เปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ HEV, PHEV, REEV และ e-POWER
ปัจจุบันรถยนต์พลังงานทางเลือกไม่ได้มีเพียงรถน้ำมันและรถยนต์ไฟฟ้า EV เท่านั้น แต่ยังมีระบบขับเคลื่อนที่ผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์สันดาป มอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่หลายรูปแบบ เช่น HEV, PHEV, REEV และ e-POWER
ซึ่งชื่อเหล่านี้อาจทำให้หลายคนสับสนว่า ระบบใดเป็นรถ Hybrid ระบบใดต้องเสียบปลั๊กชาร์จ และระบบใดใช้เครื่องยนต์เพื่อขับล้อจริง ๆ เพราะแม้ว่ารถทั้ง 4 ประเภทจะมีทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเหมือนกันในภาพรวม แต่หลักการส่งพลังงานไปยังล้อแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญการเข้าใจระบบเหล่านี้มีความสำคัญมากขึ้นสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนซื้อรถใหม่ เพราะมีผลโดยตรงต่ออัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ค่าใช้จ่ายในการใช้งาน ความสะดวกในการชาร์จไฟ ระยะทางที่สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้า ตลอดจนรูปแบบการขับขี่ในเมืองและการเดินทางระยะไกล บทความนี้จะพาไปรู้จักว่า HEV, PHEV, REEV และ e-POWER คืออะไร เหมือนหรือต่างกันอย่างไร และระบบใดเหมาะกับใคร
HEV, PHEV, REEV และ e-POWER มีอะไรเหมือนกัน?
จุดร่วมสำคัญของรถทั้ง 4 ระบบคือ มีการนำ มอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ เข้ามาช่วยในการขับเคลื่อนรถ ทำให้สามารถลดการพึ่งพาเครื่องยนต์สันดาปเพียงอย่างเดียวได้ อย่างไรก็ตาม วิธีที่เครื่องยนต์ มอเตอร์ และแบตเตอรี่ทำงานร่วมกันนั้นแตกต่างกัน
วิธีที่ง่ายที่สุดในการแยกความแตกต่างคือให้ถาม 3 คำถาม ได้แก่
- ใครเป็นผู้ขับล้อ? เครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า หรือทั้งสองอย่าง
- สามารถเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้หรือไม่?
- เครื่องยนต์มีหน้าที่ขับล้อ หรือมีหน้าที่ผลิตไฟฟ้า?
1. HEV คืออะไร?
HEV ย่อมาจาก Hybrid Electric Vehicle หรือรถยนต์ไฮบริด เป็นระบบที่ผสมผสานการทำงานระหว่าง เครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อช่วยลดการใช้น้ำมันและเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่
HEV โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องนำรถไปเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ เนื่องจากแบตเตอรี่สามารถรับพลังงานจากเครื่องยนต์และระบบ Regenerative Braking หรือการนำพลังงานจากการชะลอและเบรกกลับมาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า
ขณะรถออกตัวหรือวิ่งด้วยความเร็วต่ำ รถอาจใช้มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยขับเคลื่อน เมื่อเร่งความเร็วหรือมีความต้องการกำลังสูง เครื่องยนต์สามารถเข้ามาทำงานร่วมกับมอเตอร์ และในบางสถานการณ์เครื่องยนต์อาจเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบ Hybrid ของแต่ละผู้ผลิต
