⚡ NEWS

มิจฉาชีพใช้ AI หลอกลวงอย่างไร และมีวิธีป้องกันแบบไหน อัปเดท

How do scammers use AI

กลายเป็นคำถามสำคัญในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถสร้างข้อความ รูปภาพ เสียง และวิดีโอที่ดูสมจริงได้ภายในเวลาไม่กี่นาที เดิมทีเรามักสังเกตมิจฉาชีพจากข้อความที่เขียนผิด ภาพตัดต่อไม่เนียน หรือเสียงพูดที่ไม่เป็นธรรมชาติ

แต่ AI ช่วยลดข้อผิดพลาดเหล่านี้ ทำให้ข้อความหลอกลวงดูเป็นมืออาชีพ เสียงโทรศัพท์คล้ายคนในครอบครัว และวิดีโอปลอมดูเหมือนบุคคลที่มีชื่อเสียงกำลังพูดจริง ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจึงไม่ควรเชื่อเพียงเพราะมองเห็นใบหน้า ได้ยินเสียง หรือได้รับข้อความจากบัญชีที่คุ้นเคย วิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือหยุดคิดก่อนดำเนินการ ตรวจสอบตัวตนผ่านช่องทางอื่น ไม่เปิดเผยรหัส OTP และไม่โอนเงินตามคำสั่งเร่งด่วน 

บทความนี้จะอธิบาย รูปแบบการหลอกลวงด้วย AI สัญญาณเตือน วิธีป้องกันสำหรับบุคคลและองค์กร รวมถึงขั้นตอนที่ควรทำทันทีเมื่อพบว่าตนเองอาจตกเป็นเหยื่อ

AI ทำให้การหลอกลวงอันตรายกว่าเดิมอย่างไร

AI ไม่ได้สร้างกลโกงรูปแบบใหม่ทั้งหมด แต่ช่วยให้มิจฉาชีพทำสิ่งเดิมได้รวดเร็ว สมจริง และขยายเป้าหมายได้มากขึ้น โปรแกรม Generative AI สามารถเขียนอีเมลภาษาไทยที่ถูกต้อง สร้างภาพบุคคลที่ไม่มีตัวตนจริง เลียนแบบรูปแบบการสนทนา แปลข้อความได้หลายภาษา และปรับเนื้อหาให้ตรงกับข้อมูลของเหยื่อแต่ละคน

ตัวอย่างเช่น มิจฉาชีพอาจรวบรวมข้อมูลจาก Facebook, TikTok, LinkedIn หรือเว็บไซต์บริษัท จากนั้นใช้ AI สรุปว่าบุคคลนั้นทำงานที่ไหน มีตำแหน่งอะไร ติดต่อกับใคร หรือมีสมาชิกในครอบครัวชื่ออะไร ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้สร้างข้อความหลอกลวงที่เฉพาะเจาะจงและน่าเชื่อถือกว่าข้อความสุ่มทั่วไป

INTERPOL ระบุว่าเครื่องมือ Generative AI เช่น Deepfake ภาพ เสียง วิดีโอ และแชตบอต ช่วยให้อาชญากรเลียนแบบบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจและหลอกเหยื่อได้ง่ายขึ้น ขณะที่ FBI เตือนว่า AI ถูกนำมาใช้สร้างโปรไฟล์ปลอม เสียงโคลน เอกสารระบุตัวตน และวิดีโอที่ดูน่าเชื่อถือ

7 รูปแบบที่มิจฉาชีพนำ AI มาใช้หลอกลวง

1. โคลนเสียงญาติ ผู้บริหาร หรือบุคคลที่รู้จัก

Voice Cloning คือการใช้ AI สร้างเสียงเลียนแบบบุคคลจากตัวอย่างเสียง เช่น คลิปวิดีโอ เสียงจากการไลฟ์ หรือข้อความเสียงที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย เมื่อได้ตัวอย่างเพียงพอ ระบบสามารถสร้างเสียงใหม่ให้พูดประโยคที่เจ้าของเสียงไม่เคยพูดได้

มิจฉาชีพอาจโทรมาบอกว่าเป็นลูกหลานที่ประสบอุบัติเหตุ ถูกจับกุม โทรศัพท์เสีย หรือจำเป็นต้องใช้เงินด่วน อีกกรณีหนึ่งคือการปลอมเสียงผู้บริหาร สั่งพนักงานฝ่ายบัญชีให้โอนเงินหรือชำระใบแจ้งหนี้โดยอ้างว่าเป็นเรื่องลับและเร่งด่วน

FTC เตือนว่าเสียงของสมาชิกในครอบครัวอาจถูกโคลนจากคลิปเสียงสั้นๆ ที่เผยแพร่ออนไลน์ และสามารถนำไปใช้ในกลโกงเหตุฉุกเฉินของครอบครัวได้

2. สร้างวิดีโอ Deepfake ปลอมบุคคลที่มีชื่อเสียง

Deepfake คือสื่อภาพ เสียง หรือวิดีโอที่ถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI เพื่อให้บุคคลหนึ่งดูเหมือนกำลังพูดหรือกระทำสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง มิจฉาชีพมักนำใบหน้าของดารา ผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ผู้บริหาร หรือเจ้าหน้าที่รัฐไปใส่ในวิดีโอประชาสัมพันธ์ปลอม

เนื้อหามักเชิญชวนให้ลงทุนในหุ้น สินทรัพย์ดิจิทัล แพลตฟอร์มซื้อขาย หรือโครงการที่อ้างว่าให้ผลตอบแทนสูง วิดีโออาจมีโลโก้สำนักข่าว กราฟกำไร และความคิดเห็นของผู้ใช้งานปลอมเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ หลังจากเหยื่อคลิกลิงก์ อาจถูกนำไปยังเว็บไซต์ปลอม หรือถูกชักชวนให้คุยกับเจ้าหน้าที่ผ่านแอปแชตส่วนตัว

3. เขียนอีเมลและข้อความฟิชชิงที่แนบเนียน

ในอดีตอีเมลหลอกลวงมักมีคำผิด รูปประโยคแปลก หรือใช้ภาษาที่ไม่เป็นธรรมชาติ ปัจจุบัน AI สามารถเขียนข้อความให้สุภาพ สอดคล้องกับบริบท และเลียนแบบรูปแบบการสื่อสารขององค์กรได้ ทำให้การตรวจจับจากภาษาเพียงอย่างเดียวทำได้ยากขึ้น

ข้อความอาจปลอมเป็นธนาคาร บริษัทขนส่ง หน่วยงานรัฐ ผู้ให้บริการออนไลน์ หรือฝ่าย IT โดยแจ้งว่าบัญชีจะถูกระงับ มีพัสดุตกค้าง ต้องยืนยันตัวตน หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนรหัสผ่าน เมื่อกดลิงก์ ผู้ใช้จะพบหน้าเว็บไซต์ที่เลียนแบบของจริงเพื่อขโมยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน หมายเลขบัตร หรือข้อมูลส่วนบุคคล

