วิธีใช้ FaceTime โทรด้วยเสียงและวิดีโอบน iPhone, iPad และ Mac

Facetime App

FaceTime เป็นบริการโทรด้วยเสียงและวิดีโอผ่านอินเทอร์เน็ตของ Apple ซึ่งติดตั้งมากับ iPhone, iPad และ Mac ผู้ใช้สามารถติดต่อครอบครัว เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงานได้โดยใช้หมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลที่เชื่อมโยงกับบัญชี Apple
จุดเด่นของ FaceTime คือใช้งานง่าย ภาพและเสียงมีคุณภาพดี และสามารถสลับการโทรระหว่างอุปกรณ์ Apple ได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากการโทรแบบตัวต่อตัวแล้ว ยังรองรับการโทรแบบกลุ่ม การแชร์หน้าจอ การดูวิดีโอหรือฟังเพลงร่วมกันผ่าน SharePlay รวมถึงการสร้างลิงก์เชิญผู้ใช้ Android และ Windows เข้าร่วมผ่านเว็บเบราว์เซอร์ได้อีกด้วย บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่การตั้งค่า FaceTime การโทรด้วยเสียงและวิดีโอบนแต่ละอุปกรณ์ การโทรแบบกลุ่ม การแชร์ลิงก์ ตลอดจนวิธีแก้ไขปัญหาเมื่อไม่สามารถโทรออกหรือรับสายได้ เหมาะสำหรับทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและผู้ที่ต้องการใช้ FaceTime สำหรับการประชุมหรือประสานงานระยะไกล

FaceTime คืออะไร

Facetime video call

FaceTime คือแอปสื่อสารของ Apple สำหรับการโทรผ่านอินเทอร์เน็ต สามารถใช้งานได้ทั้งการโทรด้วยเสียงหรือ FaceTime Audio และการโทรแบบเห็นหน้าหรือ FaceTime Video โดยทำงานผ่าน Wi-Fi หรือเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เช่น 4G และ 5G

การโทรด้วย FaceTime ไม่ได้คิดค่าบริการตามจำนวนนาทีเหมือนการโทรศัพท์ระหว่างประเทศทั่วไป แต่จะใช้ปริมาณอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งาน หากเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายมือถือ ปริมาณข้อมูลที่ใช้จะถูกหักจากแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการ ดังนั้นหากต้องโทรวิดีโอเป็นเวลานาน ควรเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่มีความเร็วและเสถียรภาพเพียงพอ

รูปแบบการโทร ลักษณะการใช้งาน เหมาะสำหรับ
FaceTime Audio สนทนาด้วยเสียงโดยไม่เปิดกล้อง ใช้อินเทอร์เน็ตน้อยกว่าวิดีโอ การโทรทั่วไป สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่แรง หรือต้องการประหยัดข้อมูล
FaceTime Video สนทนาแบบเห็นภาพและเสียง สามารถสลับกล้องหน้าและกล้องหลังได้ คุยกับครอบครัว ประชุมงาน สาธิตสินค้า หรือแสดงสถานที่
Group FaceTime โทรแบบกลุ่ม รองรับผู้เข้าร่วมพร้อมกันได้สูงสุด 32 คน ประชุมทีม เรียนออนไลน์ หรือสนทนากับครอบครัวหลายคน
FaceTime Link สร้างลิงก์เพื่อเชิญผู้อื่นเข้าร่วม รวมถึงผู้ใช้ Android และ Windows นัดหมายล่วงหน้า หรือประชุมกับผู้ที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์ Apple

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนใช้ FaceTime

ก่อนเริ่มใช้งาน ควรตรวจสอบว่าอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและลงชื่อเข้าใช้บัญชี Apple เรียบร้อยแล้ว สำหรับ iPhone สามารถใช้หมายเลขโทรศัพท์ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องเป็นข้อมูลติดต่อ FaceTime ได้ ส่วน iPad และ Mac มักใช้ที่อยู่อีเมลที่เชื่อมโยงกับบัญชี Apple

  • iPhone, iPad หรือ Mac ที่รองรับ FaceTime
  • บัญชี Apple ที่ลงชื่อเข้าใช้งานบนอุปกรณ์
  • การเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือเครือข่ายมือถือที่เสถียร
  • เปิดสิทธิ์การใช้งานกล้องและไมโครโฟน
  • หมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลของผู้ที่ต้องการติดต่อ
  • ระบบปฏิบัติการที่ได้รับการอัปเดตเป็นเวอร์ชันปัจจุบัน
หมายเหตุ: ชื่อเมนูอาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามเวอร์ชันของ iOS, iPadOS และ macOS รวมถึงภาษาที่ตั้งค่าไว้ในอุปกรณ์ บางประเทศหรือบางภูมิภาคอาจมีข้อจำกัดในการใช้ FaceTime หรือบางฟีเจอร์

วิธีตั้งค่า FaceTime บน iPhone และ iPad

  1. เปิดแอป การตั้งค่า บน iPhone หรือ iPad
  2. ในระบบรุ่นใหม่ ให้เลือก แอป แล้วแตะ FaceTime ส่วนระบบรุ่นก่อนหน้าอาจพบเมนู FaceTime ในหน้าการตั้งค่าหลัก
  3. เปิดสวิตช์ FaceTime
  4. หากระบบขอให้ลงชื่อเข้าใช้ ให้กรอกบัญชี Apple และรหัสผ่าน
  5. ตรวจสอบหัวข้อที่ระบุว่าผู้อื่นสามารถติดต่อคุณผ่าน FaceTime ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลใดบ้าง
  6. เลือกหมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลที่ต้องการใช้เป็นหมายเลขผู้โทรออก