ข้อดีของ HEV
- ไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟ
- ใช้งานง่ายใกล้เคียงรถน้ำมันทั่วไป
- ช่วยประหยัดน้ำมัน โดยเฉพาะการขับในเมือง
- มีระบบ Regenerative Braking ช่วยนำพลังงานกลับมาใช้
- ไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จ
ข้อจำกัดของ HEV
- แบตเตอรี่มีขนาดเล็กกว่ารถ PHEV และ EV
- ระยะทางที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนค่อนข้างจำกัด
- ยังต้องใช้น้ำมันเป็นพลังงานหลักในระยะยาว
2. PHEV คืออะไร?
PHEV ย่อมาจาก Plug-in Hybrid Electric Vehicle เป็นรถ Hybrid ที่พัฒนาต่อจาก HEV โดยเพิ่มแบตเตอรี่ที่มีความจุมากขึ้น และสามารถ เสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟจากภายนอกได้
จุดเด่นคือสามารถใช้รถในลักษณะใกล้เคียง EV สำหรับการเดินทางระยะสั้นในชีวิตประจำวัน เมื่อพลังงานในแบตเตอรี่ลดลง เครื่องยนต์สันดาปก็สามารถเข้ามาช่วยให้รถเดินทางต่อได้ จึงช่วยลดความกังวลเรื่องระยะทางเมื่อเดินทางไกล
PHEV จึงเปรียบเสมือนการนำข้อดีของรถ EV และรถน้ำมันมาอยู่ในรถคันเดียว หากเจ้าของรถสามารถชาร์จไฟที่บ้านหรือที่ทำงานเป็นประจำ การเดินทางหลายครั้งอาจใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลักโดยแทบไม่ต้องใช้เครื่องยนต์
ข้อดีของ PHEV
- สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟได้
- แบตเตอรี่ใหญ่กว่า HEV
- สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลกว่า HEV
- ใช้ไฟฟ้าสำหรับเดินทางในเมืองและใช้น้ำมันเมื่อเดินทางไกลได้
- ลดความกังวลเรื่องระยะทางเมื่อเทียบกับรถ EV ล้วน
ข้อจำกัดของ PHEV
- ควรมีสถานที่ชาร์จไฟเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด
- ระบบมีทั้งเครื่องยนต์ มอเตอร์ แบตเตอรี่ และระบบชาร์จ จึงค่อนข้างซับซ้อน
- น้ำหนักรถมักมากกว่า HEV เพราะมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ขึ้น
- หากไม่ชาร์จไฟเป็นประจำ ประโยชน์ด้านความประหยัดอาจลดลง
3. REEV คืออะไร?
REEV ย่อมาจาก Range-Extended Electric Vehicle หรือรถไฟฟ้าแบบเพิ่มระยะทาง บางครั้งอาจพบคำว่า EREV หรือ Extended-Range Electric Vehicle ซึ่งแนวคิดใกล้เคียงกัน
จุดสำคัญของ REEV คือ รถถูกออกแบบให้มี มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน ขณะที่เครื่องยนต์สันดาปมีบทบาทหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อส่งพลังงานให้ระบบขับเคลื่อนหรือชาร์จแบตเตอรี่เมื่อพลังงานลดลง
ใน REEV แบบ Series Range Extender ที่พบได้ทั่วไป เครื่องยนต์จึงไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนรถน้ำมันทั่วไป แต่มีลักษณะคล้ายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่ภายในรถ เพื่อช่วยให้รถสามารถเดินทางต่อได้เมื่อต้องเดินทางไกล
รถ REEV รุ่นใหม่จำนวนมากมีแบตเตอรี่ค่อนข้างใหญ่และสามารถเสียบปลั๊กชาร์จจากภายนอกได้ ผู้ขับจึงสามารถใช้รถแบบ EV สำหรับการเดินทางประจำวัน และเมื่อแบตเตอรี่ลดลง เครื่องยนต์จะเข้ามาผลิตไฟเพื่อช่วยเพิ่มระยะทาง
อย่างไรก็ตาม คำว่า REEV หรือ EREV อาจมีรายละเอียดทางวิศวกรรมแตกต่างกันตามผู้ผลิต บางระบบอาจมีรูปแบบการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังที่แตกต่างจาก Series Hybrid แบบแท้ ๆ จึงควรตรวจสอบรายละเอียดของรถแต่ละรุ่นเพิ่มเติม
ข้อดีของ REEV
- ให้ลักษณะการขับขี่ใกล้เคียงรถ EV
- มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นกำลังขับหลัก
- สามารถใช้เครื่องยนต์ช่วยเพิ่มระยะทางได้
- ลดความกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดระหว่างเดินทางไกล
- เหมาะกับผู้ที่อยากใช้ EV แต่ยังต้องเดินทางต่างจังหวัดบ่อย
ข้อจำกัดของ REEV
- มีทั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องยนต์ ทำให้โครงสร้างโดยรวมซับซ้อน
- ยังต้องเติมน้ำมัน
- น้ำหนักรถอาจสูงจากการมีทั้งแบตเตอรี่ มอเตอร์ และเครื่องยนต์
- ประสิทธิภาพจริงขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานและการจัดการพลังงานของแต่ละรุ่น
4. e-POWER คืออะไร?
