⚡ NEWS

วิธีตั้งค่า Microsoft Teams Meeting ให้ปลอดภัย ป้องกันคนนอกเข้าประชุม

Meeting Options Microsoft Teams

Microsoft Teams กลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการประชุมออนไลน์ขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการประชุมภายใน การประชุมผู้บริหาร การอบรมพนักงาน หรือการประชุมร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าภายนอก

แม้การสร้าง Teams Meeting และส่งลิงก์ให้ผู้เข้าร่วมจะทำได้ง่าย แต่หากไม่มีการตั้งค่าความปลอดภัยที่เหมาะสม อาจเกิดปัญหาบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม แชร์หน้าจอ เปิดไมโครโฟนรบกวน หรือเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ควรได้รับ

ดังนั้น ผู้จัดประชุมควรรู้จัก วิธีตั้งค่า Microsoft Teams Meeting ให้ปลอดภัย โดยเฉพาะ Meeting Options, Lobby, Presenter, Attendee, Co-organizer และการควบคุม Anonymous User การตั้งค่าเหล่านี้ไม่เพียงช่วยป้องกันคนนอกเข้าประชุม แต่ยังช่วยให้การประชุมดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบมากขึ้น บทความนี้จะอธิบายการตั้งค่าที่สำคัญแบบทีละขั้นตอน พร้อมคำแนะนำสำหรับองค์กรที่ต้องการเพิ่มความปลอดภัยให้กับ Microsoft Teams Meeting

ทำไมต้องตั้งค่าความปลอดภัยให้ Microsoft Teams Meeting?

หลายคนเข้าใจว่าเพียงสร้าง Teams Meeting แล้วส่ง Link ให้ผู้เข้าร่วมก็เพียงพอ แต่ Meeting Link สามารถถูก Forward หรือ Copy ส่งต่อไปยังบุคคลอื่นได้ หาก Meeting Options เปิดกว้างเกินไป บุคคลที่ได้รับ Link อาจสามารถพยายามเข้าร่วมการประชุมได้

ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากเป็นการประชุมที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสำคัญ เช่น

  • การประชุมผู้บริหาร
  • ข้อมูลด้านการเงินและงบประมาณ
  • ข้อมูลลูกค้า
  • ข้อมูลพนักงาน
  • ข้อมูลโครงการภายในองค์กร
  • ข้อมูลด้าน IT และ Cybersecurity
  • การประชุมเกี่ยวกับระบบหรือ Password Policy
  • ข้อมูลที่อยู่ภายใต้ PDPA หรือข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัว

ผู้จัดประชุมจึงไม่ควรพึ่งพา Meeting Link เพียงอย่างเดียว แต่ควรกำหนดสิทธิ์ผู้เข้าร่วมให้เหมาะสมกับระดับความสำคัญของ Meeting

Meeting Options คือหัวใจสำคัญของความปลอดภัย

Meeting Options Microsoft Teams

Microsoft Teams มีเมนู Meeting Options สำหรับควบคุมพฤติกรรมและสิทธิ์ต่าง ๆ ของผู้เข้าร่วมประชุม โดยผู้จัดประชุมสามารถกำหนดได้ว่าใครสามารถเข้าห้องประชุมโดยตรง ใครต้องรออยู่ใน Lobby ใครสามารถ Present รวมถึงควบคุม Microphone และ Camera ของผู้เข้าร่วม

หลังจากสร้าง Meeting แล้ว สามารถเปิด Meeting จาก Teams Calendar จากนั้นเลือก Meeting Options หรือ Options ตาม Interface ที่ใช้งาน

การตั้งค่าบางรายการอาจแตกต่างกันตาม Microsoft 365 License และ Policy ที่ IT Administrator กำหนดให้กับองค์กร

1. ตั้งค่า Who can bypass the lobby?

หนึ่งในการตั้งค่าที่สำคัญที่สุดคือ Who can bypass the lobby? ซึ่งใช้กำหนดว่าใครสามารถเข้าสู่ห้องประชุมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการอนุมัติ

Lobby เปรียบเสมือนห้องรับรองก่อนเข้าสู่ Meeting จริง หากผู้เข้าร่วมไม่อยู่ในกลุ่มที่ได้รับอนุญาตให้ผ่าน Lobby อัตโนมัติ จะต้องรอให้ Organizer, Co-organizer หรือผู้ที่มีสิทธิ์อนุมัติให้เข้าร่วม

สำหรับ Meeting ที่มีข้อมูลสำคัญ ไม่แนะนำให้เปิดกว้างแบบ Everyone โดยไม่มีความจำเป็น

แนวทางที่เหมาะสมสำหรับองค์กรคืออนุญาตให้บุคลากรภายในที่เชื่อถือได้เข้าห้องโดยตรง และให้ผู้ใช้งานภายนอกหรือบุคคลที่ไม่สามารถยืนยันตัวตนรออยู่ใน Lobby ก่อน

ตัวอย่าง

สมมติฝ่าย IT มี Meeting กับ Vendor ภายนอก 2 คน หากมีเฉพาะพนักงานบริษัทที่ควรเข้าห้องโดยตรง สามารถตั้ง Lobby เพื่อให้ Vendor รอการ Admit จาก Organizer ก่อน

วิธีนี้ช่วยให้ Organizer ตรวจสอบรายชื่อก่อนอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าสู่ Meeting

2. ระวังการตั้ง Lobby เป็น Everyone

หากเลือกให้ Everyone สามารถ Bypass Lobby ได้ ผู้ที่สามารถเข้าร่วม Meeting ตามนโยบายขององค์กรอาจไม่ต้องรอให้ Organizer ตรวจสอบก่อน

การตั้งค่านี้อาจสะดวกสำหรับ Meeting ทั่วไป แต่ไม่เหมาะกับการประชุมที่มีข้อมูลสำคัญ

ควรพิจารณาระดับความเสี่ยงของแต่ละ Meeting ก่อนเปิดให้ทุกคนเข้าสู่ห้องโดยตรง

3. ตั้งค่า Who can present?