หากใช้ iPhone ระบบอาจต้องใช้เวลาสักครู่เพื่อเปิดใช้งานหมายเลขโทรศัพท์กับ FaceTime ระหว่างขั้นตอนนี้ควรตรวจสอบว่าใส่ซิมการ์ด เปิดใช้งานเครือข่ายมือถือ และตั้งวันที่กับเวลาเป็นอัตโนมัติแล้ว

วิธีตั้งค่า FaceTime บน Mac

  1. เปิดแอป FaceTime จากโฟลเดอร์ Applications, Launchpad หรือค้นหาผ่าน Spotlight
  2. ลงชื่อเข้าใช้ด้วยบัญชี Apple หากยังไม่เคยลงชื่อเข้าใช้
  3. ไปที่เมนู FaceTime > Settings หรือการตั้งค่า FaceTime
  4. ตรวจสอบว่ามีการเปิดใช้งานบัญชีและเลือกอีเมลหรือหมายเลขโทรศัพท์ที่ต้องการรับสาย
  5. เลือกข้อมูลติดต่อที่จะให้ระบบแสดงเมื่อเริ่มโทรออกจาก Mac
  6. ตรวจสอบสิทธิ์ของกล้องและไมโครโฟนในส่วน Privacy & Security ของ macOS

ผู้ที่มีทั้ง iPhone และ Mac สามารถตั้งค่าให้ Mac รับสายโทรศัพท์ปกติจาก iPhone ได้ด้วย แต่ฟังก์ชันดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับการโทร FaceTime โดยตรง และอาจต้องเปิดตัวเลือกการโทรจาก iPhone บนอุปกรณ์ทั้งสองเครื่อง

วิธีโทร FaceTime บน iPhone และ iPad

โทรจากแอป FaceTime

  1. เปิดแอป FaceTime
  2. แตะ สายโทรใหม่ หรือ New FaceTime
  3. พิมพ์ชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ หรืออีเมลของผู้ที่ต้องการติดต่อ
  4. แตะชื่อผู้ติดต่อที่ปรากฏในรายการ
  5. เลือกปุ่ม FaceTime สำหรับการโทรวิดีโอ หรือเลือกปุ่มโทรสำหรับการโทรด้วยเสียง

โทรจากแอปรายชื่อ

เปิดแอปรายชื่อ ค้นหาบุคคลที่ต้องการติดต่อ จากนั้นแตะปุ่ม FaceTime หากผู้ติดต่อนั้นมีหมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลที่รองรับ FaceTime ระบบจะแสดงตัวเลือกการโทรด้วยเสียงและวิดีโอ

โทรจากแอปข้อความ

เปิดบทสนทนา iMessage ของบุคคลที่ต้องการติดต่อ แตะชื่อหรือปุ่ม FaceTime บริเวณด้านบนของหน้าจอ แล้วเลือกโทรแบบเสียงหรือวิดีโอ วิธีนี้สะดวกเมื่อกำลังสนทนาผ่านข้อความและต้องการเปลี่ยนไปพูดคุยโดยตรง

ใช้ Siri โทร FaceTime

สามารถสั่ง Siri ด้วยคำสั่งลักษณะ เช่น “โทร FaceTime หา...” หรือ “FaceTime Audio หา...” โดยควรบันทึกชื่อบุคคลและข้อมูลติดต่อไว้ในแอปรายชื่อก่อน เพื่อให้ Siri เลือกผู้ติดต่อได้อย่างถูกต้อง

วิธีโทร FaceTime บน Mac

  1. เปิดแอป FaceTime บน Mac
  2. คลิก FaceTime ใหม่ หรือ New FaceTime
  3. ป้อนชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ หรืออีเมลของผู้ที่ต้องการโทร
  4. เลือกผู้ติดต่อจากรายการผลการค้นหา
  5. คลิกปุ่ม FaceTime เพื่อโทรวิดีโอ หรือคลิกลูกศรข้างปุ่มเพื่อเลือกการโทรด้วยเสียง

Mac เหมาะสำหรับการประชุมหรือสนทนาเป็นเวลานาน เพราะหน้าจอมีขนาดใหญ่ สามารถวางเครื่องให้อยู่กับที่ และใช้งานร่วมกับหูฟัง ไมโครโฟน หรือลำโพงภายนอกได้สะดวก หาก Mac ไม่มีกล้องคุณภาพสูง ผู้ใช้ Mac รุ่นที่รองรับสามารถนำกล้องของ iPhone มาใช้เป็นเว็บแคมผ่านคุณสมบัติกล้องต่อเนื่องได้

การรับสายและควบคุมระหว่างการโทร

เมื่อมีสาย FaceTime เข้ามา อุปกรณ์จะแสดงชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ หรืออีเมลของผู้โทร ผู้ใช้สามารถกดรับสาย ปฏิเสธสาย หรือเลือกเตือนภายหลังได้ ระหว่างการโทรจะมีปุ่มควบคุมที่สำคัญ เช่น