4. สร้างโปรไฟล์ปลอมสำหรับ Romance Scam

AI สามารถสร้างภาพบุคคลที่ไม่มีอยู่จริง พร้อมเขียนประวัติ ข้อความแนะนำตัว และบทสนทนาที่ดูเป็นธรรมชาติ มิจฉาชีพจึงสามารถดูแลบัญชีปลอมหลายบัญชีพร้อมกัน และปรับข้อความให้ตรงกับความสนใจหรืออารมณ์ของเหยื่อแต่ละคน

ช่วงแรกมักสร้างความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เช่น ทักทายทุกวัน รับฟังปัญหา และพูดถึงอนาคตร่วมกัน เมื่อเหยื่อไว้วางใจแล้ว จึงเริ่มขอยืมเงิน อ้างเหตุฉุกเฉิน ชวนลงทุน หรือขอให้ช่วยชำระค่าธรรมเนียมบางอย่าง FBI ระบุว่ามิจฉาชีพใช้ AI สร้างภาพ วิดีโอ เสียง และข้อความที่โน้มน้าวอารมณ์ เพื่อทำให้ Romance Scam สมจริงและตรวจจับยากขึ้น

5. ปลอมโฆษณาลงทุนและผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน

มิจฉาชีพอาจใช้ AI สร้างบทความ ข่าวปลอม ภาพผลกำไร วิดีโอรับรอง และแชตบอตที่ทำหน้าที่เหมือนที่ปรึกษาการลงทุน ผู้เสียหายมักถูกชักชวนให้เริ่มลงทุนด้วยจำนวนไม่มาก จากนั้นระบบปลอมจะแสดงกำไรสูงเพื่อจูงใจให้เติมเงินเพิ่ม

เมื่อเหยื่อต้องการถอนเงิน ระบบจะอ้างว่าต้องชำระภาษี ค่าธรรมเนียม ค่าปลดล็อกบัญชี หรือเงินประกันก่อน สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินได้และติดต่อผู้ให้บริการไม่ได้อีกต่อไป สัญญาณสำคัญคือการรับประกันผลตอบแทน การเร่งให้ตัดสินใจ และการให้โอนเงินไปยังบัญชีบุคคลธรรมดาหรือกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ตรวจสอบไม่ได้

6. ใช้แชตบอตปลอมเป็นฝ่ายบริการลูกค้า

มิจฉาชีพสามารถสร้างเว็บไซต์หรือเพจปลอมพร้อมแชตบอตที่ตอบคำถามได้ตลอดเวลา แชตบอตอาจปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ฝ่ายบริการลูกค้า บริษัทขนส่ง หรือศูนย์ช่วยเหลือด้านเทคนิค โดยขอข้อมูลส่วนตัว รหัส OTP หรือให้ติดตั้งแอปสำหรับควบคุมโทรศัพท์จากระยะไกล

ผู้ใช้ควรจำไว้ว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารที่แท้จริงไม่ควรขอรหัสผ่าน รหัส PIN หรือ OTP ผ่านการโทร แชต หรือโซเชียลมีเดีย และไม่ควรให้ลูกค้าติดตั้งแอปจากลิงก์ที่ส่งมาในข้อความส่วนตัว

7. ปลอมเอกสาร ใบเสร็จ และหลักฐานการโอนเงิน

AI และโปรแกรมแก้ไขภาพช่วยให้การสร้างบัตรประจำตัว ใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ สัญญา หรือสลิปโอนเงินปลอมทำได้ง่ายขึ้น ร้านค้าออนไลน์และธุรกิจจึงไม่ควรตรวจสอบการรับชำระเงินจากภาพสลิปเพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบยอดเงินจากแอปธนาคารหรือระบบบัญชีโดยตรง

สำหรับองค์กร มิจฉาชีพอาจปลอมใบแจ้งหนี้ของผู้ขาย พร้อมเปลี่ยนเลขบัญชีรับเงิน หรือปลอมอีเมลของคู่ค้าเพื่อแจ้งเปลี่ยนบัญชีธนาคาร การเปลี่ยนแปลงข้อมูลการชำระเงินทุกครั้งจึงต้องได้รับการยืนยันผ่านช่องทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

สัญญาณเตือนว่ากำลังเจอการหลอกลวงด้วย AI

  • มีการสร้างความเร่งด่วน: ต้องโอนภายในไม่กี่นาที ห้ามวางสาย หรือห้ามบอกผู้อื่น
  • ขอให้เก็บเรื่องเป็นความลับ: อ้างว่าเป็นคำสั่งพิเศษจากผู้บริหารหรือเป็นคดีสำคัญ
  • ขอรหัส OTP หรือรหัสผ่าน: ไม่มีหน่วยงานที่น่าเชื่อถือควรขอข้อมูลเหล่านี้
  • เปลี่ยนช่องทางสนทนา: รีบชวนไปใช้แอปแชตส่วนตัวหรือแอปเข้ารหัส
  • เสนอผลตอบแทนสูงเกินจริง: รับประกันกำไร ไม่มีความเสี่ยง หรือถอนเงินได้ทุกเวลา
  • ช่องทางชำระเงินผิดปกติ: ให้โอนไปบัญชีบุคคล ซื้อบัตรของขวัญ หรือโอนสินทรัพย์ดิจิทัล
  • ภาพหรือเสียงไม่เป็นธรรมชาติ: การขยับริมฝีปากไม่ตรงเสียง แสงบนใบหน้าผิดปกติ น้ำเสียงแบน หรือมีจังหวะหยุดแปลกๆ
  • โดเมนและบัญชีผู้ส่งคล้ายของจริง: มีตัวอักษรเพิ่ม ลด หรือสลับตำแหน่งเพียงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรพึ่งการสังเกตความผิดปกติของวิดีโอหรือเสียงเพียงอย่างเดียว เพราะเทคโนโลยี Deepfake พัฒนาอย่างต่อเนื่อง หลักการที่ปลอดภัยกว่าคือถือว่าคำขอโอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลสำคัญทุกครั้งต้องได้รับการตรวจสอบผ่านช่องทางที่สอง

วิธีป้องกันมิจฉาชีพใช้ AI สำหรับบุคคลทั่วไป

1. หยุดและตรวจสอบก่อนโอนเงิน

เมื่อได้รับข้อความที่ทำให้ตกใจ ตื่นเต้น หรือกลัว ควรหยุดการสนทนาชั่วคราว อย่าปล่อยให้อารมณ์เป็นตัวกำหนดการตัดสินใจ โทรกลับบุคคลหรือหน่วยงานนั้นด้วยหมายเลขที่บันทึกไว้เดิม หรือค้นหาหมายเลขจากเว็บไซต์ทางการด้วยตนเอง ไม่ควรโทรกลับจากหมายเลขหรือลิงก์ที่ผู้ติดต่อส่งมา

