเตอร์จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเครื่องโน้ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์องค์กรที่มีข้อมูลลูกค้า 

รวมทั้งเอกสารสัญญา และข้อมูลทางการเงิน หากอุปกรณ์สูญหายหรือถูกขโมย ความเสียหายอาจรุนแรงทั้งด้านการเงินและชื่อเสียง หนึ่งในเทคโนโลยีที่ช่วยปกป้องข้อมูลระดับดิสก์ (Full Disk Encryption) บนระบบปฏิบัติการ Windows คือ BitLocker ซึ่งมีให้ใช้งานใน Windows รุ่น Professional, Enterprise และ Education

บทความนี้จะอธิบายว่า BitLocker คืออะไร ทำงานอย่างไร เปิดใช้งานอย่างไร เหมาะกับใคร และควรตั้งค่าแบบใดให้ปลอดภัยสูงสุด พร้อมแนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับผู้ใช้ทั่วไปและองค์กร

BitLocker คืออะไร ใช้งานยังไง ป้องกันข้อมูลสำคัญใน Windows อย่างมืออาชีพ

BitLocker คืออะไร

BitLocker คือระบบ เข้ารหัสข้อมูลทั้งไดรฟ์ (Full Disk Encryption) บน Windows ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเข้าถึงข้อมูลภายในฮาร์ดดิสก์หรือ SSD หากเครื่องถูกขโมย สูญหาย หรือถูกถอดดิสก์ไปอ่านกับเครื่องอื่น

  • เข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดในไดรฟ์
  • หากไม่มีรหัสผ่านหรือ Recovery Key จะไม่สามารถอ่านข้อมูลได้
  • แม้นำดิสก์ไปเสียบกับเครื่องอื่น ข้อมูลก็ยังถูกล็อกไว้

โดยทั่วไป BitLocker ใช้มาตรฐานการเข้ารหัสระดับสูง เช่น AES 128-bit หรือ 256-bit ซึ่งเพียงพอสำหรับงานองค์กร


BitLocker ทำงานอย่างไร

BitLocker ทำงานร่วมกับชิป TPM (Trusted Platform Module) ที่อยู่บนเมนบอร์ดเพื่อเก็บ “กุญแจเข้ารหัส” และช่วยตรวจสอบความถูกต้องของระบบก่อนบูต หากพบความผิดปกติ เช่น โดนแก้ไข Boot/UEFI หรือมีการเปลี่ยนแปลงฮาร์ดแวร์บางส่วน ระบบอาจร้องขอ Recovery Key เพื่อปลดล็อก

กลไกหลัก (ภาพรวม)

  1. เข้ารหัสข้อมูลทั้งไดรฟ์
  2. เก็บกุญแจเข้ารหัสไว้ใน TPM (กรณีมี TPM)
  3. ตรวจสอบสภาพแวดล้อมก่อนบูต (Pre-boot integrity)
  4. หากไม่ผ่านเงื่อนไข จะขอ Recovery Key

กรณีไม่มี TPM

  • ตั้งรหัสผ่านก่อนบูต (Pre-boot password)
  • หรือใช้ USB Flash Drive เป็นกุญแจปลดล็อก


ประเภทของไดรฟ์ที่ BitLocker รองรับ

  • Operating System Drive – ไดรฟ์ที่ติดตั้ง Windows
  • Fixed Data Drive – ไดรฟ์ข้อมูลภายในเครื่อง
  • Removable Drive (BitLocker To Go) – แฟลชไดรฟ์ / External HDD/SSD

BitLocker To Go เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการควบคุมการใช้งาน USB Drive ลดความเสี่ยงไฟล์หลุดออกนอกองค์กร

วิธีเปิดใช้งาน BitLocker บน Windows 10/11 (ทำตามได้ทันที)

ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบเวอร์ชัน Windows

BitLocker ใช้งานได้ใน Windows รุ่น Pro / Enterprise / Education (โดยทั่วไป Windows Home จะไม่มีเมนู BitLocker)

ขั้นตอนที่ 2: เปิดหน้าจอจัดการ BitLocker

  1. เปิด Control Panel
  2. ไปที่ System and Security
  3. เลือก BitLocker Drive Encryption

ขั้นตอนที่ 3: เลือกไดรฟ์และเริ่มเปิดใช้งาน

คลิก Turn on BitLocker ที่ไดรฟ์ที่ต้องการเข้ารหัส

ขั้นตอนที่ 4: เลือกวิธีปลดล็อก

  • ใช้ TPM อัตโนมัติ (สะดวก เหมาะกับโน้ตบุ๊กองค์กร)
  • ตั้งรหัสผ่าน
  • Smart Card (พบในบางองค์กร)

ขั้นตอนที่ 5: บันทึก Recovery Key (สำคัญที่สุด)

เลือกวิธีเก็บ Recovery Key เช่น:

  • บันทึกในบัญชี Microsoft (สำหรับผู้ใช้ทั่วไป)
  • บันทึกเป็นไฟล์ (เก็บในไดรฟ์/เครื่องอื่นที่ปลอดภัย)
  • พิมพ์เก็บไว้ (เหมาะเป็นแผนสำรอง)
  • เก็บใน Active Directory / Azure AD (เหมาะกับองค์กร)