อีกหนึ่งตัวเลือกสำคัญคือ Who can present? ซึ่งควบคุมว่าใครสามารถทำหน้าที่ Presenter ใน Meeting

หาก Meeting มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ไม่ควรกำหนดให้ทุกคนเป็น Presenter โดยไม่จำเป็น เพราะ Presenter มีความสามารถในการดำเนินการเกี่ยวกับการนำเสนอมากกว่า Attendee ทั่วไป

สำหรับ Meeting ภายในองค์กรทั่วไป แนะนำให้กำหนด Presenter เฉพาะผู้ที่ต้องนำเสนอข้อมูล

ตัวอย่างเช่น Meeting มีผู้เข้าร่วม 30 คน แต่มีผู้บรรยายเพียง 3 คน ควรกำหนด Presenter ให้เฉพาะ 3 คน และกำหนดคนที่เหลือเป็น Attendee

4. Organizer, Co-organizer, Presenter และ Attendee ต่างกันอย่างไร?

การเข้าใจ Role เป็นสิ่งสำคัญต่อความปลอดภัยของ Teams Meeting

Organizer

Organizer คือผู้สร้าง Meeting และเป็นผู้มีหน้าที่หลักในการควบคุมการประชุม รวมถึงกำหนด Meeting Options และการจัดการผู้เข้าร่วม

Co-organizer

Co-organizer คือผู้ช่วยจัดการ Meeting สามารถช่วยงาน Organizer ในหลายด้าน เช่น ดูแล Lobby และช่วยควบคุมการประชุม เหมาะสำหรับ Meeting ที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก

Presenter

Presenter เหมาะสำหรับบุคคลที่ต้องนำเสนอเนื้อหา แชร์หน้าจอ หรือดำเนินการใน Meeting มากกว่า Attendee ทั่วไป

Attendee

Attendee คือผู้เข้าร่วมประชุมทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ที่มีหน้าที่รับฟัง พูดคุย และเข้าร่วม Meeting โดยไม่จำเป็นต้องมีสิทธิ์ระดับ Presenter

หลักการง่าย ๆ ด้าน Security คือ ให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น หรือแนวคิด Least Privilege ซึ่งสามารถนำมาใช้กับ Teams Meeting ได้เช่นเดียวกับระบบ IT อื่น

5. เพิ่ม Co-organizer สำหรับ Meeting สำคัญ

หากเป็น Meeting ขนาดใหญ่ ไม่ควรให้ Organizer เพียงคนเดียวรับผิดชอบทุกอย่าง

สามารถกำหนด Co-organizer เพื่อช่วยดูแล Meeting เช่น

  • ตรวจสอบผู้ที่รอใน Lobby
  • Admit ผู้เข้าร่วม
  • ช่วยควบคุม Meeting
  • ช่วยดูแล Breakout Rooms ในกรณีที่ใช้งาน
  • ช่วยจัดการผู้เข้าร่วมระหว่างการประชุม

การมี Co-organizer อย่างน้อยหนึ่งคนสำหรับ Meeting สำคัญยังช่วยลดปัญหาในกรณี Organizer มีปัญหา Internet หรืออุปกรณ์ขัดข้อง

6. ควบคุม Microphone ของผู้เข้าร่วม

สำหรับการอบรม การประชุมขนาดใหญ่ หรือ Town Hall รูปแบบย่อย การเปิดให้ผู้เข้าร่วมทุกคนเปิด Microphone ได้ตลอดเวลาอาจสร้างปัญหาเสียงรบกวน

Organizer สามารถตรวจสอบ Meeting Options ที่เกี่ยวข้องกับ Microphone และกำหนดให้เหมาะสมกับรูปแบบ Meeting

สำหรับการประชุมที่เน้นการนำเสนอเป็นหลัก สามารถจำกัดการเปิด Microphone ของ Attendee และอนุญาตเฉพาะเมื่อถึงช่วง Q&A

7. ควบคุม Camera ของผู้เข้าร่วม

ในบางสถานการณ์อาจไม่ต้องการให้ผู้เข้าร่วมเปิด Camera เช่น การอบรมพนักงานจำนวนมาก หรือการประชุมที่ต้องการลดการใช้ Bandwidth

Organizer สามารถพิจารณาควบคุมการใช้งาน Camera ตามความเหมาะสมผ่าน Meeting Options

อย่างไรก็ตาม หากเป็น Meeting ทีมขนาดเล็ก อาจอนุญาตให้เปิด Camera ตามปกติเพื่อให้การสื่อสารเป็นธรรมชาติมากขึ้น

8. Anonymous User คืออะไร?

Anonymous User ในบริบทของ Microsoft Teams หมายถึงผู้ที่เข้าร่วม Meeting โดยไม่ได้ Sign in ด้วยบัญชีที่ระบบสามารถใช้ระบุตัวตนตามปกติ

การอนุญาต Anonymous User มีประโยชน์ในกรณี Meeting กับลูกค้า ผู้สมัครงาน หรือบุคคลภายนอกที่ไม่มี Microsoft 365 Account

แต่ในด้าน Security ควรพิจารณาอย่างระมัดระวัง เนื่องจากการยืนยันตัวตนอาจมีข้อจำกัดมากกว่าผู้ที่ Sign in ผ่านบัญชีองค์กร

9. สำหรับ Meeting สำคัญควรจำกัด Anonymous User

องค์กรสามารถกำหนดนโยบายเกี่ยวกับ Anonymous Participant ผ่าน Microsoft Teams Admin Center ได้

สำหรับ Meeting ที่มีความลับสูง องค์กรอาจกำหนดให้ผู้เข้าร่วมต้อง Sign in ด้วยบัญชีที่ได้รับอนุญาตแทนการเข้าประชุมแบบ Anonymous

การตั้งค่านี้เป็นระดับองค์กร จึงอาจต้องดำเนินการโดย Microsoft Teams Administrator หรือ Microsoft 365 Administrator

10. อย่าเผยแพร่ Teams Meeting Link ในพื้นที่สาธารณะ

Meeting Link ควรถือเป็นข้อมูลที่ควรแชร์เฉพาะกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้อง

หลีกเลี่ยงการนำ Meeting Link ไปโพสต์ในพื้นที่สาธารณะ เช่น

  • เว็บไซต์สาธารณะ
  • Facebook Page
  • Social Media
  • Public Chat Group
  • เว็บบอร์ด

