วิธีตั้งค่า Gmail ให้ปลอดภัย ป้องกันบัญชีถูกแฮกและข้อมูลรั่วไหล
การป้องกัน Gmail จึงไม่ควรพึ่งเพียงรหัสผ่านที่ซับซ้อนเท่านั้น แต่ควรตั้งค่าความปลอดภัยหลายชั้น เช่น เปิดการยืนยันตัวตนแบบ 2 ขั้นตอน ใช้ Passkey ตรวจสอบอุปกรณ์ที่เข้าสู่ระบบ ตรวจสอบแอปที่เชื่อมต่อกับ Google Account รวมถึงเรียนรู้วิธีสังเกตอีเมล Phishing
บทความนี้จะอธิบายวิธีตั้งค่า Gmail ให้ปลอดภัยแบบเป็นขั้นตอน เหมาะทั้งสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและองค์กรที่ต้องการลดความเสี่ยงจากบัญชีถูกแฮกและข้อมูลรั่วไหล
ทำไม Gmail จึงเป็นเป้าหมายสำคัญของแฮกเกอร์
บัญชีอีเมลถือเป็นหนึ่งในบัญชีที่มีมูลค่าสูงสำหรับผู้ไม่หวังดี เพราะอีเมลมักทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของบัญชีออนไลน์หลายประเภท เมื่อเราสมัคร Facebook, LinkedIn, ระบบ Cloud, เว็บไซต์ซื้อสินค้า หรือบริการทางการเงิน ระบบเหล่านั้นมักใช้อีเมลในการยืนยันตัวตนและกู้คืนรหัสผ่าน
หากแฮกเกอร์สามารถเข้าถึง Gmail ได้ ก็อาจค้นหาอีเมล Reset Password แล้วใช้บัญชี Gmail เป็นเครื่องมือเข้าถึงบริการอื่นต่อไปได้ นอกจากนี้อาจอ่านข้อความทางธุรกิจ ดาวน์โหลดเอกสารสำคัญ ปลอมตัวเป็นเจ้าของบัญชีเพื่อส่งอีเมลหลอกบุคคลอื่น หรือสร้างกฎ Forwarding เพื่อส่งสำเนาอีเมลไปยังบัญชีภายนอกโดยที่เจ้าของบัญชีไม่ทันสังเกต
การรักษาความปลอดภัย Gmail จึงควรมองเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความปลอดภัย Digital Identity หรือ “ตัวตนดิจิทัล” ไม่ใช่เพียงการป้องกันกล่องจดหมายเท่านั้น
1. ใช้รหัสผ่าน Gmail ที่แข็งแรงและไม่ซ้ำกับบริการอื่น
ขั้นตอนพื้นฐานที่สุดคือการตั้งรหัสผ่าน Google Account ให้คาดเดาได้ยาก ไม่ควรใช้ชื่อ วันเกิด หมายเลขโทรศัพท์ ชื่อบริษัท หรือคำที่พบได้ง่าย และไม่ควรใช้รหัสผ่านเดียวกันกับ Facebook, Microsoft, เว็บไซต์ Shopping หรือระบบอื่น
เหตุผลสำคัญคือ หากเว็บไซต์หนึ่งถูกโจมตีและฐานข้อมูลรหัสผ่านรั่วไหล ผู้โจมตีอาจนำ Email และ Password ที่ได้ไปทดลองเข้าสู่ Gmail วิธีดังกล่าวเรียกว่า Credential Stuffing
แนวทางตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัย
- ใช้รหัสผ่านที่มีความยาวอย่างน้อย 12-16 ตัวอักษร หรือมากกว่า
- ผสมตัวอักษร ตัวเลข และสัญลักษณ์ตามความเหมาะสม
- หลีกเลี่ยงข้อมูลส่วนตัวที่บุคคลอื่นสามารถค้นหาได้
- ไม่ใช้รหัสผ่านเดียวกันหลายเว็บไซต์
- พิจารณาใช้ Password Manager เพื่อสร้างและจัดเก็บรหัสผ่าน
Password Manager เช่น Google Password Manager หรือโปรแกรมจัดการรหัสผ่านที่น่าเชื่อถือ สามารถช่วยสร้างรหัสผ่านแบบสุ่มที่มีความยาวสูง ทำให้ไม่จำเป็นต้องจำรหัสผ่านทุกบัญชีด้วยตนเอง
2. เปิด 2-Step Verification หรือการยืนยันตัวตน 2 ขั้นตอน
