อีเมลถือเป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสารในยุคดิจิทัล ทั้งการทำงาน ธุรกรรมทางการเงิน และการเข้าถึงระบบสำคัญต่างๆ
หากอีเมลถูกแฮก ความเสียหายอาจลุกลามมากกว่าที่คิด
ตั้งแต่ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล การถูกนำบัญชีไปหลอกลวงผู้อื่น
ไปจนถึงการเข้าถึงระบบองค์กรหรือบัญชีการเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต หลายคนมักรู้ตัวช้า เพราะผู้ไม่หวังดีอาจแฝงตัวใช้งานอีเมล
โดยไม่แสดงอาการผิดปกติชัดเจน
บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดว่าเมื่ออีเมลถูกแฮกต้องทำอย่างไร
โดยเรียงลำดับเป็นขั้นตอนที่เข้าใจง่าย ตั้งแต่การตรวจสอบสัญญาณเตือน การกู้คืนบัญชี การป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม
ไปจนถึงแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ เหมาะทั้งผู้ใช้ทั่วไปและผู้ใช้งานในองค์กร
Email ถูกแฮก คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร
อีเมลถูกแฮก หมายถึง การที่ผู้อื่นสามารถเข้าถึงบัญชีอีเมลของคุณได้โดยไม่ได้รับอนุญาต สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
- ใช้รหัสผ่านเดาง่าย หรือใช้ซ้ำกับหลายบริการ
- คลิกลิงก์ฟิชชิง (Phishing) จากอีเมล/ข้อความปลอม
- ดาวน์โหลดไฟล์แนบที่มีมัลแวร์
- ใช้งาน Wi-Fi สาธารณะโดยไม่ระวังความปลอดภัย
- เครื่องคอมพิวเตอร์/มือถือถูกฝัง Keylogger หรือ Spyware
สัญญาณเตือนว่าอีเมลอาจถูกแฮก
- มีอีเมลที่คุณไม่ได้ส่งปรากฏในกล่อง Sent
- มีแจ้งเตือนเข้าสู่ระบบจากอุปกรณ์/ประเทศที่ไม่รู้จัก
- รหัสผ่านถูกเปลี่ยนโดยไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการ
- ผู้ติดต่อแจ้งว่าได้รับอีเมลแปลกๆ จากคุณ
- มีการสมัครบริการ/รีเซ็ตรหัสผ่านที่คุณไม่ได้ทำ
หากพบมากกว่า 1 ข้อ ให้ถือว่า “เสี่ยงสูง” และควรดำเนินการทันที
ขั้นตอนแก้ไขเมื่อ Email ถูกแฮก (ทำตามลำดับ)
ขั้นตอนที่ 1: เปลี่ยนรหัสผ่านทันที (จากอุปกรณ์ที่ปลอดภัย)
- เปลี่ยนรหัสผ่านอีเมลทันทีจากเครื่องที่มั่นใจว่าไม่ติดมัลแวร์
- ตั้งรหัสผ่านใหม่ยาวอย่างน้อย 12–16 ตัวอักษร
- หลีกเลี่ยงรหัสเดิม หรือรหัสที่คล้ายเดิม
- ถ้าเข้าอีเมลไม่ได้ ให้ใช้เมนู Account Recovery ของผู้ให้บริการ
เคล็ดลับ: ใช้ Password Manager เพื่อสร้างและเก็บรหัสผ่านที่แข็งแรง ลดการจำผิด/ใช้ซ้ำ
ขั้นตอนที่ 2: ออกจากระบบทุกอุปกรณ์ (Log out all sessions)
- เข้าเมนู Security / Account Security
- ตรวจสอบรายการอุปกรณ์ที่เคยล็อกอิน
- กด Sign out from all devices หรือ Log out all sessions
- ลบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จักออกทันที
เหตุผล: แม้เปลี่ยนรหัสผ่านแล้ว แฮกเกอร์อาจยังมี session ค้างอยู่ได้
ขั้นตอนที่ 3: เปิดใช้งาน Two-Factor Authentication (2FA)
- เปิด 2FA ด้วยแอป Authenticator (แนะนำมากกว่า SMS หากเลือกได้)
- บันทึก Recovery Codes เก็บไว้ในที่ปลอดภัย
- ตรวจสอบว่าอีเมล/เบอร์สำรองสำหรับกู้คืนเป็นของคุณจริง
ขั้นตอนที่ 4: ตรวจสอบการตั้งค่าที่ถูกแก้ไข (Forward/Rules/Filters)
แฮกเกอร์มักตั้งค่าเพื่อดักอีเมลหรือซ่อนร่องรอย ให้ตรวจสอบรายการต่อไปนี้:
- Forwarding มีการส่งต่อไปอีเมลอื่นที่ไม่รู้จักหรือไม่
- Rules / Filters มีกฎลบอีเมลอัตโนมัติ หรือย้ายเข้าถังขยะ/Archive หรือไม่
- ตรวจสอบ Signature ว่าถูกใส่ลิงก์แปลกๆ หรือไม่
- ตรวจสอบสิทธิ์แอปที่เชื่อมต่อ (Connected apps / Third-party access)
หากพบสิ่งผิดปกติ ให้ลบ/ปิดทั้งหมดทันที
ขั้นตอนที่ 5: สแกนอุปกรณ์เพื่อหามัลแวร์
- อัปเดต Antivirus/Endpoint ให้ล่าสุด แล้วทำ Full Scan
- อัปเดต Windows/macOS/Android/iOS ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
- ตรวจสอบโปรแกรม/ส่วนขยายเบราว์เซอร์ (Extensions) ที่ไม่รู้จัก
- หากสงสัยรุนแรง ให้สำรองข้อมูลสำคัญและพิจารณา Reset เครื่องตามแนวทางความปลอดภัย
ขั้นตอนที่ 6: แจ้งเตือนผู้ติดต่อ และทีมที่เกี่ยวข้อง
- แจ้งเพื่อนร่วมงาน/ลูกค้า ว่าอีเมลอาจถูกแฮก และขอให้ระวังลิงก์/ไฟล์แนบ
- หากมีการหลอกให้โอนเงิน/เปลี่ยนเลขบัญชี ให้แจ้งผู้เกี่ยวข้องทันที
- หากเป็นอีเมลองค์กร ควรแจ้งฝ่าย IT/ISO เพื่อทำ Incident Response
ขั้นตอนที่ 7: ตรวจสอบบัญชีอื่นที่ผูกกับอีเมลนี้
- เปลี่ยนรหัสผ่านบัญชีสำคัญทั้งหมดที่ใช้ “อีเมลนี้” เป็นตัวกู้คืน
- เปิด 2FA ให้ครบ (โซเชียล, ธนาคาร/การเงิน, Cloud, งาน/ระบบองค์กร)
- ตรวจสอบประวัติการเข้าสู่ระบบของบริการอื่นๆ ว่ามีความผิดปกติหรือไม่
แนวทางป้องกันไม่ให้ Email ถูกแฮกอีก
- ใช้รหัสผ่านไม่ซ้ำกันทุกบริการ และเปลี่ยนเมื่อสงสัยว่ารั่ว
- ระวังอีเมลเร่งด่วน/ข่มขู่/ให้คลิกลิงก์หรือกรอกข้อมูล
- หลีกเลี่ยงการล็อกอินบนเครื่องสาธารณะ และไม่บันทึกรหัสผ่านในเครื่องที่ไม่ใช่ของตน
- สำรองข้อมูลสำคัญ และตรวจสอบความปลอดภัยบัญชีสม่ำเสมอ
- สำหรับองค์กร: ใช้ Email Security (Anti-Phishing, DMARC/SPF/DKIM) และอบรมพนักงาน
สรุปสำหรับองค์กรและธุรกิจ
อีเมลที่ถูกแฮกในองค์กรอาจนำไปสู่ Data Breach หรือการหลอกโอนเงินแบบ BEC (Business Email Compromise) จึงควรมีทั้งมาตรการด้านเทคโนโลยี (Security Tools) และการสร้างความตระหนักรู้ผู้ใช้ (User Awareness) ควบคู่กัน


Social Plugin