เว้นแต่ Meeting นั้นถูกออกแบบมาเพื่อเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วม และมีการกำหนดมาตรการควบคุมเพิ่มเติมอย่างเหมาะสม

11. เชิญผู้เข้าร่วมผ่าน Calendar Invitation ดีกว่าส่ง Link อย่างเดียว

สำหรับการประชุมธุรกิจ ควรเชิญผู้เข้าร่วมผ่าน Teams Calendar หรือ Outlook Calendar โดยกรอก Email Address ของผู้เข้าร่วมโดยตรง

วิธีนี้มีข้อดีหลายประการ เช่น

  • ผู้เข้าร่วมได้รับ Calendar Invitation
  • สามารถ Accept หรือ Decline Meeting ได้
  • เห็นวันและเวลาชัดเจน
  • ลดโอกาสส่ง Link ผิด Meeting
  • Organizer สามารถจัดการรายชื่อได้ง่ายขึ้น

12. ตรวจสอบรายชื่อก่อน Admit จาก Lobby

เมื่อมีบุคคลรออยู่ใน Lobby อย่ากด Admit โดยอัตโนมัติโดยไม่ตรวจสอบชื่อ

หากเห็นชื่อที่ไม่รู้จัก ควรตรวจสอบกับผู้จัดประชุมหรือผู้ประสานงานก่อนอนุญาตให้เข้าห้อง

โดยเฉพาะ Meeting ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลผู้บริหาร การเงิน HR หรือ IT Security ควรตรวจสอบอย่างเข้มงวด

13. ระวังชื่อปลอมใน Lobby

ชื่อที่ปรากฏใน Meeting ไม่ควรถือเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะผู้ที่เข้าร่วมโดยไม่ได้ Sign in

หาก Meeting มีความสำคัญสูง ควรใช้บัญชีองค์กรหรือกระบวนการ Authentication ที่สามารถระบุตัวตนผู้ใช้งานได้ชัดเจนมากกว่าอาศัย Display Name

14. ตรวจสอบสิทธิ์ก่อนแชร์ข้อมูลสำคัญ

ก่อน Presenter แชร์หน้าจอ ควรตรวจสอบ Participant List ว่ามีบุคคลที่ไม่ควรอยู่ใน Meeting หรือไม่

นี่เป็นขั้นตอนง่าย ๆ แต่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ตั้งใจได้มาก

สำหรับ Meeting ที่สำคัญ ควรตรวจสอบรายชื่ออีกครั้งก่อนเปิดเอกสาร เช่น

  • Financial Report
  • Payroll
  • Customer Database
  • Password หรือ Configuration
  • Network Diagram
  • Server Configuration
  • ข้อมูลส่วนบุคคล

15. ระวังการแชร์หน้าจอทั้ง Desktop

เมื่อแชร์หน้าจอ ไม่ควรเลือกแชร์ Desktop ทั้งหมดหากไม่มีความจำเป็น เพราะ Notification จาก Email, LINE, Teams Chat หรือโปรแกรมอื่นอาจปรากฏขึ้นระหว่าง Meeting

หากเป็นไปได้ควรแชร์เฉพาะ Window ของโปรแกรมหรือเอกสารที่ต้องการนำเสนอ

ก่อนเริ่มประชุมควรปิดเอกสารและ Application ที่มีข้อมูลสำคัญ รวมถึงปิด Notification ที่ไม่จำเป็น

16. ระวังการ Recording Meeting

การบันทึก Meeting มีประโยชน์สำหรับการประชุมที่ต้องการนำกลับมาทบทวน แต่ Recording อาจมีทั้งภาพ เสียง หน้าจอที่แชร์ และข้อมูลการสนทนา

ก่อน Record ควรพิจารณานโยบายขององค์กร ความจำเป็นทางธุรกิจ และข้อกำหนดด้าน Privacy หรือ PDPA ที่เกี่ยวข้อง

ไม่ควรบันทึก Meeting เพียงเพราะสามารถบันทึกได้ แต่ควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและจัดการไฟล์ Recording ตามนโยบายขององค์กร

17. ตรวจสอบ Meeting Chat

Meeting Chat อาจมีข้อมูลสำคัญ เช่น Link, File หรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับการประชุม

ผู้จัดประชุมจึงควรพิจารณาว่า Meeting แต่ละประเภทควรเปิด Chat ในระดับใด และไม่ควรนำ Password หรือข้อมูล Credential ส่งผ่าน Meeting Chat

หากต้องแชร์ Password หรือ Secret ควรใช้ระบบ Password Manager หรือช่องทางที่องค์กรกำหนด

18. Lock Meeting เมื่อผู้เข้าร่วมครบ

ในสถานการณ์ที่ต้องการควบคุมผู้เข้าร่วมอย่างเข้มงวด Organizer หรือผู้มีสิทธิ์สามารถพิจารณาใช้ความสามารถในการ Lock Meeting เมื่อผู้เข้าร่วมที่จำเป็นเข้ามาครบแล้ว หากตัวเลือกดังกล่าวพร้อมใช้งานกับ Meeting และ Policy ขององค์กร

แนวทางนี้เหมาะกับ Meeting ปิดขนาดเล็กที่มีรายชื่อผู้เข้าร่วมชัดเจนมากกว่าการประชุมแบบเปิด

19. Teams Administrator ควรกำหนด Meeting Policy

ในระดับองค์กร ไม่ควรพึ่งพาการตั้งค่าของ Organizer แต่ละคนเพียงอย่างเดียว

IT Administrator ควรกำหนด Microsoft Teams Meeting Policy ให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงขององค์กร

ตัวอย่าง Policy ที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • Anonymous users สามารถ Join Meeting ได้หรือไม่
  • ข้อกำหนดเกี่ยวกับ Lobby
  • การเข้าร่วม Meeting ภายนอกองค์กร
  • สิทธิ์ด้าน Recording
  • การใช้ Transcription
  • Meeting Chat
  • Presenter และ Meeting Role

องค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ควรออกแบบ Policy หลายระดับแทนการใช้ Policy เดียวกับพนักงานทุกคน

