CMS นอกเหนือจาก WordPress และ Joomla มีอะไรบ้าง ระบบไหนได้รับความนิยมระดับโลก
เมื่อพูดถึงระบบจัดการเนื้อหาเว็บไซต์หรือ CMS หลายคนมักนึกถึง WordPress และ Joomla เป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานมานาน มีชุมชนผู้พัฒนาขนาดใหญ่ และมีส่วนเสริมให้เลือกจำนวนมาก
การเลือก CMS จึงไม่ควรพิจารณาจากความนิยมเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ งบประมาณ ความสามารถของทีมงาน ความปลอดภัย การรองรับผู้ใช้งาน และแผนการขยายระบบในอนาคตด้วย
CMS คืออะไร และมีหน้าที่อย่างไร
CMS ย่อมาจาก Content Management System หมายถึงระบบที่ช่วยให้ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถสร้าง แก้ไข จัดหมวดหมู่ และเผยแพร่เนื้อหาได้ โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมทุกครั้ง ตัวอย่างเนื้อหาที่ CMS สามารถจัดการได้ ได้แก่ บทความ ข่าวสาร หน้าเว็บไซต์ รูปภาพ วิดีโอ เอกสาร รายละเอียดสินค้า ข้อมูลสาขา และข้อมูลสมาชิก
CMS สมัยใหม่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นเครื่องมือเขียนบทความ แต่ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่นผ่าน API รองรับการจัดการสิทธิ์ผู้ใช้งานหลายระดับ สร้างขั้นตอนอนุมัติเนื้อหา รองรับหลายภาษา เชื่อมระบบชำระเงิน และกระจายเนื้อหาไปยังเว็บไซต์ แอปมือถือ หรือจอดิจิทัลได้
จากข้อมูลของ W3Techs ในเดือนกรกฎาคม 2026 WordPress ยังคงมีส่วนแบ่งสูงที่สุดในกลุ่มเว็บไซต์ที่ระบุระบบ CMS ได้ ขณะที่ Shopify, Wix และ Squarespace เป็นกลุ่มแพลตฟอร์มที่มีการใช้งานในระดับสูงเช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าตลาด CMS ไม่ได้มีเฉพาะระบบติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ แต่รวมถึง Website Builder และแพลตฟอร์ม E-commerce แบบบริการออนไลน์ด้วย
ประเภทของ CMS ที่ควรรู้ก่อนเลือกใช้งาน
1. Traditional CMS
Traditional CMS เป็นระบบที่ส่วนจัดการเนื้อหาและส่วนแสดงผลเว็บไซต์ทำงานอยู่ภายในแพลตฟอร์มเดียวกัน ผู้ดูแลสามารถสร้างเนื้อหา เลือก Template และเผยแพร่เว็บไซต์ได้จากระบบหลังบ้าน ตัวอย่างเช่น Drupal, TYPO3, Ghost, Craft CMS และ Joomla
ระบบประเภทนี้เหมาะกับเว็บไซต์ทั่วไป เว็บไซต์บริษัท Blog เว็บไซต์ข่าว และเว็บไซต์องค์กรที่ต้องการระบบหลังบ้านพร้อมใช้งาน โดยไม่ต้องพัฒนา Front-end แยกต่างหาก
2. Website Builder และ SaaS CMS
Website Builder เป็นบริการสร้างเว็บไซต์ออนไลน์ที่รวม CMS, Hosting, ระบบรักษาความปลอดภัย และเครื่องมือออกแบบไว้ในแพ็กเกจเดียว เช่น Wix, Squarespace, Webflow และ Duda ผู้ใช้ไม่ต้องติดตั้งระบบหรือดูแลเซิร์ฟเวอร์ด้วยตนเอง
ข้อดีคือเริ่มต้นได้รวดเร็ว ลดภาระด้านเทคนิค และมีเครื่องมือแบบลากวาง แต่ข้อจำกัดคือผู้ใช้อาจไม่สามารถควบคุมระบบได้อย่างอิสระทั้งหมด และการย้ายเว็บไซต์ไปยังแพลตฟอร์มอื่นอาจทำได้ยากกว่าระบบ Open Source
3. E-commerce CMS