  • ปิดเสียงไมโครโฟน: ป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายได้ยินเสียงจากฝั่งของคุณ
  • เปิดหรือปิดกล้อง: เปลี่ยนจากวิดีโอเป็นเสียงชั่วคราวได้
  • สลับกล้อง: เปลี่ยนระหว่างกล้องหน้าและกล้องหลังบน iPhone หรือ iPad
  • ลำโพงและอุปกรณ์เสียง: เลือกใช้ลำโพง หูฟัง Bluetooth หรืออุปกรณ์เสียงอื่น
  • เพิ่มบุคคล: เชิญผู้เข้าร่วมเพิ่มเติมเข้าสู่สาย
  • แชร์หน้าจอ: แสดงแอป เอกสาร รูปภาพ หรือขั้นตอนการทำงานให้อีกฝ่ายดู
  • เอฟเฟ็กต์วิดีโอ: เปิดโหมดภาพถ่ายบุคคล พื้นหลัง หรือเอฟเฟ็กต์ที่อุปกรณ์รองรับ
เคล็ดลับ: ก่อนประชุมงานควรปิดเสียงไมโครโฟนเมื่อไม่ได้พูด และใช้หูฟังที่มีไมโครโฟนเพื่อลดเสียงสะท้อน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในห้องที่มีผู้ใช้อุปกรณ์หลายเครื่อง

วิธีโทร FaceTime แบบกลุ่ม

FaceTime รองรับการสนทนาแบบกลุ่มได้สูงสุด 32 คน เหมาะสำหรับการประชุมทีม การพูดคุยกับครอบครัว หรือการเรียนออนไลน์ ผู้เข้าร่วมแต่ละคนต้องมีอุปกรณ์และระบบปฏิบัติการที่รองรับ หรือเข้าร่วมผ่านลิงก์ FaceTime จากเว็บเบราว์เซอร์ที่รองรับ

  1. เปิดแอป FaceTime
  2. เลือกสร้างสายโทรใหม่
  3. ป้อนรายชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ หรืออีเมลของผู้เข้าร่วมหลายคน
  4. ตรวจสอบรายชื่อให้ครบถ้วน
  5. เลือกโทรด้วยวิดีโอหรือเสียง
  6. หากเริ่มการโทรแล้ว สามารถเปิดเมนูผู้เข้าร่วมและเลือกเพิ่มบุคคลได้ภายหลัง

ในสายแบบกลุ่ม หน้าต่างของผู้ที่กำลังพูดอาจถูกเน้นหรือขยายให้เห็นชัดขึ้น ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนไปใช้มุมมองตารางเพื่อให้ผู้เข้าร่วมแสดงในช่องขนาดใกล้เคียงกัน ซึ่งเหมาะกับการประชุมที่ต้องการเห็นทุกคนอย่างเป็นระเบียบ

สร้างลิงก์ FaceTime ให้ผู้ใช้ Android และ Windows

ผู้ใช้ iPhone, iPad หรือ Mac สามารถสร้างลิงก์ FaceTime และส่งผ่านข้อความ อีเมล ปฏิทิน หรือแอปสนทนาอื่นได้ ผู้รับที่ใช้ Android หรือ Windows สามารถเปิดลิงก์ด้วย Google Chrome หรือ Microsoft Edge เวอร์ชันปัจจุบัน แล้วเข้าร่วมจากเว็บเบราว์เซอร์โดยไม่จำเป็นต้องมีบัญชี Apple

  1. เปิดแอป FaceTime
  2. เลือกสร้างลิงก์หรือเลือกปุ่มลิงก์ขณะสร้างสายโทรใหม่
  3. ตั้งชื่อการประชุมหากต้องการ
  4. เลือกช่องทางสำหรับส่งลิงก์ เช่น Messages, Mail หรือ Calendar
  5. เมื่อถึงเวลานัดหมาย ให้เจ้าของลิงก์เปิด FaceTime และเข้าร่วมสาย
  6. ตรวจสอบรายชื่อผู้ขอเข้าร่วมและอนุญาตเฉพาะบุคคลที่รู้จัก

ผู้ใช้ Android และ Windows จะต้องอนุญาตให้เว็บเบราว์เซอร์เข้าถึงกล้องและไมโครโฟนก่อนเข้าร่วม หากไม่เห็นภาพหรือไม่ได้ยินเสียง ควรตรวจสอบสิทธิ์ของเว็บไซต์ในเบราว์เซอร์ รวมถึงตรวจสอบว่าไม่มีแอปอื่นกำลังใช้กล้องหรือไมโครโฟนอยู่

ข้อควรระวัง: ไม่ควรเผยแพร่ลิงก์ FaceTime ในพื้นที่สาธารณะ เพราะบุคคลที่ได้รับลิงก์อาจส่งต่อให้ผู้อื่นได้ เจ้าของสายควรตรวจสอบชื่อผู้ขอเข้าร่วมก่อนกดอนุญาตทุกครั้ง

ฟีเจอร์ที่มีประโยชน์ระหว่างใช้ FaceTime

1. แชร์หน้าจอ

การแชร์หน้าจอเหมาะสำหรับสาธิตวิธีใช้แอป ตรวจสอบเอกสาร ช่วยแก้ไขปัญหาทางเทคนิค หรืออธิบายขั้นตอนการทำงาน โดยผู้แชร์ควรปิดการแจ้งเตือนและซ่อนข้อมูลสำคัญก่อนเริ่ม เพื่อป้องกันอีเมล รหัสยืนยัน หรือข้อมูลส่วนตัวปรากฏบนหน้าจอ