ตัวอย่าง Teams Meeting Security Policy สำหรับองค์กร

สามารถแบ่งรูปแบบ Meeting อย่างง่ายออกเป็น 3 ระดับ

ระดับ 1: Internal Meeting ทั่วไป

  • พนักงานภายในสามารถเข้าประชุมได้ตาม Policy
  • ผู้ใช้งานภายนอกให้ผ่าน Lobby
  • Presenter เฉพาะผู้ที่จำเป็น
  • ใช้ Calendar Invitation

ระดับ 2: Confidential Meeting

  • ควบคุม Lobby อย่างเข้มงวด
  • จำกัด Presenter
  • ตรวจสอบ Participant ก่อนแชร์ข้อมูล
  • ไม่แชร์ Link สาธารณะ
  • จำกัด Anonymous Participant ตามความเหมาะสม
  • พิจารณาควบคุม Recording

ระดับ 3: Executive หรือ Highly Confidential Meeting

  • อนุญาตเฉพาะบัญชีที่กำหนด
  • ใช้ Lobby และตรวจสอบผู้เข้าร่วม
  • จำกัด Presenter เฉพาะบุคคล
  • ตรวจสอบ Participant List ก่อนนำเสนอ
  • หลีกเลี่ยง Anonymous Join
  • กำหนด Co-organizer ที่เชื่อถือได้
  • ควบคุม Recording และข้อมูลหลัง Meeting

Checklist ก่อนเริ่ม Microsoft Teams Meeting

ก่อนเริ่ม Meeting สำคัญ สามารถใช้ Checklist ดังต่อไปนี้

  • ตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าร่วม
  • ตรวจสอบ Who can bypass the lobby
  • ตรวจสอบ Who can present
  • กำหนด Co-organizer หากจำเป็น
  • ตรวจสอบ Microphone และ Camera Policy
  • ตรวจสอบสิทธิ์ Anonymous User
  • ปิด Application ที่มีข้อมูลสำคัญ
  • ปิด Desktop Notification
  • แชร์เฉพาะ Window ที่จำเป็น
  • ตรวจสอบ Participant List ก่อนแชร์ข้อมูลสำคัญ
  • พิจารณาความจำเป็นก่อน Recording
  • ไม่เปิดเผย Meeting Link สู่สาธารณะ

แนวทางสำหรับฝ่าย IT

ฝ่าย IT ควรจัดทำมาตรฐาน Microsoft Teams Meeting Security สำหรับผู้ใช้งานภายในองค์กร ไม่ควรปล่อยให้แต่ละคนกำหนดเองทั้งหมด โดยเฉพาะองค์กรที่มีการประชุมกับ Vendor ลูกค้า และบุคคลภายนอกเป็นประจำ

ควรมีการอบรมพนักงานเกี่ยวกับหัวข้อต่อไปนี้

  • การใช้ Lobby
  • การกำหนด Presenter
  • การเชิญ External User
  • การแชร์หน้าจออย่างปลอดภัย
  • การจัดการ Meeting Recording
  • การป้องกันข้อมูลรั่วไหลผ่าน Chat
  • การตรวจสอบ Participant

การรักษาความปลอดภัยของ Teams Meeting จึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันระหว่าง Microsoft 365 Administrator, IT Security, Meeting Organizer และผู้ใช้งานทุกคน

สรุป วิธีตั้งค่า Microsoft Teams Meeting ให้ปลอดภัย

การรักษาความปลอดภัยของ Microsoft Teams Meeting ไม่ได้หมายถึงเพียงการเก็บ Meeting Link เป็นความลับ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การกำหนด Meeting Options อย่างเหมาะสม การใช้ Lobby การจำกัด Presenter การกำหนด Role ของผู้เข้าร่วม และการควบคุม Anonymous User

สำหรับ Meeting สำคัญ ควรตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าร่วมก่อน Admit ใช้หลัก Least Privilege ในการกำหนดสิทธิ์ ระมัดระวังการแชร์หน้าจอ และพิจารณาการ Recording อย่างเหมาะสม ขณะที่ฝ่าย IT ควรใช้ Teams Admin Center และ Meeting Policies เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยระดับองค์กร

หากทุกฝ่ายปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้ Microsoft Teams จะสามารถเป็นแพลตฟอร์มประชุมออนไลน์ที่ทั้งสะดวก มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมสำหรับการสื่อสารทางธุรกิจที่ต้องการความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น


FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความปลอดภัย Microsoft Teams Meeting

ป้องกันคนนอกเข้า Microsoft Teams Meeting ได้อย่างไร?

ควรตั้งค่า Who can bypass the lobby ให้เหมาะสม เพื่อให้บุคคลภายนอกหรือผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตรออยู่ใน Lobby จากนั้น Organizer หรือ Co-organizer ตรวจสอบชื่อก่อน Admit รวมถึงควบคุม Anonymous User ตามนโยบายขององค์กร

ควรตั้ง Who can present เป็น Everyone หรือไม่?

สำหรับ Meeting ทางธุรกิจทั่วไปไม่แนะนำให้กำหนดผู้เข้าร่วมทุกคนเป็น Presenter หากไม่มีความจำเป็น ควรกำหนด Presenter เฉพาะบุคคลที่ต้องนำเสนอ และให้ผู้เข้าร่วมที่เหลือเป็น Attendee เพื่อลดสิทธิ์ที่ไม่จำเป็น

ส่ง Microsoft Teams Meeting Link ให้บุคคลภายนอกปลอดภัยหรือไม่?