ข้อควรจำ: ถ้า Recovery Key หาย และระบบขอคีย์ขึ้นมา อาจเข้าเครื่องไม่ได้และกู้ข้อมูลยากมาก

ขั้นตอนที่ 6: เลือกระดับการเข้ารหัส

  • Encrypt used disk space only – เร็ว เหมาะกับเครื่องใหม่/ไดรฟ์ใหม่
  • Encrypt entire drive – เข้ารหัสทั้งไดรฟ์ ปลอดภัยกว่า เหมาะกับเครื่องใช้งานมานาน

ขั้นตอนที่ 7: เริ่มเข้ารหัส

กดเริ่มเข้ารหัสและรอจนเสร็จ (ระยะเวลาขึ้นกับขนาดไดรฟ์และความเร็ว SSD/HDD)

BitLocker เหมาะกับใคร

ผู้ใช้ทั่วไป

  • ป้องกันข้อมูลหากโน้ตบุ๊กหาย/ถูกขโมย
  • ปกป้องเอกสารส่วนตัว รูปภาพ งานสำคัญ

ธุรกิจ SME

  • ป้องกันข้อมูลลูกค้าและเอกสารธุรกิจ
  • ลดความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหลและผลกระทบด้านกฎหมาย

องค์กรขนาดใหญ่

  • ตั้งค่านโยบายผ่าน Group Policy
  • ผูกกับ Azure AD เพื่อจัดเก็บ Recovery Key แบบรวมศูนย์
  • ควบคุมการใช้ USB ผ่าน BitLocker To Go

ข้อดีของ BitLocker

  • เข้ารหัสทั้งดิสก์แบบอัตโนมัติ
  • ทำงานเบื้องหลัง ไม่รบกวนการใช้งานมาก
  • รองรับการบริหารจัดการแบบองค์กร
  • มาตรฐานความปลอดภัยสูง

ข้อควรระวัง (สำคัญ)

  • อย่าทำ Recovery Key หาย และควรเก็บมากกว่า 1 ที่
  • สำรองข้อมูลก่อนเปิดใช้งาน โดยเฉพาะเครื่องที่มีปัญหา Disk/SSD
  • เครื่องเก่าบางรุ่นอาจไม่มี TPM แต่ยังใช้ได้ด้วยรหัสผ่าน/USB Key


BitLocker ต่างจากการตั้งรหัสผ่าน Windows อย่างไร

คุณสมบัติ รหัสผ่าน Windows BitLocker
ป้องกันตอนล็อกหน้าจอ
ป้องกันกรณีถอดดิสก์ไปอ่านกับเครื่องอื่น
เข้ารหัสข้อมูลทั้งไดรฟ์


แนวทางใช้งานในองค์กร (Best Practice)

  1. บังคับใช้งาน BitLocker ผ่าน Group Policy/Intune
  2. กำหนดให้บันทึก Recovery Key ไป Azure AD/AD อัตโนมัติ
  3. เครื่องใหม่ใช้ “Encrypt used disk space only” เพื่อลดเวลา Deploy
  4. ข้อมูลสำคัญมากเลือกนโยบายเข้ารหัสที่เข้มขึ้น (เช่น AES 256-bit)


BitLocker กระทบความเร็วหรือไม่

  • SSD สมัยใหม่โดยทั่วไปแทบไม่รู้สึกช้า
  • CPU รุ่นใหม่รองรับการเข้ารหัสด้วยฮาร์ดแวร์ ทำให้ผลกระทบต่ำ
  • ภาระงานหนักมาก (เช่น Copy ไฟล์ใหญ่ตลอดเวลา) อาจมีผลเล็กน้อย


BitLocker กับ PDPA (ทำไมองค์กรควรใช้)

การเข้ารหัสข้อมูลเป็นมาตรการเชิงเทคนิคที่ช่วยลดความเสี่ยง “ข้อมูลรั่วไหลจากอุปกรณ์สูญหาย” หากเครื่องหลุดออกนอกองค์กร แต่ข้อมูลยังถูกเข้ารหัส โอกาสที่ข้อมูลจะถูกนำไปใช้งานต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตจะลดลงอย่างมาก

FAQ

1) Windows Home ใช้ BitLocker ได้ไหม?

โดยทั่วไป Windows Home จะไม่มีหน้าจอจัดการ BitLocker แบบเต็มรูปแบบ หากต้องการใช้ BitLocker แนะนำอัปเกรดเป็น Windows Pro หรือสูงกว่า

2) ถ้าลืมรหัสผ่าน BitLocker ต้องทำอย่างไร?

ใช้ Recovery Key ที่เคยบันทึกไว้ (เช่น ในบัญชี Microsoft, ไฟล์ที่เก็บไว้, หรือในระบบองค์กรอย่าง Azure AD/AD) เพื่อปลดล็อกไดรฟ์

3) เปิด BitLocker แล้วข้อมูลจะหายไหม?

ปกติข้อมูล ไม่หาย เพราะเป็นการเข้ารหัสบนไดรฟ์เดิม แต่ควรสำรองข้อมูลก่อนเริ่มใช้งาน โดยเฉพาะเครื่องที่มีปัญหา Disk/SSD หรือไฟดับบ่อย