2. SharePlay

SharePlay ช่วยให้ผู้ร่วมสายดูภาพยนตร์ ฟังเพลง หรือใช้เนื้อหาจากแอปที่รองรับพร้อมกัน การเล่นจะถูกซิงโครไนซ์และผู้ร่วมสายสามารถควบคุมการเล่นได้ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมอาจต้องมีสิทธิ์สมัครสมาชิกหรือซื้อเนื้อหานั้นด้วยตนเอง

3. โหมดไมโครโฟน

อุปกรณ์รุ่นที่รองรับอาจมีโหมดแยกเสียงเพื่อเน้นเสียงพูดและลดเสียงรบกวนรอบข้าง รวมถึงโหมดสเปกตรัมกว้างที่รับเสียงบริเวณโดยรอบมากขึ้น โหมดแยกเสียงเหมาะกับการประชุม ส่วนสเปกตรัมกว้างเหมาะกับการฟังดนตรีหรือบรรยากาศภายในห้อง

4. โหมดภาพถ่ายบุคคลและเอฟเฟ็กต์วิดีโอ

โหมดภาพถ่ายบุคคลช่วยเบลอฉากหลังและเน้นใบหน้าของผู้พูด ทำให้ภาพดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น บางรุ่นรองรับแสงไฟสตูดิโอ พื้นหลังเสมือน การจัดให้อยู่ตรงกลาง และเอฟเฟ็กต์ที่เรียกใช้ด้วยท่าทางมือ

5. การส่งต่อสายระหว่างอุปกรณ์

หากลงชื่อเข้าใช้บัญชี Apple เดียวกันบน iPhone, iPad และ Mac ผู้ใช้สามารถเริ่มการโทรบนอุปกรณ์หนึ่ง แล้วส่งต่อสายไปยังอีกอุปกรณ์ได้ ตัวอย่างเช่น เริ่มคุยผ่าน iPhone ระหว่างเดินทาง และย้ายสายไปยัง Mac เมื่อถึงโต๊ะทำงาน

6. ฝากข้อความเมื่อไม่มีผู้รับสาย

ในระบบและอุปกรณ์ที่รองรับ ผู้โทรสามารถฝากข้อความเสียงหรือวิดีโอ FaceTime เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้รับสาย ผู้รับสามารถเปิดดูข้อความภายหลังและตอบกลับด้วยการโทร FaceTime ได้

FaceTime ปลอดภัยหรือไม่

เนื้อหาเสียงและวิดีโอของการโทร FaceTime ได้รับการปกป้องด้วยการเข้ารหัสแบบต้นทางถึงปลายทาง หมายความว่าเนื้อหาการสนทนาจะถูกเข้ารหัสระหว่างอุปกรณ์ของผู้เข้าร่วม อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ยังต้องระมัดระวังการหลอกลวงผ่านการสนทนา การแชร์หน้าจอ และการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวด้วยตนเอง

แนวทางใช้งาน FaceTime อย่างปลอดภัยประกอบด้วยการตั้งรหัสผ่านบัญชี Apple ที่คาดเดายาก เปิดการยืนยันตัวตนแบบสองปัจจัย อัปเดตระบบปฏิบัติการ ตรวจสอบผู้เข้าร่วมก่อนอนุญาต และไม่เปิดเผยรหัสผ่าน รหัส OTP หรือข้อมูลการชำระเงินระหว่างการสนทนา

หากบุคคลที่ไม่รู้จักโทรเข้ามาและขอให้แชร์หน้าจอ ติดตั้งแอป โอนเงิน หรือแจ้งรหัสยืนยัน ควรวางสายทันทีและติดต่อหน่วยงานหรือบริษัทนั้นผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ

เทคนิคทำให้ภาพและเสียงชัดขึ้น

  • เชื่อมต่อ Wi-Fi ที่มีสัญญาณแรงและอยู่ใกล้เราเตอร์
  • หลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ระหว่างการโทร
  • วางอุปกรณ์บนขาตั้งหรือพื้นผิวที่มั่นคงเพื่อลดภาพสั่น
  • เช็ดเลนส์กล้องให้สะอาดก่อนเริ่มวิดีโอ
  • จัดไฟให้อยู่ด้านหน้าผู้พูด ไม่ควรมีหน้าต่างสว่างอยู่ด้านหลัง
  • ใช้หูฟังหรือไมโครโฟนภายนอกเมื่ออยู่ในพื้นที่มีเสียงรบกวน
  • ปิดแอปที่ไม่จำเป็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความร้อนของเครื่อง
  • หากสัญญาณไม่ดี ให้ปิดกล้องและเปลี่ยนเป็น FaceTime Audio ชั่วคราว

วิธีแก้ปัญหา FaceTime โทรไม่ได้หรือรับสายไม่ได้

1. ตรวจสอบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

ทดลองเปิดเว็บไซต์หรือแอปอื่นเพื่อยืนยันว่าอินเทอร์เน็ตทำงาน หากใช้ Wi-Fi ให้ปิดและเปิด Wi-Fi ใหม่ หรือทดลองเปลี่ยนไปใช้เครือข่ายมือถือ หากใช้ข้อมูลมือถือ ให้ตรวจสอบว่าอนุญาตให้ FaceTime ใช้ข้อมูลเซลลูลาร์แล้ว