e-POWER เป็นชื่อเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบ Hybrid ของ Nissan โดยมีจุดเด่นสำคัญคือ ล้อถูกขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100%
เครื่องยนต์เบนซินไม่ได้ทำหน้าที่ขับล้อโดยตรงในลักษณะเดียวกับรถน้ำมันทั่วไป แต่ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้ระบบ จากนั้นมอเตอร์ไฟฟ้าจึงนำพลังงานไปใช้ในการขับเคลื่อนรถ
ด้วยเหตุนี้ลักษณะการเร่งและการตอบสนองของ e-POWER จึงมีความใกล้เคียงรถ EV เพราะแรงบิดสำหรับขับล้อมาจากมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ผู้ใช้ยังสามารถเติมน้ำมันได้เหมือนรถทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องนำรถไปเสียบชาร์จกับสถานีชาร์จภายนอก
เมื่อพลังงานในแบตเตอรี่ลดลง เครื่องยนต์จะทำงานเพื่อสร้างไฟฟ้าตามความต้องการของระบบ และรถยังสามารถนำพลังงานจากการชะลอความเร็วกลับมาชาร์จแบตเตอรี่ผ่าน Regenerative Braking ได้เช่นเดียวกัน
ข้อดีของ e-POWER
- มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นผู้ขับล้อโดยตรง
- ให้การตอบสนองคล้ายรถ EV
- ไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟ
- สามารถเติมน้ำมันและเดินทางต่อได้ทันที
- เหมาะกับผู้ที่ต้องการสัมผัสการขับแบบมอเตอร์ไฟฟ้าแต่ยังไม่พร้อมใช้ EV เต็มรูปแบบ
ข้อจำกัดของ e-POWER
- ยังต้องใช้น้ำมันสำหรับเครื่องยนต์ผลิตไฟฟ้า
- ไม่สามารถชาร์จไฟจากบ้านแทนน้ำมันเหมือน PHEV หรือ EV ได้
- เครื่องยนต์ยังคงทำงานในบางช่วงตามความต้องการพลังงาน
ตารางเปรียบเทียบ HEV, PHEV, REEV และ e-POWER
| ระบบ | ผู้ขับล้อ | เสียบปลั๊ก | บทบาทเครื่องยนต์ | ลักษณะเด่น |
|---|---|---|---|---|
| HEV | เครื่องยนต์และ/หรือมอเตอร์ | ไม่ได้ | ขับเคลื่อนรถและช่วยสร้างไฟ | ประหยัดและใช้ง่าย |
| PHEV | มอเตอร์และ/หรือเครื่องยนต์ | ได้ | ช่วยขับเคลื่อนเมื่อจำเป็น | วิ่งไฟฟ้าได้ไกลกว่า HEV |
| REEV | โดยหลักเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า | โดยทั่วไปได้ในรถ REEV รุ่นใหม่จำนวนมาก | ผลิตไฟเพื่อเพิ่มระยะทางเป็นหลัก | ขับเหมือน EV แต่มีเครื่องยนต์สำรอง |
| e-POWER | มอเตอร์ไฟฟ้า 100% | ไม่ได้ | ผลิตกระแสไฟฟ้า | ความรู้สึกแบบ EV แต่เติมน้ำมัน |
REEV กับ e-POWER เหมือนกันหรือไม่?
REEV และ e-POWER เป็นสองระบบที่ทำให้หลายคนสับสนมากที่สุด เนื่องจากทั้งสองระบบสามารถใช้ มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นกำลังหลักในการขับล้อ และใช้เครื่องยนต์ช่วยผลิตไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
REEV มักถูกออกแบบให้มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่า และรถ REEV หลายรุ่นสามารถเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟจากภายนอก จึงสามารถใช้งานเสมือนรถ EV เป็นระยะทางค่อนข้างไกลก่อนที่เครื่องยนต์จะต้องเริ่มทำงาน
ส่วน e-POWER เป็นระบบเฉพาะของ Nissan ที่ไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จจากภายนอก เครื่องยนต์จะผลิตไฟฟ้าให้ระบบตามความต้องการ ขณะที่ล้อยังคงถูกขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า
ดังนั้นหากอธิบายแบบง่ายที่สุด e-POWER มีแนวคิดใกล้เคียง Series Hybrid ส่วน REEV มีลักษณะใกล้เคียงรถ EV ที่เพิ่มเครื่องยนต์สำหรับช่วยขยายระยะทาง แต่รายละเอียดจริงควรพิจารณาเป็นรายรุ่น
HEV กับ PHEV ต่างกันตรงไหนมากที่สุด?