สามารถส่งให้บุคคลภายนอกได้หาก Meeting ถูกออกแบบให้มี External Participant แต่ควรใช้ Calendar Invitation และ Meeting Lobby พร้อมตรวจสอบผู้เข้าร่วมก่อนอนุญาตให้เข้าห้อง ไม่ควรเผยแพร่ Meeting Link ในพื้นที่สาธารณะโดยไม่มีความจำเป็น

ความคิดเห็น

The Most/Recent Articles

เจาะลึกไอที เทคโนโลยีแบบเข้าใจง่าย

แนะนำทิปส์ใช้งานจริง ครอบคลุมคอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีเอไอ อัพเดทล่าสุด !! Free Online Tools (ย้ายไปเว็บน้องใหม่ www.toolszaa.com)

Slider

วิธีตั้งค่า Microsoft Teams Meeting ให้ปลอดภัย ป้องกันคนนอกเข้าประชุม

Meeting Options Microsoft Teams

Microsoft Teams กลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการประชุมออนไลน์ขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการประชุมภายใน การประชุมผู้บริหาร การอบรมพนักงาน หรือการประชุมร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าภายนอก

แม้การสร้าง Teams Meeting และส่งลิงก์ให้ผู้เข้าร่วมจะทำได้ง่าย แต่หากไม่มีการตั้งค่าความปลอดภัยที่เหมาะสม อาจเกิดปัญหาบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม แชร์หน้าจอ เปิดไมโครโฟนรบกวน หรือเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ควรได้รับ

ดังนั้น ผู้จัดประชุมควรรู้จัก วิธีตั้งค่า Microsoft Teams Meeting ให้ปลอดภัย โดยเฉพาะ Meeting Options, Lobby, Presenter, Attendee, Co-organizer และการควบคุม Anonymous User การตั้งค่าเหล่านี้ไม่เพียงช่วยป้องกันคนนอกเข้าประชุม แต่ยังช่วยให้การประชุมดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบมากขึ้น บทความนี้จะอธิบายการตั้งค่าที่สำคัญแบบทีละขั้นตอน พร้อมคำแนะนำสำหรับองค์กรที่ต้องการเพิ่มความปลอดภัยให้กับ Microsoft Teams Meeting

ทำไมต้องตั้งค่าความปลอดภัยให้ Microsoft Teams Meeting?

หลายคนเข้าใจว่าเพียงสร้าง Teams Meeting แล้วส่ง Link ให้ผู้เข้าร่วมก็เพียงพอ แต่ Meeting Link สามารถถูก Forward หรือ Copy ส่งต่อไปยังบุคคลอื่นได้ หาก Meeting Options เปิดกว้างเกินไป บุคคลที่ได้รับ Link อาจสามารถพยายามเข้าร่วมการประชุมได้

ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากเป็นการประชุมที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสำคัญ เช่น

  • การประชุมผู้บริหาร
  • ข้อมูลด้านการเงินและงบประมาณ
  • ข้อมูลลูกค้า
  • ข้อมูลพนักงาน
  • ข้อมูลโครงการภายในองค์กร
  • ข้อมูลด้าน IT และ Cybersecurity
  • การประชุมเกี่ยวกับระบบหรือ Password Policy
  • ข้อมูลที่อยู่ภายใต้ PDPA หรือข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัว

ผู้จัดประชุมจึงไม่ควรพึ่งพา Meeting Link เพียงอย่างเดียว แต่ควรกำหนดสิทธิ์ผู้เข้าร่วมให้เหมาะสมกับระดับความสำคัญของ Meeting

Meeting Options คือหัวใจสำคัญของความปลอดภัย

Meeting Options Microsoft Teams

Microsoft Teams มีเมนู Meeting Options สำหรับควบคุมพฤติกรรมและสิทธิ์ต่าง ๆ ของผู้เข้าร่วมประชุม โดยผู้จัดประชุมสามารถกำหนดได้ว่าใครสามารถเข้าห้องประชุมโดยตรง ใครต้องรออยู่ใน Lobby ใครสามารถ Present รวมถึงควบคุม Microphone และ Camera ของผู้เข้าร่วม

หลังจากสร้าง Meeting แล้ว สามารถเปิด Meeting จาก Teams Calendar จากนั้นเลือก Meeting Options หรือ Options ตาม Interface ที่ใช้งาน

การตั้งค่าบางรายการอาจแตกต่างกันตาม Microsoft 365 License และ Policy ที่ IT Administrator กำหนดให้กับองค์กร

1. ตั้งค่า Who can bypass the lobby?

หนึ่งในการตั้งค่าที่สำคัญที่สุดคือ Who can bypass the lobby? ซึ่งใช้กำหนดว่าใครสามารถเข้าสู่ห้องประชุมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการอนุมัติ

Lobby เปรียบเสมือนห้องรับรองก่อนเข้าสู่ Meeting จริง หากผู้เข้าร่วมไม่อยู่ในกลุ่มที่ได้รับอนุญาตให้ผ่าน Lobby อัตโนมัติ จะต้องรอให้ Organizer, Co-organizer หรือผู้ที่มีสิทธิ์อนุมัติให้เข้าร่วม

สำหรับ Meeting ที่มีข้อมูลสำคัญ ไม่แนะนำให้เปิดกว้างแบบ Everyone โดยไม่มีความจำเป็น

แนวทางที่เหมาะสมสำหรับองค์กรคืออนุญาตให้บุคลากรภายในที่เชื่อถือได้เข้าห้องโดยตรง และให้ผู้ใช้งานภายนอกหรือบุคคลที่ไม่สามารถยืนยันตัวตนรออยู่ใน Lobby ก่อน

ตัวอย่าง

สมมติฝ่าย IT มี Meeting กับ Vendor ภายนอก 2 คน หากมีเฉพาะพนักงานบริษัทที่ควรเข้าห้องโดยตรง สามารถตั้ง Lobby เพื่อให้ Vendor รอการ Admit จาก Organizer ก่อน

วิธีนี้ช่วยให้ Organizer ตรวจสอบรายชื่อก่อนอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าสู่ Meeting

2. ระวังการตั้ง Lobby เป็น Everyone

หากเลือกให้ Everyone สามารถ Bypass Lobby ได้ ผู้ที่สามารถเข้าร่วม Meeting ตามนโยบายขององค์กรอาจไม่ต้องรอให้ Organizer ตรวจสอบก่อน

การตั้งค่านี้อาจสะดวกสำหรับ Meeting ทั่วไป แต่ไม่เหมาะกับการประชุมที่มีข้อมูลสำคัญ

ควรพิจารณาระดับความเสี่ยงของแต่ละ Meeting ก่อนเปิดให้ทุกคนเข้าสู่ห้องโดยตรง

3. ตั้งค่า Who can present?