2. ตรวจสอบว่าเปิดใช้งาน FaceTime

เข้าไปที่การตั้งค่า FaceTime และตรวจสอบว่าสวิตช์เปิดอยู่ รวมถึงตรวจสอบว่าหมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลที่ต้องการใช้งานมีเครื่องหมายเลือกอย่างถูกต้อง

3. ตรวจสอบวันที่และเวลา

ไปที่การตั้งค่า วันที่และเวลา แล้วเปิดตัวเลือกตั้งค่าอัตโนมัติ วันที่หรือเขตเวลาที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้การเปิดใช้งานและการเชื่อมต่อบริการมีปัญหา

4. ตรวจสอบข้อจำกัดเวลาหน้าจอ

หากไม่พบแอปหรือเมนู FaceTime ให้ตรวจสอบการตั้งค่าเวลาหน้าจอ ส่วนการจำกัดเนื้อหาและความเป็นส่วนตัว แล้วตรวจสอบว่าอนุญาตให้ใช้งาน FaceTime และกล้อง

5. ตรวจสอบสิทธิ์กล้องและไมโครโฟน

บน Mac ให้ตรวจสอบใน System Settings ส่วน Privacy & Security ว่าแอป FaceTime ได้รับสิทธิ์ใช้กล้องและไมโครโฟน ส่วนผู้ที่เข้าร่วมผ่าน Android หรือ Windows ต้องตรวจสอบสิทธิ์เว็บไซต์ใน Chrome หรือ Edge

6. รีสตาร์ทและอัปเดตระบบ

รีสตาร์ท iPhone, iPad หรือ Mac แล้วตรวจสอบการอัปเดตซอฟต์แวร์ การอัปเดตช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดด้านการเชื่อมต่อ ความปลอดภัย และความเข้ากันได้ของอุปกรณ์

7. ออกจากระบบและลงชื่อเข้าใช้อีกครั้ง

หากปัญหายังคงอยู่ สามารถออกจากบัญชี Apple ในการตั้งค่า FaceTime แล้วลงชื่อเข้าใช้อีกครั้ง แต่ควรตรวจสอบว่าจำรหัสผ่านและสามารถรับรหัสยืนยันตัวตนได้ก่อนดำเนินการ

8. ตรวจสอบสถานะบริการของ Apple

ในบางกรณีอาจเกิดปัญหาจากระบบบริการของ Apple ไม่ใช่อุปกรณ์ของผู้ใช้ หากตั้งค่าทุกอย่างถูกต้องแต่หลายคนไม่สามารถใช้ FaceTime ได้ ควรตรวจสอบหน้าสถานะระบบของ Apple และทดลองใหม่ภายหลัง

การประยุกต์ใช้ FaceTime สำหรับการทำงาน

FaceTime สามารถใช้สำหรับการประชุมสั้น การตรวจสอบหน้างาน การให้คำปรึกษา หรือการช่วยเหลือผู้ใช้งานระยะไกลได้อย่างสะดวก โดยเฉพาะองค์กรที่พนักงานใช้อุปกรณ์ Apple เป็นหลัก การแชร์หน้าจอช่วยลดเวลาในการอธิบายปัญหา ส่วนกล้องหลังของ iPhone และ iPad สามารถใช้แสดงอุปกรณ์ เครือข่าย ห้องประชุม หรือพื้นที่ปฏิบัติงานให้ทีมสนับสนุนตรวจสอบได้ทันที

อย่างไรก็ตาม หากเป็นการประชุมทางธุรกิจที่ต้องบันทึกการประชุม จัดการผู้เข้าร่วมจำนวนมาก แบ่งห้องย่อย หรือควบคุมสิทธิ์ในระดับองค์กร อาจต้องใช้แพลตฟอร์มประชุมออนไลน์สำหรับองค์กรเพิ่มเติม เช่น Microsoft Teams, Google Meet หรือ Zoom ตามนโยบายและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของแต่ละบริษัท

บทสรุปแบบสั้นสำหรับ SEO: เรียนรู้วิธีใช้ FaceTime โทรด้วยเสียงและวิดีโอบน iPhone, iPad และ Mac พร้อมตั้งค่า โทรกลุ่ม แชร์ลิงก์ และแก้ปัญหาเบื้องต้น

FAQ คำถามที่พบบ่อย  

FaceTime โทรฟรีหรือไม่

FaceTime ไม่มีค่าบริการตามนาทีจาก Apple เพราะเป็นการโทรผ่านอินเทอร์เน็ต แต่จะใช้ปริมาณข้อมูลจาก Wi-Fi หรือแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตมือถือ หากใช้เครือข่ายมือถือในต่างประเทศ อาจมีค่าบริการโรมมิ่งข้อมูลตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการ

ผู้ใช้ Android และ Windows ใช้ FaceTime ได้หรือไม่

สามารถเข้าร่วมการโทรผ่านลิงก์ FaceTime ที่สร้างโดยผู้ใช้ iPhone, iPad หรือ Mac ได้ โดยเปิดลิงก์ผ่าน Google Chrome หรือ Microsoft Edge เวอร์ชันปัจจุบัน ผู้เข้าร่วมไม่จำเป็นต้องมีบัญชี Apple แต่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสายก่อนเข้าร่วม