การเปิด 2-Step Verification หรือ 2SV ถือเป็นหนึ่งในการตั้งค่าที่สำคัญที่สุดสำหรับ Google Account เพราะแม้ผู้โจมตีจะรู้รหัสผ่าน ก็ยังต้องผ่านขั้นตอนยืนยันเพิ่มเติมก่อนเข้าสู่บัญชี
วิธีเปิด 2-Step Verification
- เข้าสู่ Google Account ของคุณ
- เลือกเมนู Security หรือ ความปลอดภัย
- มองหาหัวข้อ How you sign in to Google
- เลือก 2-Step Verification
- ทำตามขั้นตอนที่ Google แนะนำ
- เพิ่มวิธียืนยันตัวตนสำรองไว้มากกว่า 1 วิธีถ้าเป็นไปได้
วิธีการยืนยันอาจประกอบด้วย Google Prompt, Authenticator, Passkey, Security Key หรือรหัสยืนยันผ่านโทรศัพท์ ทั้งนี้ตัวเลือกที่แสดงอาจแตกต่างกันตามประเภทบัญชี อุปกรณ์ และนโยบายขององค์กร
สำหรับบัญชีสำคัญควรหลีกเลี่ยงการพึ่ง SMS เพียงอย่างเดียวหากมีทางเลือกที่แข็งแรงกว่า เช่น Google Prompt, Authenticator, Passkey หรือ Hardware Security Key
3. ตั้งค่า Passkey เพิ่มความปลอดภัยจาก Phishing
Passkey เป็นวิธีเข้าสู่ระบบที่ช่วยลดการพึ่งพารหัสผ่าน โดยใช้ระบบยืนยันตัวตนของอุปกรณ์ เช่น PIN, Fingerprint หรือ Face Unlock เพื่อยืนยันว่าเจ้าของอุปกรณ์เป็นผู้เข้าสู่ระบบจริง
จุดเด่นของ Passkey คือผู้ใช้ไม่ต้องกรอกรหัสผ่านลงในเว็บไซต์ จึงช่วยลดความเสี่ยงจากเว็บไซต์ปลอมที่ออกแบบมาเพื่อขโมย Username และ Password
ตัวอย่างการใช้งาน Passkey
สมมติว่ามีอีเมลปลอมแจ้งว่า “บัญชี Gmail ของคุณกำลังจะถูกระงับ กรุณา Login ด่วน” และมีลิงก์ไปยังหน้าเว็บไซต์ที่มีหน้าตาเหมือน Google หากผู้ใช้ใช้รหัสผ่านแบบเดิม อาจเผลอกรอกรหัสผ่านลงในเว็บไซต์ปลอมได้
แต่การใช้ Passkey ช่วยลดความเสี่ยงลักษณะนี้ เนื่องจากกลไกการยืนยันตัวตนถูกผูกกับบริการและอุปกรณ์ที่ใช้มากกว่า Password แบบที่สามารถพิมพ์หรือส่งต่อได้
อย่างไรก็ตาม ควรสร้าง Passkey เฉพาะบนอุปกรณ์ส่วนตัวหรืออุปกรณ์ที่เชื่อถือได้ และควรลบ Passkey ที่อยู่บนอุปกรณ์ที่สูญหายหรือไม่ได้ใช้งานแล้ว
4. ตรวจสอบ Security Checkup เป็นประจำ
Google มีเครื่องมือ Security Checkup สำหรับช่วยตรวจสอบสถานะด้านความปลอดภัยของบัญชี ผู้ใช้ควรเปิดตรวจสอบเป็นระยะ โดยเฉพาะหลังเดินทาง ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์อื่น หรือติดตั้ง Application ใหม่ที่เชื่อมต่อกับ Google Account
สิ่งที่ควรตรวจสอบ
- อุปกรณ์ที่กำลังเข้าสู่ระบบ Google Account
- เหตุการณ์ด้านความปลอดภัยล่าสุด
- วิธีการเข้าสู่ระบบและ 2-Step Verification
- Recovery Email และ Recovery Phone
- Application และบริการภายนอกที่เข้าถึงบัญชี
หากพบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก ควร Sign Out อุปกรณ์ดังกล่าวทันที จากนั้นตรวจสอบกิจกรรมล่าสุดและพิจารณาเปลี่ยนรหัสผ่าน
5. ตรวจสอบอุปกรณ์ที่ Login บัญชี Google อยู่
หลายคนเคย Login Gmail บน Notebook เครื่องเก่า โทรศัพท์เครื่องเก่า Tablet เครื่องสำรอง หรือคอมพิวเตอร์ของบริษัท แล้วลืม Sign Out ส่งผลให้อุปกรณ์เหล่านั้นอาจยังคงสามารถเข้าถึงบัญชีได้