2. ตั้งคำถามลับภายในครอบครัว

สมาชิกในครอบครัวควรกำหนดคำถามหรือรหัสลับสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน โดยเลือกข้อมูลที่ไม่ปรากฏบนโซเชียลมีเดีย หากมีผู้โทรมาขอเงินด้วยเสียงคล้ายญาติ ให้ถามคำถามดังกล่าวและโทรตรวจสอบกับญาติอีกครั้งผ่านหมายเลขเดิม

3. ไม่เปิดเผย OTP รหัสผ่าน และ PIN

รหัส OTP เป็นเหมือนกุญแจยืนยันธุรกรรม ผู้ที่ได้รับรหัสอาจสามารถเข้าสู่ระบบ เปลี่ยนรหัสผ่าน หรืออนุมัติรายการทางการเงินได้ จึงไม่ควรบอกรหัสผ่าน OTP หรือ PIN แก่บุคคลใด แม้ผู้ติดต่อจะอ้างว่าเป็นธนาคาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือฝ่ายเทคนิค

4. เปิดใช้ Multi-Factor Authentication

เปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอนกับอีเมล โซเชียลมีเดีย ระบบธนาคาร และบริการสำคัญ หากเลือกได้ ควรใช้แอป Authenticator หรือ Passkey แทนการรับรหัสผ่าน SMS เพียงอย่างเดียว เพราะช่วยลดความเสี่ยงเมื่อรหัสผ่านรั่วไหล

5. ลดการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว

ตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของโซเชียลมีเดีย หลีกเลี่ยงการเปิดเผยหมายเลขโทรศัพท์ วันเกิดเต็ม ชื่อสมาชิกครอบครัว แผนการเดินทาง และคลิปเสียงยาวแบบสาธารณะ ข้อมูลเหล่านี้สามารถถูกนำไปสร้างบทสนทนาเฉพาะบุคคลหรือใช้ตอบคำถามยืนยันตัวตนได้

6. ตรวจสอบลิงก์และชื่อโดเมน

ก่อนกรอกข้อมูล ควรตรวจสอบชื่อเว็บไซต์อย่างละเอียด ระวังตัวอักษรที่คล้ายกัน เช่น ตัวเลข 0 แทนตัวอักษร O หรือโดเมนที่เพิ่มคำต่อท้ายผิดปกติ สำหรับบริการสำคัญ ควรพิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์เองหรือใช้แอปอย่างเป็นทางการ แทนการกดลิงก์จาก SMS อีเมล หรือแชต

7. ตรวจสอบบัญชีก่อนโอน

ผู้ซื้อสินค้าออนไลน์สามารถตรวจสอบเลขบัญชี เบอร์โทรศัพท์ หรือลิงก์ต้องสงสัยผ่านช่องทางตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ผลการค้นหาไม่ควรถูกใช้เป็นหลักประกันทั้งหมด เพราะบัญชีใหม่หรือบัญชีม้าอาจยังไม่มีประวัติร้องเรียน หากชื่อบัญชีไม่ตรงกับผู้ขายหรือบริษัท ควรหยุดตรวจสอบก่อนเสมอ

8. อัปเดตระบบและแอปพลิเคชัน

ติดตั้งการอัปเดตระบบปฏิบัติการ เว็บเบราว์เซอร์ และแอปธนาคารอย่างสม่ำเสมอ เปิดระบบกรองสายเรียกเข้าหรือข้อความขยะ และดาวน์โหลดแอปจาก App Store หรือ Google Play เท่านั้น ไม่ติดตั้งไฟล์ APK หรือโปรแกรมควบคุมระยะไกลตามคำแนะนำจากบุคคลที่ติดต่อมาโดยไม่ได้นัดหมาย

แนวทางป้องกันสำหรับบริษัทและองค์กร

องค์กรมีความเสี่ยงสูงจากการปลอมเสียงผู้บริหาร การยึดบัญชีอีเมล และการเปลี่ยนข้อมูลบัญชีของผู้ขาย การป้องกันจึงต้องอาศัยกระบวนการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ไม่ใช่หวังให้พนักงานตรวจจับ Deepfake ได้ด้วยตาและหูเท่านั้น

  • กำหนดขั้นตอนอนุมัติหลายระดับ: การโอนเงินมูลค่าสูงต้องมีผู้อนุมัติมากกว่าหนึ่งคน
  • ห้ามอนุมัติจากเสียงหรือวิดีโอเพียงอย่างเดียว: ต้องยืนยันผ่านระบบงานหรือช่องทางองค์กร
  • ตรวจสอบการเปลี่ยนบัญชีคู่ค้า: โทรกลับไปยังหมายเลขที่บันทึกไว้ในฐานข้อมูลเดิม
  • ใช้ MFA และ Conditional Access: ลดความเสี่ยงจากบัญชีอีเมลถูกยึด
  • ติดตั้งระบบกรองอีเมล: ตรวจจับโดเมนปลอม ไฟล์อันตราย และลิงก์ฟิชชิง
  • ใช้ SPF, DKIM และ DMARC: ลดการปลอมแปลงอีเมลที่อ้างชื่อโดเมนขององค์กร
  • อบรมพนักงานเป็นประจำ: จำลองเหตุการณ์ฟิชชิงและการปลอมคำสั่งจากผู้บริหาร
  • กำหนดช่องทางรายงานเหตุ: พนักงานต้องรู้ว่าจะติดต่อ IT หรือ Security ได้ทันทีอย่างไร

ฝ่ายการเงิน ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล และผู้ช่วยผู้บริหารควรได้รับการอบรมเป็นพิเศษ เนื่องจากมักมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลสำคัญหรือดำเนินธุรกรรมแทนองค์กร นอกจากนี้ บริษัทควรมีหลักปฏิบัติชัดเจนว่า ผู้บริหารจะไม่สั่งโอนเงินด่วนผ่านแอปแชตส่วนตัวโดยข้ามขั้นตอนอนุมัติ

เมื่อสงสัยว่าเป็น Deepfake ควรตรวจสอบอย่างไร

  1. หยุดการสนทนา: อย่าให้ข้อมูลเพิ่มและอย่าโอนเงิน
  2. ติดต่อผ่านช่องทางอื่น: โทรกลับหมายเลขเดิมหรือพบตัวจริง
  3. ถามข้อมูลเฉพาะ: ใช้คำถามที่บุคคลจริงควรตอบได้และไม่มีเผยแพร่ออนไลน์
  4. ค้นหาต้นฉบับ: ตรวจสอบวิดีโอจากเว็บไซต์หรือบัญชีทางการ
  5. ตรวจสอบบริบท: ดูวันที่ เนื้อหา โลโก้ ชื่อบัญชี และโดเมนของผู้เผยแพร่
  6. ไม่ใช้โปรแกรมตรวจจับเพียงอย่างเดียว: เครื่องมือตรวจ Deepfake อาจผิดพลาดได้ทั้งสองทาง