FaceTime โทรพร้อมกันได้กี่คน

Group FaceTime รองรับผู้เข้าร่วมพร้อมกันได้สูงสุด 32 คน ทั้งนี้ อุปกรณ์ ระบบปฏิบัติการ และคุณภาพอินเทอร์เน็ตของผู้เข้าร่วมแต่ละคนอาจมีผลต่อคุณภาพของภาพและเสียงระหว่างการโทร

ความคิดเห็น

The Most/Recent Articles

เจาะลึกไอที เทคโนโลยีแบบเข้าใจง่าย

แนะนำทิปส์ใช้งานจริง ครอบคลุมคอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีเอไอ อัพเดทล่าสุด !! Free Online Tools (ย้ายไปเว็บน้องใหม่ www.toolszaa.com)

Slider

วิธีใช้ FaceTime โทรด้วยเสียงและวิดีโอบน iPhone, iPad และ Mac

Facetime App

FaceTime เป็นบริการโทรด้วยเสียงและวิดีโอผ่านอินเทอร์เน็ตของ Apple ซึ่งติดตั้งมากับ iPhone, iPad และ Mac ผู้ใช้สามารถติดต่อครอบครัว เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงานได้โดยใช้หมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลที่เชื่อมโยงกับบัญชี Apple
จุดเด่นของ FaceTime คือใช้งานง่าย ภาพและเสียงมีคุณภาพดี และสามารถสลับการโทรระหว่างอุปกรณ์ Apple ได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากการโทรแบบตัวต่อตัวแล้ว ยังรองรับการโทรแบบกลุ่ม การแชร์หน้าจอ การดูวิดีโอหรือฟังเพลงร่วมกันผ่าน SharePlay รวมถึงการสร้างลิงก์เชิญผู้ใช้ Android และ Windows เข้าร่วมผ่านเว็บเบราว์เซอร์ได้อีกด้วย บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่การตั้งค่า FaceTime การโทรด้วยเสียงและวิดีโอบนแต่ละอุปกรณ์ การโทรแบบกลุ่ม การแชร์ลิงก์ ตลอดจนวิธีแก้ไขปัญหาเมื่อไม่สามารถโทรออกหรือรับสายได้ เหมาะสำหรับทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและผู้ที่ต้องการใช้ FaceTime สำหรับการประชุมหรือประสานงานระยะไกล

FaceTime คืออะไร

Facetime video call

FaceTime คือแอปสื่อสารของ Apple สำหรับการโทรผ่านอินเทอร์เน็ต สามารถใช้งานได้ทั้งการโทรด้วยเสียงหรือ FaceTime Audio และการโทรแบบเห็นหน้าหรือ FaceTime Video โดยทำงานผ่าน Wi-Fi หรือเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เช่น 4G และ 5G

การโทรด้วย FaceTime ไม่ได้คิดค่าบริการตามจำนวนนาทีเหมือนการโทรศัพท์ระหว่างประเทศทั่วไป แต่จะใช้ปริมาณอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งาน หากเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายมือถือ ปริมาณข้อมูลที่ใช้จะถูกหักจากแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการ ดังนั้นหากต้องโทรวิดีโอเป็นเวลานาน ควรเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่มีความเร็วและเสถียรภาพเพียงพอ

รูปแบบการโทร ลักษณะการใช้งาน เหมาะสำหรับ
FaceTime Audio สนทนาด้วยเสียงโดยไม่เปิดกล้อง ใช้อินเทอร์เน็ตน้อยกว่าวิดีโอ การโทรทั่วไป สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่แรง หรือต้องการประหยัดข้อมูล
FaceTime Video สนทนาแบบเห็นภาพและเสียง สามารถสลับกล้องหน้าและกล้องหลังได้ คุยกับครอบครัว ประชุมงาน สาธิตสินค้า หรือแสดงสถานที่
Group FaceTime โทรแบบกลุ่ม รองรับผู้เข้าร่วมพร้อมกันได้สูงสุด 32 คน ประชุมทีม เรียนออนไลน์ หรือสนทนากับครอบครัวหลายคน
FaceTime Link สร้างลิงก์เพื่อเชิญผู้อื่นเข้าร่วม รวมถึงผู้ใช้ Android และ Windows นัดหมายล่วงหน้า หรือประชุมกับผู้ที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์ Apple

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนใช้ FaceTime

ก่อนเริ่มใช้งาน ควรตรวจสอบว่าอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและลงชื่อเข้าใช้บัญชี Apple เรียบร้อยแล้ว สำหรับ iPhone สามารถใช้หมายเลขโทรศัพท์ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องเป็นข้อมูลติดต่อ FaceTime ได้ ส่วน iPad และ Mac มักใช้ที่อยู่อีเมลที่เชื่อมโยงกับบัญชี Apple

  • iPhone, iPad หรือ Mac ที่รองรับ FaceTime
  • บัญชี Apple ที่ลงชื่อเข้าใช้งานบนอุปกรณ์
  • การเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือเครือข่ายมือถือที่เสถียร
  • เปิดสิทธิ์การใช้งานกล้องและไมโครโฟน
  • หมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลของผู้ที่ต้องการติดต่อ
  • ระบบปฏิบัติการที่ได้รับการอัปเดตเป็นเวอร์ชันปัจจุบัน
หมายเหตุ: ชื่อเมนูอาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามเวอร์ชันของ iOS, iPadOS และ macOS รวมถึงภาษาที่ตั้งค่าไว้ในอุปกรณ์ บางประเทศหรือบางภูมิภาคอาจมีข้อจำกัดในการใช้ FaceTime หรือบางฟีเจอร์