ความแตกต่างที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือ PHEV เสียบปลั๊กชาร์จไฟได้ แต่ HEV ไม่ได้
HEV เหมาะกับคนที่ต้องการประหยัดน้ำมันโดยไม่อยากเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถมากนัก เพียงเติมน้ำมันและใช้งานตามปกติ ระบบจะบริหารเครื่องยนต์ มอเตอร์ และแบตเตอรี่อัตโนมัติ
PHEV เหมาะกับผู้ที่มีจุดชาร์จที่บ้านหรือที่ทำงาน และต้องการใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานหลักในการเดินทางประจำวัน แต่ยังต้องการเครื่องยนต์ไว้สำหรับการเดินทางระยะไกล
ควรเลือกระบบไหนดี?
เลือก HEV ถ้า...
- ต้องการรถประหยัดน้ำมัน
- ไม่สะดวกติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน
- ต้องการใช้งานเหมือนรถน้ำมันทั่วไป
- ขับรถในเมืองที่มีการหยุดและออกตัวบ่อย
เลือก PHEV ถ้า...
- สามารถชาร์จไฟที่บ้านหรือที่ทำงานได้
- ระยะทางเดินทางประจำวันไม่ไกลมาก
- อยากใช้ไฟฟ้าเป็นหลักแต่ยังเดินทางต่างจังหวัดบ่อย
- ยังไม่พร้อมเปลี่ยนไปใช้ EV 100%
เลือก REEV ถ้า...
- ชอบลักษณะการขับขี่ของรถ EV
- ต้องการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นระบบขับเคลื่อนหลัก
- ต้องเดินทางไกลและไม่ต้องการกังวลเรื่องสถานีชาร์จมากเกินไป
- ต้องการแบตเตอรี่ที่รองรับการใช้งานด้วยไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน
เลือก e-POWER ถ้า...
- ต้องการการตอบสนองจากมอเตอร์ไฟฟ้า
- ไม่สามารถติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้านได้
- ต้องการเติมน้ำมันแล้วเดินทางต่อเหมือนรถทั่วไป
- อยากได้ประสบการณ์การขับที่ใกล้เคียง EV โดยไม่ต้องเสียบปลั๊ก
อย่าดูแค่คำว่า Hybrid ก่อนซื้อรถ
สิ่งสำคัญคือไม่ควรตัดสินรถจากคำว่า Hybrid เพียงอย่างเดียว เพราะ HEV, PHEV, REEV และ e-POWER มีวิธีบริหารพลังงานแตกต่างกัน รวมถึงความจุแบตเตอรี่ กำลังมอเตอร์ อัตราสิ้นเปลือง และพฤติกรรมการทำงานของเครื่องยนต์
ก่อนซื้อควรพิจารณาระยะทางที่ขับต่อวัน การเดินทางต่างจังหวัด ความพร้อมในการติดตั้งเครื่องชาร์จ ค่าไฟ ราคาน้ำมัน ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และระยะเวลาที่วางแผนจะใช้รถ แล้วจึงเปรียบเทียบว่าระบบใดเหมาะกับชีวิตประจำวันมากที่สุด
บทสรุป
HEV เน้นความสะดวก, PHEV เน้นชาร์จไฟได้, REEV ใช้มอเตอร์ขับหลัก ส่วน e-POWER ใช้เครื่องยนต์ผลิตไฟให้มอเตอร์ขับล้อ
FAQ คำถามที่พบบ่อย
HEV กับ PHEV แบบไหนประหยัดกว่ากัน?
ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งาน หากมีจุดชาร์จและชาร์จ PHEV เป็นประจำ การเดินทางระยะสั้นสามารถใช้ไฟฟ้าเป็นหลักและลดการใช้น้ำมันได้มาก แต่หากไม่สะดวกชาร์จ HEV อาจเหมาะและสะดวกกว่าในชีวิตประจำวัน
e-POWER ต้องเสียบปลั๊กชาร์จหรือไม่?
ไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จจากภายนอก เครื่องยนต์เบนซินจะทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้า ให้ระบบขับเคลื่อน ขณะที่ล้อถูกขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และยังมีระบบ Regenerative Braking ช่วยนำพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่
REEV ถือเป็นรถ EV หรือรถ Hybrid?
REEV อยู่กึ่งกลางระหว่างรถ EV และ Hybrid ในเชิงแนวคิด เพราะใช้ระบบไฟฟ้าเป็นกำลังขับหลัก แต่ยังมีเครื่องยนต์สันดาปสำหรับช่วยผลิตไฟ และเพิ่มระยะทาง รายละเอียดการจัดประเภทอาจแตกต่างกันตามโครงสร้างรถ กฎหมาย และคำเรียกของแต่ละผู้ผลิต

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น