แม้บางวิดีโอจะมีริมฝีปากไม่ตรงเสียง แสงเงาบนใบหน้าไม่สอดคล้อง หรือมีเสียงพื้นหลังแปลก แต่ Deepfake รุ่นใหม่อาจไม่มีจุดผิดปกติที่สังเกตเห็นได้ง่าย ดังนั้นการยืนยันตัวตนและตรวจสอบแหล่งที่มาจึงสำคัญกว่าการพยายามจับความผิดปกติจากภาพเพียงอย่างเดียว

หากถูกหลอกโอนเงินแล้วต้องทำอย่างไร

เมื่อพบว่าถูกหลอก ควรดำเนินการทันที เพราะเงินอาจถูกโอนต่อไปยังหลายบัญชีภายในเวลาอันสั้น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแนะนำให้ผู้เสียหายโทรแจ้งศูนย์ AOC 1441 เพื่อประสานการระงับบัญชี และเก็บหลักฐานทั้งหมด เช่น สลิป แชต หมายเลขโทรศัพท์ และลิงก์เว็บไซต์

  1. หยุดโอนเงินทันที แม้มิจฉาชีพจะอ้างว่าต้องจ่ายเพิ่มเพื่อถอนเงินคืน
  2. ติดต่อธนาคาร แจ้งว่าเป็นธุรกรรมจากการหลอกลวงและขอระงับรายการ
  3. โทร AOC 1441 เพื่อประสานงานและขอคำแนะนำในการระงับบัญชีปลายทาง
  4. เก็บหลักฐาน ถ่ายภาพหน้าจอ แชต โปรไฟล์ URL สลิป วันเวลา และเลขบัญชี
  5. แจ้งความผ่านช่องทางทางการ เช่น เว็บไซต์ของตำรวจไซเบอร์หรือสถานีตำรวจ
  6. เปลี่ยนรหัสผ่าน โดยเฉพาะบัญชีที่ใช้รหัสผ่านซ้ำกัน พร้อมออกจากระบบทุกอุปกรณ์
  7. ระงับบัตรหรือบัญชี หากเคยกรอกข้อมูลบัตรหรือข้อมูลธนาคารในเว็บไซต์ปลอม
  8. ตรวจสอบโทรศัพท์ ลบแอปควบคุมระยะไกล และตรวจสอบสิทธิ์ Accessibility หรือ Device Admin
  9. แจ้งผู้เกี่ยวข้อง หากบัญชีโซเชียลหรืออีเมลถูกยึด เพื่อป้องกันการหลอกคนอื่นต่อ
หลักจำง่าย “4 ไม่” ก่อนทำธุรกรรม
  • ไม่กดลิงก์จากแหล่งที่ไม่รู้จัก
  • ไม่เชื่อข้อเสนอที่ดีเกินจริง
  • ไม่รีบตัดสินใจเพราะถูกกดดัน
  • ไม่โอนเงินจนกว่าจะยืนยันตัวตนชัดเจน

บทสรุป

AI ทำให้มิจฉาชีพสร้างข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอปลอมได้สมจริงขึ้น แต่หัวใจของการหลอกลวงยังคงเป็นการสร้างความกลัว ความโลภ ความสงสาร และความเร่งด่วน เพื่อให้เหยื่อตัดสินใจโดยไม่ตรวจสอบ อย่าเชื่อเพียงเพราะได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เห็นใบหน้าผู้บริหาร หรือได้รับข้อความจากบัญชีที่ดูเหมือนของจริง ทุกคำขอที่เกี่ยวข้องกับเงิน รหัสผ่าน OTP หรือข้อมูลส่วนตัวควรได้รับการตรวจสอบผ่านช่องทางที่สองเสมอ สำหรับองค์กร ควรใช้ขั้นตอนอนุมัติหลายระดับ ระบบยืนยันตัวตนที่รัดกุม และการอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง หากถูกหลอกแล้วต้องหยุดธุรกรรม เก็บหลักฐาน ติดต่อธนาคาร และโทร AOC 1441 โดยเร็วที่สุด

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมิจฉาชีพใช้ AI

เสียงของคนในครอบครัวสามารถถูก AI ปลอมได้จริงหรือไม่?

สามารถทำได้ เทคโนโลยี Voice Cloning สามารถเรียนรู้ลักษณะเสียงจากคลิปที่เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต แล้วสร้างเสียงใหม่ให้พูดข้อความที่เจ้าของเสียงไม่เคยพูด หากได้รับสายขอเงินฉุกเฉิน ควรวางสายและโทรกลับบุคคลนั้นด้วยหมายเลขที่บันทึกไว้เดิม รวมถึงใช้คำถามลับภายในครอบครัวเพื่อยืนยันตัวตน

ดูวิดีโอ Deepfake จากจุดใดได้บ้าง?

อาจสังเกตจากริมฝีปากไม่ตรงเสียง การกระพริบตาผิดธรรมชาติ แสงเงาบนใบหน้าไม่สัมพันธ์กับฉาก หรือเสียงมีจังหวะหยุดแปลกๆ แต่ไม่ควรใช้จุดสังเกตเหล่านี้เป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบบัญชีผู้เผยแพร่ ค้นหาวิดีโอต้นฉบับ และยืนยันข้อมูลจากเว็บไซต์หรือช่องทางทางการด้วย

หากเผลอโอนเงินให้มิจฉาชีพควรทำอะไรเป็นอันดับแรก?

ให้หยุดโอนเงินเพิ่ม ติดต่อธนาคารทันที และโทรศูนย์ AOC 1441 เพื่อขอประสานระงับบัญชีปลายทาง จากนั้นเก็บสลิป แชต หมายเลขโทรศัพท์ URL และข้อมูลบัญชีทั้งหมดไว้เป็นหลักฐานสำหรับแจ้งความ อย่าจ่ายค่าธรรมเนียมหรือค่าปลดล็อกเพิ่มเติมตามที่มิจฉาชีพร้องขอ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • INTERPOL: คำเตือนเกี่ยวกับอาชญากรรมทางการเงินและการใช้ Generative AI สร้าง Deepfake
  • Federal Bureau of Investigation: คำเตือนเรื่อง AI Voice Cloning, Phishing และการปลอมตัวบุคคล
  • Federal Trade Commission: แนวทางรับมือการโคลนเสียงและกลโกงเหตุฉุกเฉินในครอบครัว
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: แนวทาง “4 ไม่” และช่องทาง AOC 1441
  • เว็บไซต์แจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ


ความคิดเห็น

The Most/Recent Articles

เจาะลึกไอที เทคโนโลยีแบบเข้าใจง่าย

แนะนำทิปส์ใช้งานจริง ครอบคลุมคอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีเอไอ อัพเดทล่าสุด !! Free Online Tools (ย้ายไปเว็บน้องใหม่ www.toolszaa.com)