วิธีตั้งค่า FaceTime บน iPhone และ iPad

  1. เปิดแอป การตั้งค่า บน iPhone หรือ iPad
  2. ในระบบรุ่นใหม่ ให้เลือก แอป แล้วแตะ FaceTime ส่วนระบบรุ่นก่อนหน้าอาจพบเมนู FaceTime ในหน้าการตั้งค่าหลัก
  3. เปิดสวิตช์ FaceTime
  4. หากระบบขอให้ลงชื่อเข้าใช้ ให้กรอกบัญชี Apple และรหัสผ่าน
  5. ตรวจสอบหัวข้อที่ระบุว่าผู้อื่นสามารถติดต่อคุณผ่าน FaceTime ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลใดบ้าง
  6. เลือกหมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลที่ต้องการใช้เป็นหมายเลขผู้โทรออก

หากใช้ iPhone ระบบอาจต้องใช้เวลาสักครู่เพื่อเปิดใช้งานหมายเลขโทรศัพท์กับ FaceTime ระหว่างขั้นตอนนี้ควรตรวจสอบว่าใส่ซิมการ์ด เปิดใช้งานเครือข่ายมือถือ และตั้งวันที่กับเวลาเป็นอัตโนมัติแล้ว

วิธีตั้งค่า FaceTime บน Mac

  1. เปิดแอป FaceTime จากโฟลเดอร์ Applications, Launchpad หรือค้นหาผ่าน Spotlight
  2. ลงชื่อเข้าใช้ด้วยบัญชี Apple หากยังไม่เคยลงชื่อเข้าใช้
  3. ไปที่เมนู FaceTime > Settings หรือการตั้งค่า FaceTime
  4. ตรวจสอบว่ามีการเปิดใช้งานบัญชีและเลือกอีเมลหรือหมายเลขโทรศัพท์ที่ต้องการรับสาย
  5. เลือกข้อมูลติดต่อที่จะให้ระบบแสดงเมื่อเริ่มโทรออกจาก Mac
  6. ตรวจสอบสิทธิ์ของกล้องและไมโครโฟนในส่วน Privacy & Security ของ macOS

ผู้ที่มีทั้ง iPhone และ Mac สามารถตั้งค่าให้ Mac รับสายโทรศัพท์ปกติจาก iPhone ได้ด้วย แต่ฟังก์ชันดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับการโทร FaceTime โดยตรง และอาจต้องเปิดตัวเลือกการโทรจาก iPhone บนอุปกรณ์ทั้งสองเครื่อง

วิธีโทร FaceTime บน iPhone และ iPad

โทรจากแอป FaceTime

  1. เปิดแอป FaceTime
  2. แตะ สายโทรใหม่ หรือ New FaceTime
  3. พิมพ์ชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ หรืออีเมลของผู้ที่ต้องการติดต่อ
  4. แตะชื่อผู้ติดต่อที่ปรากฏในรายการ
  5. เลือกปุ่ม FaceTime สำหรับการโทรวิดีโอ หรือเลือกปุ่มโทรสำหรับการโทรด้วยเสียง

โทรจากแอปรายชื่อ

เปิดแอปรายชื่อ ค้นหาบุคคลที่ต้องการติดต่อ จากนั้นแตะปุ่ม FaceTime หากผู้ติดต่อนั้นมีหมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลที่รองรับ FaceTime ระบบจะแสดงตัวเลือกการโทรด้วยเสียงและวิดีโอ

โทรจากแอปข้อความ

เปิดบทสนทนา iMessage ของบุคคลที่ต้องการติดต่อ แตะชื่อหรือปุ่ม FaceTime บริเวณด้านบนของหน้าจอ แล้วเลือกโทรแบบเสียงหรือวิดีโอ วิธีนี้สะดวกเมื่อกำลังสนทนาผ่านข้อความและต้องการเปลี่ยนไปพูดคุยโดยตรง

ใช้ Siri โทร FaceTime

สามารถสั่ง Siri ด้วยคำสั่งลักษณะ เช่น “โทร FaceTime หา...” หรือ “FaceTime Audio หา...” โดยควรบันทึกชื่อบุคคลและข้อมูลติดต่อไว้ในแอปรายชื่อก่อน เพื่อให้ Siri เลือกผู้ติดต่อได้อย่างถูกต้อง

วิธีโทร FaceTime บน Mac

  1. เปิดแอป FaceTime บน Mac
  2. คลิก FaceTime ใหม่ หรือ New FaceTime
  3. ป้อนชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ หรืออีเมลของผู้ที่ต้องการโทร
  4. เลือกผู้ติดต่อจากรายการผลการค้นหา
  5. คลิกปุ่ม FaceTime เพื่อโทรวิดีโอ หรือคลิกลูกศรข้างปุ่มเพื่อเลือกการโทรด้วยเสียง

Mac เหมาะสำหรับการประชุมหรือสนทนาเป็นเวลานาน เพราะหน้าจอมีขนาดใหญ่ สามารถวางเครื่องให้อยู่กับที่ และใช้งานร่วมกับหูฟัง ไมโครโฟน หรือลำโพงภายนอกได้สะดวก หาก Mac ไม่มีกล้องคุณภาพสูง ผู้ใช้ Mac รุ่นที่รองรับสามารถนำกล้องของ iPhone มาใช้เป็นเว็บแคมผ่านคุณสมบัติกล้องต่อเนื่องได้