E-commerce CMS เป็นระบบที่ออกแบบมาสำหรับการขายสินค้าและบริการออนไลน์โดยเฉพาะ มีความสามารถด้านตะกร้าสินค้า การชำระเงิน การจัดการสต็อก คูปอง ส่วนลด ภาษี การจัดส่ง และรายงานยอดขาย ตัวอย่างที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Shopify, PrestaShop, OpenCart และ BigCommerce
4. Headless CMS
Headless CMS เป็นระบบที่แยกส่วนจัดการเนื้อหาออกจากหน้าตาเว็บไซต์ เนื้อหาจะถูกส่งผ่าน API ไปยังเว็บไซต์ แอปมือถือ ระบบสมาชิก จอประชาสัมพันธ์ หรืออุปกรณ์อื่น ตัวอย่างเช่น Contentful, Strapi, Sanity, Storyblok และ Directus
แนวทางนี้เหมาะกับองค์กรที่ต้องการใช้เนื้อหาชุดเดียวกันในหลายช่องทาง แต่ต้องอาศัยทีมนักพัฒนาที่มีความรู้ด้าน API, Front-end Framework และระบบ Cloud
CMS ยอดนิยมนอกเหนือจาก WordPress และ Joomla
1. Drupal
Drupal เป็น Open-source CMS ที่มีชื่อเสียงด้านความยืดหยุ่น ความปลอดภัย และการจัดการโครงสร้างเนื้อหาที่ซับซ้อน เหมาะกับเว็บไซต์องค์กรขนาดใหญ่ หน่วยงานรัฐบาล มหาวิทยาลัย สื่อ และองค์กรที่มีเว็บไซต์หลายภาษา
จุดเด่นของ Drupal คือสามารถกำหนด Content Type, Field, Taxonomy และความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลได้ละเอียด มีระบบจัดการสิทธิ์ผู้ใช้งาน รองรับ Workflow การตรวจสอบและอนุมัติเนื้อหา รวมถึงการเชื่อมต่อระบบภายนอกผ่าน API
Drupal มีความสามารถด้านเว็บไซต์หลายภาษาภายในระบบหลัก สามารถแปลเนื้อหา เมนู Block, Taxonomy, User และองค์ประกอบอื่นของเว็บไซต์ได้ อีกทั้งยังรองรับการตรวจจับภาษาจาก URL, Browser หรือการตั้งค่าของผู้ใช้งาน
ข้อจำกัดคือการติดตั้งและปรับแต่งมีความซับซ้อนกว่า WordPress ผู้ดูแลควรมีความรู้ด้าน Hosting, PHP, Database, Security และ Composer หรือใช้บริการจากบริษัทพัฒนาเว็บไซต์ที่มีประสบการณ์กับ Drupal โดยตรง
2. Shopify
Shopify เป็นแพลตฟอร์ม E-commerce แบบ SaaS ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการเปิดร้านค้าออนไลน์โดยไม่ต้องติดตั้งและดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์เอง
ผู้ใช้สามารถเพิ่มสินค้า จัดการคำสั่งซื้อ รับชำระเงิน จัดการสต็อก สร้างส่วนลด และเชื่อมต่อบริการขนส่งได้จากระบบเดียว นอกจากนี้ยังมี Shopify App Store สำหรับติดตั้งความสามารถเพิ่มเติม เช่น ระบบสมาชิก การตลาดผ่านอีเมล โปรแกรมสะสมคะแนน และระบบวิเคราะห์ยอดขาย
ข้อดีสำคัญคือเริ่มต้นง่าย ระบบมีการอัปเดตและดูแลความปลอดภัยจากผู้ให้บริการ ส่วนข้อจำกัดคือมีค่าบริการรายเดือน ค่าใช้จ่ายจาก App และอาจมีค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินตามแพ็กเกจหรือผู้ให้บริการที่เลือก
3. Wix
Wix เป็น Website Builder ที่เหมาะกับผู้เริ่มต้น ธุรกิจขนาดเล็ก Freelancer ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ ผู้ใช้สามารถเลือก Template และออกแบบหน้าเว็บไซต์ด้วยระบบลากวางได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้าน Coding