Slider

มิจฉาชีพใช้ AI หลอกลวงอย่างไร และมีวิธีป้องกันแบบไหน อัปเดท

How do scammers use AI

กลายเป็นคำถามสำคัญในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถสร้างข้อความ รูปภาพ เสียง และวิดีโอที่ดูสมจริงได้ภายในเวลาไม่กี่นาที เดิมทีเรามักสังเกตมิจฉาชีพจากข้อความที่เขียนผิด ภาพตัดต่อไม่เนียน หรือเสียงพูดที่ไม่เป็นธรรมชาติ

แต่ AI ช่วยลดข้อผิดพลาดเหล่านี้ ทำให้ข้อความหลอกลวงดูเป็นมืออาชีพ เสียงโทรศัพท์คล้ายคนในครอบครัว และวิดีโอปลอมดูเหมือนบุคคลที่มีชื่อเสียงกำลังพูดจริง ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจึงไม่ควรเชื่อเพียงเพราะมองเห็นใบหน้า ได้ยินเสียง หรือได้รับข้อความจากบัญชีที่คุ้นเคย วิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือหยุดคิดก่อนดำเนินการ ตรวจสอบตัวตนผ่านช่องทางอื่น ไม่เปิดเผยรหัส OTP และไม่โอนเงินตามคำสั่งเร่งด่วน 

บทความนี้จะอธิบาย รูปแบบการหลอกลวงด้วย AI สัญญาณเตือน วิธีป้องกันสำหรับบุคคลและองค์กร รวมถึงขั้นตอนที่ควรทำทันทีเมื่อพบว่าตนเองอาจตกเป็นเหยื่อ

AI ทำให้การหลอกลวงอันตรายกว่าเดิมอย่างไร

AI ไม่ได้สร้างกลโกงรูปแบบใหม่ทั้งหมด แต่ช่วยให้มิจฉาชีพทำสิ่งเดิมได้รวดเร็ว สมจริง และขยายเป้าหมายได้มากขึ้น โปรแกรม Generative AI สามารถเขียนอีเมลภาษาไทยที่ถูกต้อง สร้างภาพบุคคลที่ไม่มีตัวตนจริง เลียนแบบรูปแบบการสนทนา แปลข้อความได้หลายภาษา และปรับเนื้อหาให้ตรงกับข้อมูลของเหยื่อแต่ละคน

ตัวอย่างเช่น มิจฉาชีพอาจรวบรวมข้อมูลจาก Facebook, TikTok, LinkedIn หรือเว็บไซต์บริษัท จากนั้นใช้ AI สรุปว่าบุคคลนั้นทำงานที่ไหน มีตำแหน่งอะไร ติดต่อกับใคร หรือมีสมาชิกในครอบครัวชื่ออะไร ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้สร้างข้อความหลอกลวงที่เฉพาะเจาะจงและน่าเชื่อถือกว่าข้อความสุ่มทั่วไป

INTERPOL ระบุว่าเครื่องมือ Generative AI เช่น Deepfake ภาพ เสียง วิดีโอ และแชตบอต ช่วยให้อาชญากรเลียนแบบบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจและหลอกเหยื่อได้ง่ายขึ้น ขณะที่ FBI เตือนว่า AI ถูกนำมาใช้สร้างโปรไฟล์ปลอม เสียงโคลน เอกสารระบุตัวตน และวิดีโอที่ดูน่าเชื่อถือ

7 รูปแบบที่มิจฉาชีพนำ AI มาใช้หลอกลวง

1. โคลนเสียงญาติ ผู้บริหาร หรือบุคคลที่รู้จัก

Voice Cloning คือการใช้ AI สร้างเสียงเลียนแบบบุคคลจากตัวอย่างเสียง เช่น คลิปวิดีโอ เสียงจากการไลฟ์ หรือข้อความเสียงที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย เมื่อได้ตัวอย่างเพียงพอ ระบบสามารถสร้างเสียงใหม่ให้พูดประโยคที่เจ้าของเสียงไม่เคยพูดได้

มิจฉาชีพอาจโทรมาบอกว่าเป็นลูกหลานที่ประสบอุบัติเหตุ ถูกจับกุม โทรศัพท์เสีย หรือจำเป็นต้องใช้เงินด่วน อีกกรณีหนึ่งคือการปลอมเสียงผู้บริหาร สั่งพนักงานฝ่ายบัญชีให้โอนเงินหรือชำระใบแจ้งหนี้โดยอ้างว่าเป็นเรื่องลับและเร่งด่วน

FTC เตือนว่าเสียงของสมาชิกในครอบครัวอาจถูกโคลนจากคลิปเสียงสั้นๆ ที่เผยแพร่ออนไลน์ และสามารถนำไปใช้ในกลโกงเหตุฉุกเฉินของครอบครัวได้

2. สร้างวิดีโอ Deepfake ปลอมบุคคลที่มีชื่อเสียง

Deepfake คือสื่อภาพ เสียง หรือวิดีโอที่ถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI เพื่อให้บุคคลหนึ่งดูเหมือนกำลังพูดหรือกระทำสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง มิจฉาชีพมักนำใบหน้าของดารา ผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ผู้บริหาร หรือเจ้าหน้าที่รัฐไปใส่ในวิดีโอประชาสัมพันธ์ปลอม

เนื้อหามักเชิญชวนให้ลงทุนในหุ้น สินทรัพย์ดิจิทัล แพลตฟอร์มซื้อขาย หรือโครงการที่อ้างว่าให้ผลตอบแทนสูง วิดีโออาจมีโลโก้สำนักข่าว กราฟกำไร และความคิดเห็นของผู้ใช้งานปลอมเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ หลังจากเหยื่อคลิกลิงก์ อาจถูกนำไปยังเว็บไซต์ปลอม หรือถูกชักชวนให้คุยกับเจ้าหน้าที่ผ่านแอปแชตส่วนตัว

3. เขียนอีเมลและข้อความฟิชชิงที่แนบเนียน

ในอดีตอีเมลหลอกลวงมักมีคำผิด รูปประโยคแปลก หรือใช้ภาษาที่ไม่เป็นธรรมชาติ ปัจจุบัน AI สามารถเขียนข้อความให้สุภาพ สอดคล้องกับบริบท และเลียนแบบรูปแบบการสื่อสารขององค์กรได้ ทำให้การตรวจจับจากภาษาเพียงอย่างเดียวทำได้ยากขึ้น