ควรตรวจสอบเมนู Your devices หรืออุปกรณ์ของคุณใน Google Account หากพบเครื่องที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ควรออกจากระบบ
สำหรับอุปกรณ์ที่ขายต่อ ส่งซ่อม ส่งคืนบริษัท หรือสูญหาย ควรยกเลิก Session ของ Google Account บนอุปกรณ์ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
6. ตรวจสอบ Recovery Email และ Recovery Phone
Recovery Email และหมายเลขโทรศัพท์สำหรับกู้คืนบัญชีมีความสำคัญมากในกรณีลืมรหัสผ่านหรือ Google ตรวจพบการเข้าสู่ระบบที่ผิดปกติ
ควรตรวจสอบว่า Recovery Email และ Recovery Phone เป็นข้อมูลที่คุณยังสามารถใช้งานได้จริง ไม่ควรใช้หมายเลขโทรศัพท์เก่าที่เลิกใช้งานแล้ว หรืออีเมลที่ไม่สามารถเข้าใช้งานได้
ที่สำคัญ หากพบว่า Recovery Email หรือ Recovery Phone ถูกเปลี่ยนเป็นข้อมูลที่ไม่รู้จัก อาจเป็นสัญญาณว่าบัญชีถูกบุกรุก ควรดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยทันที
7. ตรวจสอบ Third-party Apps ที่เชื่อมต่อกับ Google Account
เว็บไซต์และแอปจำนวนมากมีปุ่ม Sign in with Google ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สมัครบริการได้สะดวก แต่เมื่อใช้งานเป็นเวลาหลายปี อาจมีแอปจำนวนมากที่ยังได้รับสิทธิ์เชื่อมต่อกับ Google Account แม้เราเลิกใช้งานไปแล้ว
ควรตรวจสอบ Application และ Service ที่เชื่อมต่ออยู่เป็นระยะ และนำสิทธิ์ของบริการที่ไม่ใช้งานหรือไม่รู้จักออก
หลักการง่าย ๆ
- อนุญาตเฉพาะบริการที่เชื่อถือได้
- ตรวจสอบว่าแอปขอสิทธิ์อะไรบ้าง
- หากแอปขอสิทธิ์มากเกินความจำเป็นควรพิจารณาก่อนอนุญาต
- ลบ Access ของ Application ที่เลิกใช้งาน
- ไม่กรอกรหัสผ่าน Google ลงในเว็บไซต์หรือ Application ที่ไม่น่าเชื่อถือ
8. ระวัง App Password และระบบ Email รุ่นเก่า
App Password เป็นรหัสผ่านเฉพาะที่ใช้สำหรับ Application หรืออุปกรณ์บางประเภท โดยทั่วไปไม่ควรสร้าง App Password หากไม่มีความจำเป็นจริง
หากมีอุปกรณ์หรือโปรแกรม Email รุ่นเก่าที่จำเป็นต้องใช้ App Password ควรสร้างแยกตามอุปกรณ์หรือ Application และยกเลิกทันทีเมื่อไม่ได้ใช้งานแล้ว
สำหรับระบบใหม่ ควรเลือกมาตรฐาน Authentication ที่ปลอดภัย เช่น OAuth หรือ Sign in with Google มากกว่าการนำ Username และ Password ของ Gmail ไปบันทึกไว้ใน Application ภายนอก
9. ตรวจสอบ Gmail Forwarding ป้องกันอีเมลรั่วไหล
หนึ่งในเทคนิคที่ผู้โจมตีอาจใช้หลังเข้าถึง Gmail ได้คือการตั้งค่า Forwarding ให้อีเมลที่เข้ามาถูกส่งต่อไปยังอีเมลของผู้โจมตีโดยอัตโนมัติ
วิธีตรวจสอบ
- เปิด Gmail บน Browser
- คลิกไอคอนรูปเฟือง
- เลือก See all settings
- ไปที่เมนู Forwarding and POP/IMAP
- ตรวจสอบว่ามี Forwarding Address ที่ไม่รู้จักหรือไม่
หากพบ Email Address ที่ไม่รู้จัก ควรนำออกทันที และตรวจสอบ Google Account Security เพิ่มเติม เพราะอาจหมายความว่ามีบุคคลอื่นเคยเข้าถึงบัญชี
