OneDrive เต็ม แก้อย่างไรโดยไม่ต้องซื้อเพิ่ม

OneDrive full

OneDrive เป็นบริการ Cloud Storage ที่หลายคนใช้งานเป็นประจำ ทั้งบน Windows, มือถือ และ Microsoft 365 อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบบ่อยมากคือ พื้นที่ OneDrive เต็ม 

ส่งผลให้ไม่สามารถซิงก์ไฟล์ใหม่ อัปโหลดรูป หรือสำรองข้อมูลได้ หลายคนเข้าใจว่าทางออกเดียวคือการซื้อพื้นที่เพิ่ม แต่ในความเป็นจริงยังมีวิธีจัดการพื้นที่ OneDrive ให้กลับมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 

บทความนี้จะอธิบายแนวทางการตรวจสอบการใช้พื้นที่ วิธีลบไฟล์ที่กินพื้นที่มาก การตั้งค่าการซิงก์อย่างเหมาะสม รวมถึงเทคนิคสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและองค์กร เพื่อให้คุณสามารถใช้พื้นที่เดิมให้คุ้มค่าที่สุด ลดความเสี่ยงข้อมูลไม่ซิงก์ และยังคงใช้งาน OneDrive ได้อย่างต่อเนื่อง

สาเหตุที่ OneDrive เต็ม (ควรรู้ก่อนแก้)

  • บัญชีฟรีมีพื้นที่จำกัด (มักเริ่มต้นประมาณ 5 GB)
  • รูปและวิดีโอจากมือถือถูกสำรองอัตโนมัติ
  • ไฟล์แนบจาก Outlook / อีเมลถูกบันทึกลง OneDrive
  • โฟลเดอร์ Desktop / Documents / Pictures ถูกซิงก์ทั้งหมด
  • ลบไฟล์แล้วแต่ยังอยู่ใน Recycle Bin ทำให้ยังนับพื้นที่


วิธีแก้ OneDrive เต็ม โดยไม่ต้องซื้อเพิ่ม

1) ตรวจสอบว่าไฟล์อะไรใช้พื้นที่มากที่สุด

  • เข้า OneDrive ผ่านเว็บ
  • ดูเมนู/แถบ Storage usage หรือ “พื้นที่จัดเก็บ”
  • เรียงไฟล์ตามขนาด (Largest first) เพื่อหา “ตัวกินพื้นที่”

แนะนำ: มักพบว่าเป็นวิดีโอ ไฟล์ ZIP หรือไฟล์ Backup เก่า

2) ลบไฟล์ขนาดใหญ่ที่ไม่จำเป็น

  • วิดีโอเก่า / ไฟล์โปรเจกต์ที่จบแล้ว
  • ไฟล์ซ้ำ เช่น copy-final, final-v2
  • ไฟล์ ISO / Installer ที่ไม่จำเป็นต้องเก็บบน Cloud

สำหรับองค์กร: ไฟล์ Archive ระยะยาวควรย้ายไป NAS หรือ External Drive เพื่อไม่ให้ OneDrive เป็นคลังเก็บถาวร

3) ล้าง Recycle Bin (ขั้นตอนที่หลายคนลืม)

ไฟล์ที่ลบแล้ว ยังนับพื้นที่ จนกว่าจะล้างถังขยะของ OneDrive

  • เข้า Recycle Bin บน OneDrive
  • เลือก Empty recycle bin / “ล้างถังขยะ”

ผลลัพธ์: พื้นที่ว่างเพิ่มขึ้นทันที

4) ปิดการซิงก์โฟลเดอร์ที่ไม่จำเป็น (Windows)

  • คลิกขวาไอคอน OneDrive > Settings
  • ไปที่ Sync and backup
  • ยกเลิกการสำรอง Desktop / Documents / Pictures เฉพาะโฟลเดอร์ที่ไม่จำเป็น

เหมาะสำหรับ: เครื่องทำงานที่มีไฟล์ชั่วคราวจำนวนมาก

5) ใช้ Files On-Demand ให้เป็นประโยชน์

  • ตั้งค่าไฟล์ให้เป็น Online-only เพื่อลดพื้นที่ในเครื่อง
  • ไฟล์ยังอยู่ใน Cloud และเปิดใช้งานได้เมื่อมีอินเทอร์เน็ต

หมายเหตุ: วิธีนี้ช่วยเรื่อง “พื้นที่เครื่อง” แต่ยังนับพื้นที่ OneDrive เหมือนเดิม จึงควรใช้ร่วมกับการลบไฟล์ที่ไม่จำเป็น

6) แยกรูปและวิดีโอออกจาก OneDrive

  • ปิด Camera Upload / สำรองรูปอัตโนมัติ (ถ้าไม่ได้จำเป็น)
  • ย้ายรูป/วิดีโอเก่าไปบริการที่เหมาะกว่า เช่น Google Photos (โหมดประหยัดพื้นที่) หรือเก็บใน External HDD

เหมาะกับ: ผู้ใช้มือถือเป็นหลักที่ถ่ายรูป/วิดีโอเยอะ

7) ตรวจสอบไฟล์แนบ Outlook ที่ถูกบันทึกอัตโนมัติ

  • เข้าไปดูโฟลเดอร์ Attachments (ถ้ามี)
  • ลบไฟล์แนบขนาดใหญ่ที่ไม่จำเป็นต้องเก็บใน Cloud

Tip: ไฟล์แนบสะสมเยอะมากโดยไม่รู้ตัว เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ OneDrive เต็มเร็ว

8) ปรับแนวคิดการใช้งาน: OneDrive คือ “พื้นที่ทำงาน” ไม่ใช่ “คลังเก็บถาวร”

  • OneDrive: งานปัจจุบัน, แชร์ไฟล์, ทำงานร่วมกัน, ซิงก์ข้ามอุปกรณ์
  • NAS / HDD: เก็บระยะยาว, Archive, ไฟล์ใหญ่ที่ไม่ต้องเปิดบ่อย


แนวทางแนะนำสำหรับองค์กร / IT

  • กำหนด Policy การซิงก์โฟลเดอร์ (ลดการอัปโหลดไฟล์ชั่วคราว)
  • อบรมพนักงานเรื่องการจัดการไฟล์และการล้าง Recycle Bin
  • แยก Cloud Storage ตามวัตถุประสงค์ (Work vs Archive)
  • ทำรอบตรวจสอบการใช้พื้นที่อย่างสม่ำเสมอ (รายเดือน/รายไตรมาส)

FAQ

Q1: ลบไฟล์ในเครื่องแล้ว พื้นที่ OneDrive ไม่ลด เกิดจากอะไร?

A: ไฟล์อาจยังอยู่ใน Recycle Bin ของ OneDrive ทำให้ยังนับพื้นที่อยู่ ให้เข้าไปล้างถังขยะ (Empty recycle bin) แล้วพื้นที่จะคืนกลับ

Q2: ปิดซิงก์ Desktop แล้วไฟล์จะหายไหม?

A: ไม่หาย ไฟล์ยังอยู่ในเครื่องตามปกติ เพียงแต่จะไม่ซิงก์ขึ้น OneDrive (และจะไม่สำรองการเปลี่ยนแปลงขึ้น Cloud)

Q3: OneDrive ฟรีเหมาะกับการใช้งานแบบไหน?

A: เหมาะกับเอกสารงานทั่วไป ไฟล์ที่ต้องใช้จริง และงานที่ต้องแชร์/ทำร่วมกัน ไม่เหมาะเป็นที่เก็บไฟล์ขนาดใหญ่ระยะยาว เช่น วิดีโอจำนวนมากหรือไฟล์ Archive หลายปี