อีกหนึ่งตัวเลือกสำคัญคือ Who can present? ซึ่งควบคุมว่าใครสามารถทำหน้าที่ Presenter ใน Meeting

หาก Meeting มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ไม่ควรกำหนดให้ทุกคนเป็น Presenter โดยไม่จำเป็น เพราะ Presenter มีความสามารถในการดำเนินการเกี่ยวกับการนำเสนอมากกว่า Attendee ทั่วไป

สำหรับ Meeting ภายในองค์กรทั่วไป แนะนำให้กำหนด Presenter เฉพาะผู้ที่ต้องนำเสนอข้อมูล

ตัวอย่างเช่น Meeting มีผู้เข้าร่วม 30 คน แต่มีผู้บรรยายเพียง 3 คน ควรกำหนด Presenter ให้เฉพาะ 3 คน และกำหนดคนที่เหลือเป็น Attendee

4. Organizer, Co-organizer, Presenter และ Attendee ต่างกันอย่างไร?

การเข้าใจ Role เป็นสิ่งสำคัญต่อความปลอดภัยของ Teams Meeting

Organizer

Organizer คือผู้สร้าง Meeting และเป็นผู้มีหน้าที่หลักในการควบคุมการประชุม รวมถึงกำหนด Meeting Options และการจัดการผู้เข้าร่วม

Co-organizer

Co-organizer คือผู้ช่วยจัดการ Meeting สามารถช่วยงาน Organizer ในหลายด้าน เช่น ดูแล Lobby และช่วยควบคุมการประชุม เหมาะสำหรับ Meeting ที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก

Presenter

Presenter เหมาะสำหรับบุคคลที่ต้องนำเสนอเนื้อหา แชร์หน้าจอ หรือดำเนินการใน Meeting มากกว่า Attendee ทั่วไป

Attendee

Attendee คือผู้เข้าร่วมประชุมทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ที่มีหน้าที่รับฟัง พูดคุย และเข้าร่วม Meeting โดยไม่จำเป็นต้องมีสิทธิ์ระดับ Presenter

หลักการง่าย ๆ ด้าน Security คือ ให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น หรือแนวคิด Least Privilege ซึ่งสามารถนำมาใช้กับ Teams Meeting ได้เช่นเดียวกับระบบ IT อื่น

5. เพิ่ม Co-organizer สำหรับ Meeting สำคัญ

หากเป็น Meeting ขนาดใหญ่ ไม่ควรให้ Organizer เพียงคนเดียวรับผิดชอบทุกอย่าง

สามารถกำหนด Co-organizer เพื่อช่วยดูแล Meeting เช่น

  • ตรวจสอบผู้ที่รอใน Lobby
  • Admit ผู้เข้าร่วม
  • ช่วยควบคุม Meeting
  • ช่วยดูแล Breakout Rooms ในกรณีที่ใช้งาน
  • ช่วยจัดการผู้เข้าร่วมระหว่างการประชุม

การมี Co-organizer อย่างน้อยหนึ่งคนสำหรับ Meeting สำคัญยังช่วยลดปัญหาในกรณี Organizer มีปัญหา Internet หรืออุปกรณ์ขัดข้อง

6. ควบคุม Microphone ของผู้เข้าร่วม

สำหรับการอบรม การประชุมขนาดใหญ่ หรือ Town Hall รูปแบบย่อย การเปิดให้ผู้เข้าร่วมทุกคนเปิด Microphone ได้ตลอดเวลาอาจสร้างปัญหาเสียงรบกวน

Organizer สามารถตรวจสอบ Meeting Options ที่เกี่ยวข้องกับ Microphone และกำหนดให้เหมาะสมกับรูปแบบ Meeting

สำหรับการประชุมที่เน้นการนำเสนอเป็นหลัก สามารถจำกัดการเปิด Microphone ของ Attendee และอนุญาตเฉพาะเมื่อถึงช่วง Q&A

7. ควบคุม Camera ของผู้เข้าร่วม

ในบางสถานการณ์อาจไม่ต้องการให้ผู้เข้าร่วมเปิด Camera เช่น การอบรมพนักงานจำนวนมาก หรือการประชุมที่ต้องการลดการใช้ Bandwidth

Organizer สามารถพิจารณาควบคุมการใช้งาน Camera ตามความเหมาะสมผ่าน Meeting Options

อย่างไรก็ตาม หากเป็น Meeting ทีมขนาดเล็ก อาจอนุญาตให้เปิด Camera ตามปกติเพื่อให้การสื่อสารเป็นธรรมชาติมากขึ้น

8. Anonymous User คืออะไร?

Anonymous User ในบริบทของ Microsoft Teams หมายถึงผู้ที่เข้าร่วม Meeting โดยไม่ได้ Sign in ด้วยบัญชีที่ระบบสามารถใช้ระบุตัวตนตามปกติ

การอนุญาต Anonymous User มีประโยชน์ในกรณี Meeting กับลูกค้า ผู้สมัครงาน หรือบุคคลภายนอกที่ไม่มี Microsoft 365 Account

แต่ในด้าน Security ควรพิจารณาอย่างระมัดระวัง เนื่องจากการยืนยันตัวตนอาจมีข้อจำกัดมากกว่าผู้ที่ Sign in ผ่านบัญชีองค์กร

9. สำหรับ Meeting สำคัญควรจำกัด Anonymous User

องค์กรสามารถกำหนดนโยบายเกี่ยวกับ Anonymous Participant ผ่าน Microsoft Teams Admin Center ได้

สำหรับ Meeting ที่มีความลับสูง องค์กรอาจกำหนดให้ผู้เข้าร่วมต้อง Sign in ด้วยบัญชีที่ได้รับอนุญาตแทนการเข้าประชุมแบบ Anonymous

การตั้งค่านี้เป็นระดับองค์กร จึงอาจต้องดำเนินการโดย Microsoft Teams Administrator หรือ Microsoft 365 Administrator

10. อย่าเผยแพร่ Teams Meeting Link ในพื้นที่สาธารณะ

Meeting Link ควรถือเป็นข้อมูลที่ควรแชร์เฉพาะกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้อง