ข้อความอาจปลอมเป็นธนาคาร บริษัทขนส่ง หน่วยงานรัฐ ผู้ให้บริการออนไลน์ หรือฝ่าย IT โดยแจ้งว่าบัญชีจะถูกระงับ มีพัสดุตกค้าง ต้องยืนยันตัวตน หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนรหัสผ่าน เมื่อกดลิงก์ ผู้ใช้จะพบหน้าเว็บไซต์ที่เลียนแบบของจริงเพื่อขโมยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน หมายเลขบัตร หรือข้อมูลส่วนบุคคล

4. สร้างโปรไฟล์ปลอมสำหรับ Romance Scam

AI สามารถสร้างภาพบุคคลที่ไม่มีอยู่จริง พร้อมเขียนประวัติ ข้อความแนะนำตัว และบทสนทนาที่ดูเป็นธรรมชาติ มิจฉาชีพจึงสามารถดูแลบัญชีปลอมหลายบัญชีพร้อมกัน และปรับข้อความให้ตรงกับความสนใจหรืออารมณ์ของเหยื่อแต่ละคน

ช่วงแรกมักสร้างความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เช่น ทักทายทุกวัน รับฟังปัญหา และพูดถึงอนาคตร่วมกัน เมื่อเหยื่อไว้วางใจแล้ว จึงเริ่มขอยืมเงิน อ้างเหตุฉุกเฉิน ชวนลงทุน หรือขอให้ช่วยชำระค่าธรรมเนียมบางอย่าง FBI ระบุว่ามิจฉาชีพใช้ AI สร้างภาพ วิดีโอ เสียง และข้อความที่โน้มน้าวอารมณ์ เพื่อทำให้ Romance Scam สมจริงและตรวจจับยากขึ้น

5. ปลอมโฆษณาลงทุนและผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน

มิจฉาชีพอาจใช้ AI สร้างบทความ ข่าวปลอม ภาพผลกำไร วิดีโอรับรอง และแชตบอตที่ทำหน้าที่เหมือนที่ปรึกษาการลงทุน ผู้เสียหายมักถูกชักชวนให้เริ่มลงทุนด้วยจำนวนไม่มาก จากนั้นระบบปลอมจะแสดงกำไรสูงเพื่อจูงใจให้เติมเงินเพิ่ม

เมื่อเหยื่อต้องการถอนเงิน ระบบจะอ้างว่าต้องชำระภาษี ค่าธรรมเนียม ค่าปลดล็อกบัญชี หรือเงินประกันก่อน สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินได้และติดต่อผู้ให้บริการไม่ได้อีกต่อไป สัญญาณสำคัญคือการรับประกันผลตอบแทน การเร่งให้ตัดสินใจ และการให้โอนเงินไปยังบัญชีบุคคลธรรมดาหรือกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ตรวจสอบไม่ได้

6. ใช้แชตบอตปลอมเป็นฝ่ายบริการลูกค้า

มิจฉาชีพสามารถสร้างเว็บไซต์หรือเพจปลอมพร้อมแชตบอตที่ตอบคำถามได้ตลอดเวลา แชตบอตอาจปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ฝ่ายบริการลูกค้า บริษัทขนส่ง หรือศูนย์ช่วยเหลือด้านเทคนิค โดยขอข้อมูลส่วนตัว รหัส OTP หรือให้ติดตั้งแอปสำหรับควบคุมโทรศัพท์จากระยะไกล

ผู้ใช้ควรจำไว้ว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารที่แท้จริงไม่ควรขอรหัสผ่าน รหัส PIN หรือ OTP ผ่านการโทร แชต หรือโซเชียลมีเดีย และไม่ควรให้ลูกค้าติดตั้งแอปจากลิงก์ที่ส่งมาในข้อความส่วนตัว

7. ปลอมเอกสาร ใบเสร็จ และหลักฐานการโอนเงิน

AI และโปรแกรมแก้ไขภาพช่วยให้การสร้างบัตรประจำตัว ใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ สัญญา หรือสลิปโอนเงินปลอมทำได้ง่ายขึ้น ร้านค้าออนไลน์และธุรกิจจึงไม่ควรตรวจสอบการรับชำระเงินจากภาพสลิปเพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบยอดเงินจากแอปธนาคารหรือระบบบัญชีโดยตรง

สำหรับองค์กร มิจฉาชีพอาจปลอมใบแจ้งหนี้ของผู้ขาย พร้อมเปลี่ยนเลขบัญชีรับเงิน หรือปลอมอีเมลของคู่ค้าเพื่อแจ้งเปลี่ยนบัญชีธนาคาร การเปลี่ยนแปลงข้อมูลการชำระเงินทุกครั้งจึงต้องได้รับการยืนยันผ่านช่องทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

สัญญาณเตือนว่ากำลังเจอการหลอกลวงด้วย AI

  • มีการสร้างความเร่งด่วน: ต้องโอนภายในไม่กี่นาที ห้ามวางสาย หรือห้ามบอกผู้อื่น
  • ขอให้เก็บเรื่องเป็นความลับ: อ้างว่าเป็นคำสั่งพิเศษจากผู้บริหารหรือเป็นคดีสำคัญ
  • ขอรหัส OTP หรือรหัสผ่าน: ไม่มีหน่วยงานที่น่าเชื่อถือควรขอข้อมูลเหล่านี้
  • เปลี่ยนช่องทางสนทนา: รีบชวนไปใช้แอปแชตส่วนตัวหรือแอปเข้ารหัส
  • เสนอผลตอบแทนสูงเกินจริง: รับประกันกำไร ไม่มีความเสี่ยง หรือถอนเงินได้ทุกเวลา
  • ช่องทางชำระเงินผิดปกติ: ให้โอนไปบัญชีบุคคล ซื้อบัตรของขวัญ หรือโอนสินทรัพย์ดิจิทัล
  • ภาพหรือเสียงไม่เป็นธรรมชาติ: การขยับริมฝีปากไม่ตรงเสียง แสงบนใบหน้าผิดปกติ น้ำเสียงแบน หรือมีจังหวะหยุดแปลกๆ
  • โดเมนและบัญชีผู้ส่งคล้ายของจริง: มีตัวอักษรเพิ่ม ลด หรือสลับตำแหน่งเพียงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรพึ่งการสังเกตความผิดปกติของวิดีโอหรือเสียงเพียงอย่างเดียว เพราะเทคโนโลยี Deepfake พัฒนาอย่างต่อเนื่อง หลักการที่ปลอดภัยกว่าคือถือว่าคำขอโอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลสำคัญทุกครั้งต้องได้รับการตรวจสอบผ่านช่องทางที่สอง

วิธีป้องกันมิจฉาชีพใช้ AI สำหรับบุคคลทั่วไป

1. หยุดและตรวจสอบก่อนโอนเงิน

เมื่อได้รับข้อความที่ทำให้ตกใจ ตื่นเต้น หรือกลัว ควรหยุดการสนทนาชั่วคราว อย่าปล่อยให้อารมณ์เป็นตัวกำหนดการตัดสินใจ โทรกลับบุคคลหรือหน่วยงานนั้นด้วยหมายเลขที่บันทึกไว้เดิม หรือค้นหาหมายเลขจากเว็บไซต์ทางการด้วยตนเอง ไม่ควรโทรกลับจากหมายเลขหรือลิงก์ที่ผู้ติดต่อส่งมา