10. ตรวจสอบ Gmail Filters ที่ผิดปกติ
Filter ของ Gmail สามารถกำหนดให้อีเมลบางประเภทข้าม Inbox, ถูกลบ, ติดป้ายกำกับ หรือ Forward ไปยังอีเมลอื่นได้ ดังนั้นผู้โจมตีอาจสร้าง Filter เพื่อซ่อนอีเมลแจ้งเตือนด้านความปลอดภัยหรืออีเมลทางการเงิน
วิธีตรวจสอบ Filter
- เปิด Gmail Settings
- เลือก Filters and Blocked Addresses
- ตรวจสอบ Filter ทุกตัว
- ลบ Filter ที่ไม่รู้จักหรือไม่ได้สร้างขึ้นเอง
โดยเฉพาะ Filter ที่มีคำว่า Bank, Password, Security, Verification, Payment หรือ Invoice ควรตรวจสอบอย่างละเอียดว่าถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ใด
11. ระวังอีเมล Phishing และหน้า Login Google ปลอม
แม้ Gmail จะมีระบบตรวจจับ Spam และ Phishing แต่ผู้ใช้งานยังคงเป็นด่านสุดท้ายในการตัดสินใจว่าอีเมลใดน่าเชื่อถือ
ตัวอย่างอีเมลที่ควรระวัง
- “บัญชีของคุณจะถูกปิดภายใน 24 ชั่วโมง”
- “พื้นที่ Gmail เต็ม กรุณายืนยันรหัสผ่าน”
- “พบการ Login ผิดปกติ คลิกเพื่อตรวจสอบทันที”
- “คุณได้รับเอกสารใหม่ กรุณา Login Google Drive”
- “ฝ่าย IT ขอให้ยืนยัน Username และ Password”
ก่อนคลิกลิงก์ควรตรวจสอบผู้ส่งและ Domain ให้ละเอียด หากต้องการตรวจสอบ Google Account วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือเปิด Browser แล้วเข้า Google Account โดยตรงแทนการกดลิงก์จากอีเมลที่น่าสงสัย
12. อย่าส่ง Password, OTP หรือ Verification Code ทางอีเมล
รหัสผ่าน OTP, Backup Code และ Verification Code ถือเป็นข้อมูลลับ ไม่ควรส่งต่อให้บุคคลอื่นไม่ว่าจะอ้างว่าเป็นฝ่าย IT, Google Support, ธนาคาร หรือผู้ดูแลระบบ
การโจมตีในปัจจุบันจำนวนมากใช้ Social Engineering โดยผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องเจาะระบบทางเทคนิค แต่หลอกให้เจ้าของบัญชีส่งรหัสยืนยันให้โดยสมัครใจ
13. หลีกเลี่ยงการ Login Gmail บนคอมพิวเตอร์สาธารณะ
หากเป็นไปได้ไม่ควร Login Gmail บนเครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ เช่น Internet Café, Business Center, Computer Lobby หรือเครื่องที่ไม่สามารถตรวจสอบความปลอดภัยได้
เครื่องเหล่านี้อาจมี Malware, Keylogger หรือ Browser Extension ที่ไม่ปลอดภัย หากจำเป็นต้องใช้งานจริงควร Sign Out หลังใช้งาน และตรวจสอบบัญชีอีกครั้งจากอุปกรณ์ส่วนตัว
สำหรับการเดินทาง ควรใช้ Notebook หรือ Smartphone ส่วนตัว และเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายที่เชื่อถือได้
14. อัปเดต Browser และระบบปฏิบัติการเสมอ
Gmail มีความปลอดภัยเพียงใดก็ไม่สามารถป้องกันได้เต็มที่หากอุปกรณ์ที่ใช้เปิด Gmail มีช่องโหว่หรือ Malware
ผู้ใช้งานควร Update Windows, macOS, Android, iOS และ Web Browser เป็นเวอร์ชันที่ผู้ผลิตยังสนับสนุน รวมถึงติดตั้ง Security Update อย่างสม่ำเสมอ