หลีกเลี่ยงการนำ Meeting Link ไปโพสต์ในพื้นที่สาธารณะ เช่น

  • เว็บไซต์สาธารณะ
  • Facebook Page
  • Social Media
  • Public Chat Group
  • เว็บบอร์ด

เว้นแต่ Meeting นั้นถูกออกแบบมาเพื่อเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วม และมีการกำหนดมาตรการควบคุมเพิ่มเติมอย่างเหมาะสม

11. เชิญผู้เข้าร่วมผ่าน Calendar Invitation ดีกว่าส่ง Link อย่างเดียว

สำหรับการประชุมธุรกิจ ควรเชิญผู้เข้าร่วมผ่าน Teams Calendar หรือ Outlook Calendar โดยกรอก Email Address ของผู้เข้าร่วมโดยตรง

วิธีนี้มีข้อดีหลายประการ เช่น

  • ผู้เข้าร่วมได้รับ Calendar Invitation
  • สามารถ Accept หรือ Decline Meeting ได้
  • เห็นวันและเวลาชัดเจน
  • ลดโอกาสส่ง Link ผิด Meeting
  • Organizer สามารถจัดการรายชื่อได้ง่ายขึ้น

12. ตรวจสอบรายชื่อก่อน Admit จาก Lobby

เมื่อมีบุคคลรออยู่ใน Lobby อย่ากด Admit โดยอัตโนมัติโดยไม่ตรวจสอบชื่อ

หากเห็นชื่อที่ไม่รู้จัก ควรตรวจสอบกับผู้จัดประชุมหรือผู้ประสานงานก่อนอนุญาตให้เข้าห้อง

โดยเฉพาะ Meeting ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลผู้บริหาร การเงิน HR หรือ IT Security ควรตรวจสอบอย่างเข้มงวด

13. ระวังชื่อปลอมใน Lobby

ชื่อที่ปรากฏใน Meeting ไม่ควรถือเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะผู้ที่เข้าร่วมโดยไม่ได้ Sign in

หาก Meeting มีความสำคัญสูง ควรใช้บัญชีองค์กรหรือกระบวนการ Authentication ที่สามารถระบุตัวตนผู้ใช้งานได้ชัดเจนมากกว่าอาศัย Display Name

14. ตรวจสอบสิทธิ์ก่อนแชร์ข้อมูลสำคัญ

ก่อน Presenter แชร์หน้าจอ ควรตรวจสอบ Participant List ว่ามีบุคคลที่ไม่ควรอยู่ใน Meeting หรือไม่

นี่เป็นขั้นตอนง่าย ๆ แต่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ตั้งใจได้มาก

สำหรับ Meeting ที่สำคัญ ควรตรวจสอบรายชื่ออีกครั้งก่อนเปิดเอกสาร เช่น

  • Financial Report
  • Payroll
  • Customer Database
  • Password หรือ Configuration
  • Network Diagram
  • Server Configuration
  • ข้อมูลส่วนบุคคล

15. ระวังการแชร์หน้าจอทั้ง Desktop

เมื่อแชร์หน้าจอ ไม่ควรเลือกแชร์ Desktop ทั้งหมดหากไม่มีความจำเป็น เพราะ Notification จาก Email, LINE, Teams Chat หรือโปรแกรมอื่นอาจปรากฏขึ้นระหว่าง Meeting

หากเป็นไปได้ควรแชร์เฉพาะ Window ของโปรแกรมหรือเอกสารที่ต้องการนำเสนอ

ก่อนเริ่มประชุมควรปิดเอกสารและ Application ที่มีข้อมูลสำคัญ รวมถึงปิด Notification ที่ไม่จำเป็น

16. ระวังการ Recording Meeting

การบันทึก Meeting มีประโยชน์สำหรับการประชุมที่ต้องการนำกลับมาทบทวน แต่ Recording อาจมีทั้งภาพ เสียง หน้าจอที่แชร์ และข้อมูลการสนทนา

ก่อน Record ควรพิจารณานโยบายขององค์กร ความจำเป็นทางธุรกิจ และข้อกำหนดด้าน Privacy หรือ PDPA ที่เกี่ยวข้อง

ไม่ควรบันทึก Meeting เพียงเพราะสามารถบันทึกได้ แต่ควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและจัดการไฟล์ Recording ตามนโยบายขององค์กร

17. ตรวจสอบ Meeting Chat

Meeting Chat อาจมีข้อมูลสำคัญ เช่น Link, File หรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับการประชุม

ผู้จัดประชุมจึงควรพิจารณาว่า Meeting แต่ละประเภทควรเปิด Chat ในระดับใด และไม่ควรนำ Password หรือข้อมูล Credential ส่งผ่าน Meeting Chat

หากต้องแชร์ Password หรือ Secret ควรใช้ระบบ Password Manager หรือช่องทางที่องค์กรกำหนด

18. Lock Meeting เมื่อผู้เข้าร่วมครบ

ในสถานการณ์ที่ต้องการควบคุมผู้เข้าร่วมอย่างเข้มงวด Organizer หรือผู้มีสิทธิ์สามารถพิจารณาใช้ความสามารถในการ Lock Meeting เมื่อผู้เข้าร่วมที่จำเป็นเข้ามาครบแล้ว หากตัวเลือกดังกล่าวพร้อมใช้งานกับ Meeting และ Policy ขององค์กร

แนวทางนี้เหมาะกับ Meeting ปิดขนาดเล็กที่มีรายชื่อผู้เข้าร่วมชัดเจนมากกว่าการประชุมแบบเปิด

19. Teams Administrator ควรกำหนด Meeting Policy

ในระดับองค์กร ไม่ควรพึ่งพาการตั้งค่าของ Organizer แต่ละคนเพียงอย่างเดียว

IT Administrator ควรกำหนด Microsoft Teams Meeting Policy ให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงขององค์กร

ตัวอย่าง Policy ที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • Anonymous users สามารถ Join Meeting ได้หรือไม่
  • ข้อกำหนดเกี่ยวกับ Lobby
  • การเข้าร่วม Meeting ภายนอกองค์กร
  • สิทธิ์ด้าน Recording
  • การใช้ Transcription
  • Meeting Chat
  • Presenter และ Meeting Role