Wix มีเครื่องมือสำหรับ Blog, SEO, แบบฟอร์มติดต่อ ระบบจองบริการ ร้านค้าออนไลน์ และการวิเคราะห์ผู้เข้าชม จุดเด่นคือสามารถสร้างเว็บไซต์ได้รวดเร็วและมีระบบ Hosting รวมอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ที่มีข้อมูลจำนวนมาก ต้องการ Workflow ซับซ้อน หรือต้องเชื่อมต่อระบบองค์กรหลายระบบ อาจพบข้อจำกัดด้านความยืดหยุ่นเมื่อเทียบกับ Drupal หรือ Headless CMS
4. Squarespace
Squarespace เป็นแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ที่โดดเด่นด้าน Template และการออกแบบ เหมาะกับ Portfolio, เว็บไซต์บริษัทขนาดเล็ก ร้านอาหาร ช่างภาพ ที่พัก และธุรกิจที่ต้องการเว็บไซต์เรียบหรูโดยไม่ต้องพัฒนาเอง
ระบบมีเครื่องมือสำหรับ Blog, Gallery, E-commerce, Appointment และ Email Campaign รวมอยู่ในแพลตฟอร์ม จุดเด่นคือการออกแบบมีความเป็นมืออาชีพและดูแลระบบได้ง่าย
ข้อจำกัดคือการปรับแต่งระดับลึกอาจทำได้ไม่มากเท่าระบบ Open Source และการเพิ่มความสามารถบางประเภทอาจขึ้นอยู่กับแพ็กเกจหรือบริการเสริมของแพลตฟอร์ม
5. Webflow
Webflow เป็นแพลตฟอร์ม Visual Website Development ที่ผสมผสาน Website Builder, CMS และ Hosting เข้าด้วยกัน เหมาะกับนักออกแบบ Web Agency ทีม Marketing และองค์กรที่ต้องการออกแบบเว็บไซต์โดยควบคุม Layout ได้ละเอียด
Webflow CMS สามารถจัดเก็บเนื้อหาในรูปแบบ Collection และสร้างหน้า Dynamic จากข้อมูลที่มีโครงสร้างได้ รองรับการนำเข้าข้อมูลผ่าน CSV การกรองข้อมูล Conditional Visibility การเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง Collection และการเข้าถึงข้อมูลผ่าน CMS API
จุดเด่นคือสามารถสร้าง Responsive Website และควบคุมองค์ประกอบการออกแบบได้มากกว่า Website Builder ทั่วไป แต่ผู้ใช้งานต้องเข้าใจพื้นฐาน HTML, CSS, Box Model, Flexbox และ Grid จึงจะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ
6. Ghost
Ghost เป็น Open-source CMS ที่เน้นการเผยแพร่บทความ Blog, Newsletter และระบบสมาชิก เหมาะกับนักเขียน สำนักข่าว ผู้ผลิต Content และธุรกิจที่สร้างรายได้จากสมาชิกแบบ Subscription
Ghost มีเครื่องมือสำหรับสร้างเว็บไซต์ เผยแพร่บทความ ส่งจดหมายข่าว และเปิดรับสมาชิกแบบเสียค่าบริการภายในระบบเดียว
จุดเด่นคือระบบมีความเรียบง่าย ทำงานรวดเร็ว และมุ่งเน้นประสบการณ์ด้านการอ่านและการเผยแพร่เนื้อหา ส่วนข้อจำกัดคือระบบ Plugin และความสามารถสำหรับเว็บไซต์ที่ซับซ้อนอาจมีทางเลือกน้อยกว่า WordPress
7. TYPO3
TYPO3 เป็น Open-source Enterprise CMS ที่ได้รับการใช้งานในองค์กรและธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในทวีปยุโรป ระบบรองรับ Multi-site, Multi-language, User Permission และกระบวนการจัดการเนื้อหาหลายขั้นตอน
TYPO3 เหมาะกับบริษัทที่มีหลายแบรนด์ หลายประเทศ หรือมีเว็บไซต์จำนวนมากที่ต้องควบคุมจากศูนย์กลาง จุดเด่นคือความสามารถระดับองค์กรและการบริหารโครงสร้างเว็บไซต์ขนาดใหญ่