หากเป็นคอมพิวเตอร์องค์กร ควรมี Antivirus หรือ Endpoint Protection, Firewall และระบบจัดการ Patch ที่เหมาะสม
15. ระวัง Browser Extension ที่เข้าถึง Gmail
Browser Extension บางตัวสามารถอ่านข้อมูลบนเว็บไซต์ที่ผู้ใช้เปิดอยู่ หาก Extension มีสิทธิ์มากเกินไปหรือถูกพัฒนาโดยผู้ให้บริการที่ไม่น่าเชื่อถือ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อมูล Gmail
ควรติดตั้ง Extension เท่าที่จำเป็น ตรวจสอบ Permission ก่อนติดตั้ง และถอน Extension ที่ไม่ได้ใช้งานออก
16. แยกบัญชี Gmail ส่วนตัวกับบัญชีงาน
สำหรับผู้ใช้งานที่มีข้อมูลธุรกิจจำนวนมาก การแยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีสำหรับทำงานช่วยลดความเสี่ยงได้ หากบัญชีหนึ่งถูกโจมตี ความเสียหายจะไม่กระทบข้อมูลทั้งหมดพร้อมกัน
สำหรับองค์กรควรใช้บัญชี Google Workspace ภายใต้ Domain ของบริษัทแทนการให้พนักงานใช้ Gmail ส่วนตัวรับส่งข้อมูลสำคัญ เพราะผู้ดูแลระบบจะสามารถกำหนด Policy และควบคุมการรักษาความปลอดภัยได้ดีกว่า
17. อย่าใช้ Gmail เป็นที่เก็บ Password หรือข้อมูลลับ
ผู้ใช้งานบางคนส่ง Password, เลขบัตร, PIN หรือข้อมูลสำคัญให้ตนเองผ่าน Email เพื่อใช้เป็นที่เก็บข้อมูล วิธีดังกล่าวไม่แนะนำ เพราะหากบัญชี Email ถูกเข้าถึง ข้อมูลสำคัญเหล่านี้จะถูกเปิดเผยทันที
Password ควรเก็บใน Password Manager และข้อมูลสำคัญควรใช้ระบบจัดเก็บที่มี Encryption และ Access Control ที่เหมาะสม
18. สิ่งที่ควรทำทันทีหากสงสัยว่า Gmail ถูกแฮก
หากพบอีเมลถูกส่งออกโดยไม่ได้ส่งเอง มีการ Login จากประเทศหรืออุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก หรือมีการเปลี่ยนค่าบางอย่างใน Gmail ควรดำเนินการทันที
- เปลี่ยน Password ของ Google Account
- ตรวจสอบ Security Activity
- Sign Out อุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก
- เปิดหรือทบทวนการตั้งค่า 2-Step Verification
- ตรวจสอบ Recovery Email และ Recovery Phone
- ตรวจสอบ Third-party Apps
- ตรวจสอบ Gmail Forwarding
- ตรวจสอบ Filters and Blocked Addresses
- ตรวจสอบ Browser Extension
- Scan Malware บนอุปกรณ์ที่ใช้ Login
หากเคยใช้ Password เดียวกันกับเว็บไซต์อื่น ควรเปลี่ยนรหัสผ่านของเว็บไซต์เหล่านั้นด้วย เพราะผู้โจมตีอาจนำข้อมูลไปทดลอง Login บริการอื่นต่อ
19. คำแนะนำสำหรับ Gmail ในองค์กรและธุรกิจ
สำหรับองค์กร ความปลอดภัยของ Email ไม่ควรขึ้นอยู่กับพนักงานแต่ละคนเพียงอย่างเดียว แต่ควรมีนโยบายส่วนกลาง เช่น บังคับใช้ Multi-Factor Authentication, กำหนด Password Policy, จำกัด Third-party Application และอบรมพนักงานเรื่อง Phishing อย่างต่อเนื่อง
สำหรับธุรกิจโรงแรมหรือองค์กรที่มีข้อมูลลูกค้า Email มักเกี่ยวข้องกับข้อมูล Reservation, Invoice, Payment, Contract และข้อมูลส่วนบุคคล การถูกยึดบัญชี Email จึงอาจนำไปสู่ทั้ง Business Email Compromise และ Data Breach