องค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ควรออกแบบ Policy หลายระดับแทนการใช้ Policy เดียวกับพนักงานทุกคน

ตัวอย่าง Teams Meeting Security Policy สำหรับองค์กร

สามารถแบ่งรูปแบบ Meeting อย่างง่ายออกเป็น 3 ระดับ

ระดับ 1: Internal Meeting ทั่วไป

  • พนักงานภายในสามารถเข้าประชุมได้ตาม Policy
  • ผู้ใช้งานภายนอกให้ผ่าน Lobby
  • Presenter เฉพาะผู้ที่จำเป็น
  • ใช้ Calendar Invitation

ระดับ 2: Confidential Meeting

  • ควบคุม Lobby อย่างเข้มงวด
  • จำกัด Presenter
  • ตรวจสอบ Participant ก่อนแชร์ข้อมูล
  • ไม่แชร์ Link สาธารณะ
  • จำกัด Anonymous Participant ตามความเหมาะสม
  • พิจารณาควบคุม Recording

ระดับ 3: Executive หรือ Highly Confidential Meeting

  • อนุญาตเฉพาะบัญชีที่กำหนด
  • ใช้ Lobby และตรวจสอบผู้เข้าร่วม
  • จำกัด Presenter เฉพาะบุคคล
  • ตรวจสอบ Participant List ก่อนนำเสนอ
  • หลีกเลี่ยง Anonymous Join
  • กำหนด Co-organizer ที่เชื่อถือได้
  • ควบคุม Recording และข้อมูลหลัง Meeting

Checklist ก่อนเริ่ม Microsoft Teams Meeting

ก่อนเริ่ม Meeting สำคัญ สามารถใช้ Checklist ดังต่อไปนี้

  • ตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าร่วม
  • ตรวจสอบ Who can bypass the lobby
  • ตรวจสอบ Who can present
  • กำหนด Co-organizer หากจำเป็น
  • ตรวจสอบ Microphone และ Camera Policy
  • ตรวจสอบสิทธิ์ Anonymous User
  • ปิด Application ที่มีข้อมูลสำคัญ
  • ปิด Desktop Notification
  • แชร์เฉพาะ Window ที่จำเป็น
  • ตรวจสอบ Participant List ก่อนแชร์ข้อมูลสำคัญ
  • พิจารณาความจำเป็นก่อน Recording
  • ไม่เปิดเผย Meeting Link สู่สาธารณะ

แนวทางสำหรับฝ่าย IT

ฝ่าย IT ควรจัดทำมาตรฐาน Microsoft Teams Meeting Security สำหรับผู้ใช้งานภายในองค์กร ไม่ควรปล่อยให้แต่ละคนกำหนดเองทั้งหมด โดยเฉพาะองค์กรที่มีการประชุมกับ Vendor ลูกค้า และบุคคลภายนอกเป็นประจำ

ควรมีการอบรมพนักงานเกี่ยวกับหัวข้อต่อไปนี้

  • การใช้ Lobby
  • การกำหนด Presenter
  • การเชิญ External User
  • การแชร์หน้าจออย่างปลอดภัย
  • การจัดการ Meeting Recording
  • การป้องกันข้อมูลรั่วไหลผ่าน Chat
  • การตรวจสอบ Participant

การรักษาความปลอดภัยของ Teams Meeting จึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันระหว่าง Microsoft 365 Administrator, IT Security, Meeting Organizer และผู้ใช้งานทุกคน

สรุป วิธีตั้งค่า Microsoft Teams Meeting ให้ปลอดภัย

การรักษาความปลอดภัยของ Microsoft Teams Meeting ไม่ได้หมายถึงเพียงการเก็บ Meeting Link เป็นความลับ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การกำหนด Meeting Options อย่างเหมาะสม การใช้ Lobby การจำกัด Presenter การกำหนด Role ของผู้เข้าร่วม และการควบคุม Anonymous User

สำหรับ Meeting สำคัญ ควรตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าร่วมก่อน Admit ใช้หลัก Least Privilege ในการกำหนดสิทธิ์ ระมัดระวังการแชร์หน้าจอ และพิจารณาการ Recording อย่างเหมาะสม ขณะที่ฝ่าย IT ควรใช้ Teams Admin Center และ Meeting Policies เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยระดับองค์กร

หากทุกฝ่ายปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้ Microsoft Teams จะสามารถเป็นแพลตฟอร์มประชุมออนไลน์ที่ทั้งสะดวก มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมสำหรับการสื่อสารทางธุรกิจที่ต้องการความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น


FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความปลอดภัย Microsoft Teams Meeting

ป้องกันคนนอกเข้า Microsoft Teams Meeting ได้อย่างไร?

ควรตั้งค่า Who can bypass the lobby ให้เหมาะสม เพื่อให้บุคคลภายนอกหรือผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตรออยู่ใน Lobby จากนั้น Organizer หรือ Co-organizer ตรวจสอบชื่อก่อน Admit รวมถึงควบคุม Anonymous User ตามนโยบายขององค์กร

ควรตั้ง Who can present เป็น Everyone หรือไม่?

สำหรับ Meeting ทางธุรกิจทั่วไปไม่แนะนำให้กำหนดผู้เข้าร่วมทุกคนเป็น Presenter หากไม่มีความจำเป็น ควรกำหนด Presenter เฉพาะบุคคลที่ต้องนำเสนอ และให้ผู้เข้าร่วมที่เหลือเป็น Attendee เพื่อลดสิทธิ์ที่ไม่จำเป็น

ส่ง Microsoft Teams Meeting Link ให้บุคคลภายนอกปลอดภัยหรือไม่?

สามารถส่งให้บุคคลภายนอกได้หาก Meeting ถูกออกแบบให้มี External Participant แต่ควรใช้ Calendar Invitation และ Meeting Lobby พร้อมตรวจสอบผู้เข้าร่วมก่อนอนุญาตให้เข้าห้อง ไม่ควรเผยแพร่ Meeting Link ในพื้นที่สาธารณะโดยไม่มีความจำเป็น

ความคิดเห็น

Labels