2. ตั้งคำถามลับภายในครอบครัว

สมาชิกในครอบครัวควรกำหนดคำถามหรือรหัสลับสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน โดยเลือกข้อมูลที่ไม่ปรากฏบนโซเชียลมีเดีย หากมีผู้โทรมาขอเงินด้วยเสียงคล้ายญาติ ให้ถามคำถามดังกล่าวและโทรตรวจสอบกับญาติอีกครั้งผ่านหมายเลขเดิม

3. ไม่เปิดเผย OTP รหัสผ่าน และ PIN

รหัส OTP เป็นเหมือนกุญแจยืนยันธุรกรรม ผู้ที่ได้รับรหัสอาจสามารถเข้าสู่ระบบ เปลี่ยนรหัสผ่าน หรืออนุมัติรายการทางการเงินได้ จึงไม่ควรบอกรหัสผ่าน OTP หรือ PIN แก่บุคคลใด แม้ผู้ติดต่อจะอ้างว่าเป็นธนาคาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือฝ่ายเทคนิค

4. เปิดใช้ Multi-Factor Authentication

เปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอนกับอีเมล โซเชียลมีเดีย ระบบธนาคาร และบริการสำคัญ หากเลือกได้ ควรใช้แอป Authenticator หรือ Passkey แทนการรับรหัสผ่าน SMS เพียงอย่างเดียว เพราะช่วยลดความเสี่ยงเมื่อรหัสผ่านรั่วไหล

5. ลดการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว

ตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของโซเชียลมีเดีย หลีกเลี่ยงการเปิดเผยหมายเลขโทรศัพท์ วันเกิดเต็ม ชื่อสมาชิกครอบครัว แผนการเดินทาง และคลิปเสียงยาวแบบสาธารณะ ข้อมูลเหล่านี้สามารถถูกนำไปสร้างบทสนทนาเฉพาะบุคคลหรือใช้ตอบคำถามยืนยันตัวตนได้

6. ตรวจสอบลิงก์และชื่อโดเมน

ก่อนกรอกข้อมูล ควรตรวจสอบชื่อเว็บไซต์อย่างละเอียด ระวังตัวอักษรที่คล้ายกัน เช่น ตัวเลข 0 แทนตัวอักษร O หรือโดเมนที่เพิ่มคำต่อท้ายผิดปกติ สำหรับบริการสำคัญ ควรพิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์เองหรือใช้แอปอย่างเป็นทางการ แทนการกดลิงก์จาก SMS อีเมล หรือแชต

7. ตรวจสอบบัญชีก่อนโอน

ผู้ซื้อสินค้าออนไลน์สามารถตรวจสอบเลขบัญชี เบอร์โทรศัพท์ หรือลิงก์ต้องสงสัยผ่านช่องทางตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ผลการค้นหาไม่ควรถูกใช้เป็นหลักประกันทั้งหมด เพราะบัญชีใหม่หรือบัญชีม้าอาจยังไม่มีประวัติร้องเรียน หากชื่อบัญชีไม่ตรงกับผู้ขายหรือบริษัท ควรหยุดตรวจสอบก่อนเสมอ

8. อัปเดตระบบและแอปพลิเคชัน

ติดตั้งการอัปเดตระบบปฏิบัติการ เว็บเบราว์เซอร์ และแอปธนาคารอย่างสม่ำเสมอ เปิดระบบกรองสายเรียกเข้าหรือข้อความขยะ และดาวน์โหลดแอปจาก App Store หรือ Google Play เท่านั้น ไม่ติดตั้งไฟล์ APK หรือโปรแกรมควบคุมระยะไกลตามคำแนะนำจากบุคคลที่ติดต่อมาโดยไม่ได้นัดหมาย

แนวทางป้องกันสำหรับบริษัทและองค์กร

องค์กรมีความเสี่ยงสูงจากการปลอมเสียงผู้บริหาร การยึดบัญชีอีเมล และการเปลี่ยนข้อมูลบัญชีของผู้ขาย การป้องกันจึงต้องอาศัยกระบวนการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ไม่ใช่หวังให้พนักงานตรวจจับ Deepfake ได้ด้วยตาและหูเท่านั้น

  • กำหนดขั้นตอนอนุมัติหลายระดับ: การโอนเงินมูลค่าสูงต้องมีผู้อนุมัติมากกว่าหนึ่งคน
  • ห้ามอนุมัติจากเสียงหรือวิดีโอเพียงอย่างเดียว: ต้องยืนยันผ่านระบบงานหรือช่องทางองค์กร
  • ตรวจสอบการเปลี่ยนบัญชีคู่ค้า: โทรกลับไปยังหมายเลขที่บันทึกไว้ในฐานข้อมูลเดิม
  • ใช้ MFA และ Conditional Access: ลดความเสี่ยงจากบัญชีอีเมลถูกยึด
  • ติดตั้งระบบกรองอีเมล: ตรวจจับโดเมนปลอม ไฟล์อันตราย และลิงก์ฟิชชิง
  • ใช้ SPF, DKIM และ DMARC: ลดการปลอมแปลงอีเมลที่อ้างชื่อโดเมนขององค์กร
  • อบรมพนักงานเป็นประจำ: จำลองเหตุการณ์ฟิชชิงและการปลอมคำสั่งจากผู้บริหาร
  • กำหนดช่องทางรายงานเหตุ: พนักงานต้องรู้ว่าจะติดต่อ IT หรือ Security ได้ทันทีอย่างไร

ฝ่ายการเงิน ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล และผู้ช่วยผู้บริหารควรได้รับการอบรมเป็นพิเศษ เนื่องจากมักมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลสำคัญหรือดำเนินธุรกรรมแทนองค์กร นอกจากนี้ บริษัทควรมีหลักปฏิบัติชัดเจนว่า ผู้บริหารจะไม่สั่งโอนเงินด่วนผ่านแอปแชตส่วนตัวโดยข้ามขั้นตอนอนุมัติ

เมื่อสงสัยว่าเป็น Deepfake ควรตรวจสอบอย่างไร

  1. หยุดการสนทนา: อย่าให้ข้อมูลเพิ่มและอย่าโอนเงิน
  2. ติดต่อผ่านช่องทางอื่น: โทรกลับหมายเลขเดิมหรือพบตัวจริง
  3. ถามข้อมูลเฉพาะ: ใช้คำถามที่บุคคลจริงควรตอบได้และไม่มีเผยแพร่ออนไลน์
  4. ค้นหาต้นฉบับ: ตรวจสอบวิดีโอจากเว็บไซต์หรือบัญชีทางการ
  5. ตรวจสอบบริบท: ดูวันที่ เนื้อหา โลโก้ ชื่อบัญชี และโดเมนของผู้เผยแพร่
  6. ไม่ใช้โปรแกรมตรวจจับเพียงอย่างเดียว: เครื่องมือตรวจ Deepfake อาจผิดพลาดได้ทั้งสองทาง