แนวทางสำหรับองค์กร
- บังคับใช้งาน 2-Step Verification หรือ MFA
- กำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งานตามความจำเป็น
- ยกเลิก Account ของพนักงานทันทีเมื่อพ้นสภาพการทำงาน
- ตรวจสอบ Application ภายนอกที่เชื่อมต่อ Google Workspace
- จัดอบรม Phishing Awareness อย่างสม่ำเสมอ
- กำหนดขั้นตอน Incident Response กรณีบัญชีถูกแฮก
- ตรวจสอบ Login และ Security Alert ของบัญชีสำคัญ
- หลีกเลี่ยงการแชร์ Account ระหว่างพนักงานหลายคน
Checklist ตั้งค่า Gmail ให้ปลอดภัย
หากต้องการตรวจสอบแบบรวดเร็ว สามารถใช้ Checklist ต่อไปนี้ได้
- ☑ ใช้ Password ที่ยาวและไม่ซ้ำกับเว็บไซต์อื่น
- ☑ เปิด 2-Step Verification
- ☑ พิจารณาใช้งาน Passkey
- ☑ ตั้ง Recovery Email และ Recovery Phone ให้เป็นปัจจุบัน
- ☑ ตรวจสอบ Security Checkup
- ☑ ตรวจสอบอุปกรณ์ที่ Login อยู่
- ☑ ลบ Third-party Apps ที่ไม่ใช้งาน
- ☑ ตรวจสอบ Forwarding Address
- ☑ ตรวจสอบ Gmail Filters
- ☑ ลบ Browser Extension ที่ไม่จำเป็น
- ☑ Update Windows, macOS, Android, iOS และ Browser
- ☑ ระวัง Phishing และเว็บไซต์ Login Google ปลอม
- ☑ ไม่เปิดเผย Password, OTP หรือ Backup Code
- ☑ ไม่ใช้ Gmail เป็นที่เก็บรหัสผ่าน
บทสรุป
การตั้งค่า Gmail ให้ปลอดภัยควรใช้หลายมาตรการร่วมกัน ทั้ง Password ที่แข็งแรง, 2-Step Verification, Passkey, Security Checkup และการตรวจสอบ Forwarding, Filters รวมถึง Application ที่เชื่อมต่อกับบัญชี การตรวจสอบเพียงไม่กี่นาทีเป็นระยะสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากบัญชีถูกแฮก Phishing และข้อมูลรั่วไหลได้อย่างมาก
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความปลอดภัย Gmail
เปิด 2-Step Verification แล้ว Gmail ยังถูกแฮกได้หรือไม่?
ยังมีความเป็นไปได้ หากผู้ใช้ถูกหลอกด้วย Phishing, Malware, Session Hijacking หรืออนุญาต Application ที่ไม่ปลอดภัย ดังนั้นควรใช้ 2-Step Verification ร่วมกับ Passkey การตรวจสอบอุปกรณ์ Third-party Apps และ Security Checkup เป็นประจำ
Passkey ปลอดภัยกว่า Password หรือไม่?
Passkey ช่วยลดความเสี่ยงจากการขโมยรหัสผ่านและ Phishing เพราะผู้ใช้ไม่ต้องพิมพ์ Password ลงในเว็บไซต์ แต่ควรสร้าง Passkey บนอุปกรณ์ส่วนตัวที่เชื่อถือได้ และควรมีวิธีกู้คืนบัญชีที่เหมาะสม
ถ้าสงสัยว่า Gmail ถูกแฮกควรทำอะไรเป็นอันดับแรก?
ควรเปลี่ยน Password ทันที ตรวจสอบ Security Activity และอุปกรณ์ที่ Login อยู่ จากนั้นตรวจสอบ 2-Step Verification, Recovery Information, Third-party Apps, Forwarding และ Gmail Filters รวมถึง Scan Malware บนอุปกรณ์ที่ใช้งาน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น