ข้อจำกัดคือการติดตั้ง พัฒนา และบำรุงรักษาต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ส่งผลให้ต้นทุนเริ่มต้นอาจสูงกว่าการใช้ CMS สำหรับเว็บไซต์ทั่วไป
8. PrestaShop
PrestaShop เป็น Open-source E-commerce CMS ที่เหมาะสำหรับร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการติดตั้งระบบบน Hosting ของตนเอง ผู้ใช้สามารถจัดการสินค้า หมวดหมู่ ราคา ภาษี การจัดส่ง โปรโมชั่น ลูกค้า และคำสั่งซื้อได้
จุดเด่นคือเจ้าของธุรกิจสามารถควบคุมข้อมูลและปรับแต่งร้านค้าได้มากกว่าแพลตฟอร์ม SaaS แต่ต้องรับผิดชอบเรื่อง Hosting, Backup, Security, Update และ Performance ด้วยตนเอง
9. OpenCart
OpenCart เป็น Open-source E-commerce CMS ที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อนมาก เหมาะกับร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีระบบจัดการสินค้า คำสั่งซื้อ ลูกค้า สกุลเงิน ภาษา และวิธีการชำระเงิน
OpenCart มี Extension และ Theme ให้เลือกจำนวนมาก แต่ก่อนติดตั้งส่วนเสริมควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ความเข้ากันได้กับเวอร์ชันของระบบ และประวัติการอัปเดตด้านความปลอดภัย
10. Craft CMS
Craft CMS เป็น CMS ที่เหมาะกับนักพัฒนาและบริษัทที่ต้องการออกแบบโครงสร้างเนื้อหาแบบเฉพาะเจาะจง สามารถสร้าง Field และความสัมพันธ์ของข้อมูลให้ตรงกับรูปแบบธุรกิจได้
จุดเด่นคือระบบหลังบ้านใช้งานเป็นระเบียบและมีความยืดหยุ่นสูง เหมาะกับเว็บไซต์ที่ออกแบบเฉพาะองค์กร แต่ต้องใช้ทีมพัฒนาเพื่อสร้าง Template และเชื่อมต่อระบบตามความต้องการ
11. HubSpot Content Hub
HubSpot Content Hub เป็นแพลตฟอร์มจัดการเว็บไซต์และเนื้อหาที่เชื่อมต่อกับระบบ CRM, Marketing Automation, Form, Email Marketing และ Analytics ของ HubSpot
ระบบนี้เหมาะกับธุรกิจ B2B และทีม Sales & Marketing ที่ต้องการติดตามเส้นทางของลูกค้าตั้งแต่เข้าชมเว็บไซต์ กรอกแบบฟอร์ม รับอีเมล จนถึงการเปลี่ยนเป็นลูกค้า
ข้อจำกัดคือค่าใช้จ่ายอาจสูงขึ้นตามจำนวนผู้ใช้งาน ความสามารถ และข้อมูลลูกค้าที่จัดเก็บ จึงควรประเมิน Total Cost of Ownership ก่อนตัดสินใจ
12. Adobe Experience Manager
Adobe Experience Manager หรือ AEM เป็นแพลตฟอร์มระดับองค์กรสำหรับบริหารเว็บไซต์ เนื้อหา และ Digital Asset เหมาะกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหลายแบรนด์ หลายประเทศ และมีช่องทางดิจิทัลจำนวนมาก
จุดเด่นคือการจัดการ Content และ Media แบบศูนย์กลาง การนำเนื้อหากลับมาใช้ใหม่ การทำ Personalization และการเชื่อมต่อกับผลิตภัณฑ์อื่นใน Adobe Experience Cloud
AEM ต้องใช้งบประมาณ ทีมพัฒนา และทีมบริหารระบบค่อนข้างสูง จึงไม่เหมาะกับเว็บไซต์ทั่วไปหรือธุรกิจขนาดเล็ก
Headless CMS ที่น่าสนใจ
Contentful