แม้บางวิดีโอจะมีริมฝีปากไม่ตรงเสียง แสงเงาบนใบหน้าไม่สอดคล้อง หรือมีเสียงพื้นหลังแปลก แต่ Deepfake รุ่นใหม่อาจไม่มีจุดผิดปกติที่สังเกตเห็นได้ง่าย ดังนั้นการยืนยันตัวตนและตรวจสอบแหล่งที่มาจึงสำคัญกว่าการพยายามจับความผิดปกติจากภาพเพียงอย่างเดียว

หากถูกหลอกโอนเงินแล้วต้องทำอย่างไร

เมื่อพบว่าถูกหลอก ควรดำเนินการทันที เพราะเงินอาจถูกโอนต่อไปยังหลายบัญชีภายในเวลาอันสั้น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแนะนำให้ผู้เสียหายโทรแจ้งศูนย์ AOC 1441 เพื่อประสานการระงับบัญชี และเก็บหลักฐานทั้งหมด เช่น สลิป แชต หมายเลขโทรศัพท์ และลิงก์เว็บไซต์

  1. หยุดโอนเงินทันที แม้มิจฉาชีพจะอ้างว่าต้องจ่ายเพิ่มเพื่อถอนเงินคืน
  2. ติดต่อธนาคาร แจ้งว่าเป็นธุรกรรมจากการหลอกลวงและขอระงับรายการ
  3. โทร AOC 1441 เพื่อประสานงานและขอคำแนะนำในการระงับบัญชีปลายทาง
  4. เก็บหลักฐาน ถ่ายภาพหน้าจอ แชต โปรไฟล์ URL สลิป วันเวลา และเลขบัญชี
  5. แจ้งความผ่านช่องทางทางการ เช่น เว็บไซต์ของตำรวจไซเบอร์หรือสถานีตำรวจ
  6. เปลี่ยนรหัสผ่าน โดยเฉพาะบัญชีที่ใช้รหัสผ่านซ้ำกัน พร้อมออกจากระบบทุกอุปกรณ์
  7. ระงับบัตรหรือบัญชี หากเคยกรอกข้อมูลบัตรหรือข้อมูลธนาคารในเว็บไซต์ปลอม
  8. ตรวจสอบโทรศัพท์ ลบแอปควบคุมระยะไกล และตรวจสอบสิทธิ์ Accessibility หรือ Device Admin
  9. แจ้งผู้เกี่ยวข้อง หากบัญชีโซเชียลหรืออีเมลถูกยึด เพื่อป้องกันการหลอกคนอื่นต่อ
หลักจำง่าย “4 ไม่” ก่อนทำธุรกรรม
  • ไม่กดลิงก์จากแหล่งที่ไม่รู้จัก
  • ไม่เชื่อข้อเสนอที่ดีเกินจริง
  • ไม่รีบตัดสินใจเพราะถูกกดดัน
  • ไม่โอนเงินจนกว่าจะยืนยันตัวตนชัดเจน

บทสรุป

AI ทำให้มิจฉาชีพสร้างข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอปลอมได้สมจริงขึ้น แต่หัวใจของการหลอกลวงยังคงเป็นการสร้างความกลัว ความโลภ ความสงสาร และความเร่งด่วน เพื่อให้เหยื่อตัดสินใจโดยไม่ตรวจสอบ อย่าเชื่อเพียงเพราะได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เห็นใบหน้าผู้บริหาร หรือได้รับข้อความจากบัญชีที่ดูเหมือนของจริง ทุกคำขอที่เกี่ยวข้องกับเงิน รหัสผ่าน OTP หรือข้อมูลส่วนตัวควรได้รับการตรวจสอบผ่านช่องทางที่สองเสมอ สำหรับองค์กร ควรใช้ขั้นตอนอนุมัติหลายระดับ ระบบยืนยันตัวตนที่รัดกุม และการอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง หากถูกหลอกแล้วต้องหยุดธุรกรรม เก็บหลักฐาน ติดต่อธนาคาร และโทร AOC 1441 โดยเร็วที่สุด

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมิจฉาชีพใช้ AI

เสียงของคนในครอบครัวสามารถถูก AI ปลอมได้จริงหรือไม่?

สามารถทำได้ เทคโนโลยี Voice Cloning สามารถเรียนรู้ลักษณะเสียงจากคลิปที่เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต แล้วสร้างเสียงใหม่ให้พูดข้อความที่เจ้าของเสียงไม่เคยพูด หากได้รับสายขอเงินฉุกเฉิน ควรวางสายและโทรกลับบุคคลนั้นด้วยหมายเลขที่บันทึกไว้เดิม รวมถึงใช้คำถามลับภายในครอบครัวเพื่อยืนยันตัวตน

ดูวิดีโอ Deepfake จากจุดใดได้บ้าง?

อาจสังเกตจากริมฝีปากไม่ตรงเสียง การกระพริบตาผิดธรรมชาติ แสงเงาบนใบหน้าไม่สัมพันธ์กับฉาก หรือเสียงมีจังหวะหยุดแปลกๆ แต่ไม่ควรใช้จุดสังเกตเหล่านี้เป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบบัญชีผู้เผยแพร่ ค้นหาวิดีโอต้นฉบับ และยืนยันข้อมูลจากเว็บไซต์หรือช่องทางทางการด้วย

หากเผลอโอนเงินให้มิจฉาชีพควรทำอะไรเป็นอันดับแรก?

ให้หยุดโอนเงินเพิ่ม ติดต่อธนาคารทันที และโทรศูนย์ AOC 1441 เพื่อขอประสานระงับบัญชีปลายทาง จากนั้นเก็บสลิป แชต หมายเลขโทรศัพท์ URL และข้อมูลบัญชีทั้งหมดไว้เป็นหลักฐานสำหรับแจ้งความ อย่าจ่ายค่าธรรมเนียมหรือค่าปลดล็อกเพิ่มเติมตามที่มิจฉาชีพร้องขอ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • INTERPOL: คำเตือนเกี่ยวกับอาชญากรรมทางการเงินและการใช้ Generative AI สร้าง Deepfake
  • Federal Bureau of Investigation: คำเตือนเรื่อง AI Voice Cloning, Phishing และการปลอมตัวบุคคล
  • Federal Trade Commission: แนวทางรับมือการโคลนเสียงและกลโกงเหตุฉุกเฉินในครอบครัว
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: แนวทาง “4 ไม่” และช่องทาง AOC 1441
  • เว็บไซต์แจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ


ความคิดเห็น

Labels