Contentful เป็น Cloud-based Headless CMS ที่ช่วยให้องค์กรสร้างและจัดเก็บเนื้อหาเป็นโครงสร้าง ก่อนส่งไปยังเว็บไซต์ แอปมือถือ และช่องทางอื่นผ่าน API เหมาะกับองค์กรที่มีหลายผลิตภัณฑ์หรือหลายช่องทางดิจิทัล
Strapi
Strapi เป็น Open-source Headless CMS ที่สามารถติดตั้งบน Server หรือ Cloud ขององค์กรได้ นักพัฒนาสามารถสร้าง Content Type และ API ได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับทีมที่ต้องการควบคุมข้อมูลและระบบ Infrastructure
Sanity
Sanity เป็นแพลตฟอร์มที่เน้น Structured Content และการทำงานร่วมกันของทีม สามารถปรับแต่งระบบหลังบ้านและส่งข้อมูลไปยัง Front-end Framework ต่าง ๆ ผ่าน API
Storyblok
Storyblok เป็น Headless CMS ที่มี Visual Editor ช่วยให้ทีม Content เห็นตัวอย่างหน้าเว็บไซต์ระหว่างแก้ไข จึงลดช่องว่างระหว่างนักพัฒนา นักออกแบบ และผู้ดูแลเนื้อหา
Directus
Directus สามารถนำฐานข้อมูล SQL ที่มีอยู่มาสร้างระบบจัดการข้อมูลและ API ได้ เหมาะกับองค์กรที่มีฐานข้อมูลเดิมและต้องการเพิ่มระบบหลังบ้านโดยไม่เปลี่ยนโครงสร้างข้อมูลทั้งหมด
ตารางเปรียบเทียบ CMS แต่ละประเภท
| CMS | ประเภท | เหมาะสำหรับ | ระดับความยาก |
|---|---|---|---|
| Drupal | Open Source | องค์กรใหญ่ เว็บไซต์หลายภาษา | สูง |
| Shopify | SaaS E-commerce | ร้านค้าออนไลน์ | ง่าย |
| Wix | Website Builder | ธุรกิจขนาดเล็ก | ง่าย |
| Squarespace | Website Builder | Portfolio และธุรกิจบริการ | ง่าย |
| Webflow | Visual CMS | Designer และ Agency | ปานกลาง |
| Ghost | Publishing CMS | Blog และ Newsletter | ปานกลาง |
| PrestaShop | Open-source E-commerce | ร้านค้าที่ดูแล Hosting เอง | ปานกลาง |
| Contentful | Headless CMS | เว็บไซต์และแอปหลายช่องทาง | สูง |
| Strapi | Open-source Headless | ทีมพัฒนาที่ต้องการควบคุมระบบ | สูง |
แนวทางเลือก CMS ให้เหมาะกับเว็บไซต์
พิจารณาวัตถุประสงค์หลัก
เว็บไซต์บทความควรเลือก CMS ที่จัดการเนื้อหาและ SEO ได้สะดวก ส่วนร้านค้าออนไลน์ควรเลือกระบบที่มีเครื่องมือ E-commerce โดยตรง หากเป็นเว็บไซต์องค์กรหลายภาษา ควรให้ความสำคัญกับ Workflow, Permission, Multi-site และ API Integration
ประเมินความสามารถของทีมงาน
ธุรกิจที่ไม่มีทีม IT อาจเหมาะกับ Wix, Squarespace หรือ Shopify เพราะผู้ให้บริการดูแล Hosting และการอัปเดตให้ ส่วนองค์กรที่มีนักพัฒนาสามารถเลือก Drupal, TYPO3, Craft CMS หรือ Headless CMS เพื่อให้ปรับแต่งได้มากขึ้น
ตรวจสอบความสามารถด้าน SEO
CMS ควรสามารถกำหนด Page Title, Meta Description, Heading, Canonical URL, XML Sitemap, Redirect และ Structured Data ได้ รวมถึงต้องสร้างหน้าเว็บไซต์ที่รวดเร็ว รองรับ Mobile และสามารถปรับปรุง Core Web Vitals ได้
ให้ความสำคัญกับ Security
ควรเลือก CMS ที่มีการอัปเดตด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง รองรับ Multi-factor Authentication, Role-based Access Control, Backup, Audit Log และการจำกัดสิทธิ์ผู้ดูแลระบบ หากติดตั้งบน Server ของตนเอง ต้องกำหนดกระบวนการ Patch Management และ Vulnerability Management ที่ชัดเจน
คำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมด
อย่าพิจารณาเฉพาะค่าซื้อหรือค่าบริการรายเดือน แต่ควรรวมค่า Hosting, Theme, Extension, Developer, Backup, Security, CDN, Maintenance, Training และค่าใช้จ่ายในการย้ายระบบในอนาคตด้วย
CMS ที่เหมาะสำหรับเว็บไซต์โรงแรม
โรงแรมเดี่ยวที่ต้องการเว็บไซต์ข้อมูล ห้องพัก ร้านอาหาร และโปรโมชั่น อาจเลือก Webflow, Wix หรือ Squarespace เพื่อให้เปิดใช้งานได้รวดเร็ว แต่ต้องตรวจสอบการเชื่อมต่อ Booking Engine และระบบวิเคราะห์ข้อมูลก่อน
สำหรับเครือโรงแรมที่มีหลาย Property หลายภาษา และมีทีม Marketing หลายระดับ Drupal หรือ TYPO3 อาจเหมาะกว่า เนื่องจากรองรับการควบคุมโครงสร้างเว็บไซต์ สิทธิ์ผู้ใช้งาน และ Workflow ได้ละเอียด
หากองค์กรต้องกระจายข้อมูลโรงแรม ห้องพัก โปรโมชั่น และร้านอาหารไปยังเว็บไซต์ แอปสมาชิก ระบบ Digital Concierge และจอ Digital Signage การเลือก Headless CMS เช่น Contentful, Strapi, Sanity หรือ Storyblok จะช่วยให้ใช้เนื้อหาชุดเดียวกันในหลายช่องทางได้
ไม่ว่าจะเลือกระบบใด ควรตรวจสอบความสามารถในการเชื่อมต่อ Booking Engine, CRM, Loyalty Program, Marketing Automation, Analytics, Consent Management และระบบจัดการรูปภาพ รวมถึงกำหนดเจ้าของข้อมูลและขั้นตอนอนุมัติเนื้อหาอย่างชัดเจน
บทสรุป
CMS นอกเหนือจาก WordPress และ Joomla มีให้เลือกทั้ง Drupal, Shopify, Wix, Squarespace, Webflow, Ghost, TYPO3, PrestaShop และ Headless CMS การเลือกระบบที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากประเภทเว็บไซต์ ความสามารถของทีม ความปลอดภัย การเชื่อมต่อระบบ ค่าใช้จ่าย และแผนการขยายธุรกิจ ไม่ควรเลือกจากความนิยมเพียงอย่างเดียว เพราะ CMS ที่ดีที่สุดคือระบบที่ตอบโจทย์การดำเนินงานและสามารถดูแลได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
FAQ คำถามที่พบบ่อย
CMS ใดใช้งานง่ายที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้น
Wix และ Squarespace เหมาะกับผู้เริ่มต้น เพราะมีระบบลากวาง Hosting และระบบรักษาความปลอดภัยรวมอยู่ในบริการ ส่วน Shopify เหมาะกับผู้ที่ต้องการสร้างร้านค้าออนไลน์โดยเฉพาะ
Drupal เหมาะกับเว็บไซต์ประเภทใด
Drupal เหมาะกับเว็บไซต์องค์กรขนาดใหญ่ เว็บไซต์รัฐบาล มหาวิทยาลัย เว็บไซต์หลายภาษา และระบบที่ต้องการกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งานหรือขั้นตอนอนุมัติเนื้อหาอย่างละเอียด
Headless CMS ดีกว่า CMS แบบทั่วไปหรือไม่
Headless CMS ไม่ได้ดีกว่าในทุกกรณี แต่เหมาะกับองค์กรที่ต้องส่งเนื้อหาไปยังหลายช่องทางและมีทีมพัฒนา CMS แบบทั่วไปจะเริ่มต้นง่ายกว่าและเหมาะกับเว็บไซต์ที่ไม่ซับซ้อน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น