การรับสายและควบคุมระหว่างการโทร

เมื่อมีสาย FaceTime เข้ามา อุปกรณ์จะแสดงชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ หรืออีเมลของผู้โทร ผู้ใช้สามารถกดรับสาย ปฏิเสธสาย หรือเลือกเตือนภายหลังได้ ระหว่างการโทรจะมีปุ่มควบคุมที่สำคัญ เช่น

  • ปิดเสียงไมโครโฟน: ป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายได้ยินเสียงจากฝั่งของคุณ
  • เปิดหรือปิดกล้อง: เปลี่ยนจากวิดีโอเป็นเสียงชั่วคราวได้
  • สลับกล้อง: เปลี่ยนระหว่างกล้องหน้าและกล้องหลังบน iPhone หรือ iPad
  • ลำโพงและอุปกรณ์เสียง: เลือกใช้ลำโพง หูฟัง Bluetooth หรืออุปกรณ์เสียงอื่น
  • เพิ่มบุคคล: เชิญผู้เข้าร่วมเพิ่มเติมเข้าสู่สาย
  • แชร์หน้าจอ: แสดงแอป เอกสาร รูปภาพ หรือขั้นตอนการทำงานให้อีกฝ่ายดู
  • เอฟเฟ็กต์วิดีโอ: เปิดโหมดภาพถ่ายบุคคล พื้นหลัง หรือเอฟเฟ็กต์ที่อุปกรณ์รองรับ
เคล็ดลับ: ก่อนประชุมงานควรปิดเสียงไมโครโฟนเมื่อไม่ได้พูด และใช้หูฟังที่มีไมโครโฟนเพื่อลดเสียงสะท้อน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในห้องที่มีผู้ใช้อุปกรณ์หลายเครื่อง

วิธีโทร FaceTime แบบกลุ่ม

FaceTime รองรับการสนทนาแบบกลุ่มได้สูงสุด 32 คน เหมาะสำหรับการประชุมทีม การพูดคุยกับครอบครัว หรือการเรียนออนไลน์ ผู้เข้าร่วมแต่ละคนต้องมีอุปกรณ์และระบบปฏิบัติการที่รองรับ หรือเข้าร่วมผ่านลิงก์ FaceTime จากเว็บเบราว์เซอร์ที่รองรับ

  1. เปิดแอป FaceTime
  2. เลือกสร้างสายโทรใหม่
  3. ป้อนรายชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ หรืออีเมลของผู้เข้าร่วมหลายคน
  4. ตรวจสอบรายชื่อให้ครบถ้วน
  5. เลือกโทรด้วยวิดีโอหรือเสียง
  6. หากเริ่มการโทรแล้ว สามารถเปิดเมนูผู้เข้าร่วมและเลือกเพิ่มบุคคลได้ภายหลัง

ในสายแบบกลุ่ม หน้าต่างของผู้ที่กำลังพูดอาจถูกเน้นหรือขยายให้เห็นชัดขึ้น ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนไปใช้มุมมองตารางเพื่อให้ผู้เข้าร่วมแสดงในช่องขนาดใกล้เคียงกัน ซึ่งเหมาะกับการประชุมที่ต้องการเห็นทุกคนอย่างเป็นระเบียบ

สร้างลิงก์ FaceTime ให้ผู้ใช้ Android และ Windows

ผู้ใช้ iPhone, iPad หรือ Mac สามารถสร้างลิงก์ FaceTime และส่งผ่านข้อความ อีเมล ปฏิทิน หรือแอปสนทนาอื่นได้ ผู้รับที่ใช้ Android หรือ Windows สามารถเปิดลิงก์ด้วย Google Chrome หรือ Microsoft Edge เวอร์ชันปัจจุบัน แล้วเข้าร่วมจากเว็บเบราว์เซอร์โดยไม่จำเป็นต้องมีบัญชี Apple

  1. เปิดแอป FaceTime
  2. เลือกสร้างลิงก์หรือเลือกปุ่มลิงก์ขณะสร้างสายโทรใหม่
  3. ตั้งชื่อการประชุมหากต้องการ
  4. เลือกช่องทางสำหรับส่งลิงก์ เช่น Messages, Mail หรือ Calendar
  5. เมื่อถึงเวลานัดหมาย ให้เจ้าของลิงก์เปิด FaceTime และเข้าร่วมสาย
  6. ตรวจสอบรายชื่อผู้ขอเข้าร่วมและอนุญาตเฉพาะบุคคลที่รู้จัก

ผู้ใช้ Android และ Windows จะต้องอนุญาตให้เว็บเบราว์เซอร์เข้าถึงกล้องและไมโครโฟนก่อนเข้าร่วม หากไม่เห็นภาพหรือไม่ได้ยินเสียง ควรตรวจสอบสิทธิ์ของเว็บไซต์ในเบราว์เซอร์ รวมถึงตรวจสอบว่าไม่มีแอปอื่นกำลังใช้กล้องหรือไมโครโฟนอยู่

ข้อควรระวัง: ไม่ควรเผยแพร่ลิงก์ FaceTime ในพื้นที่สาธารณะ เพราะบุคคลที่ได้รับลิงก์อาจส่งต่อให้ผู้อื่นได้ เจ้าของสายควรตรวจสอบชื่อผู้ขอเข้าร่วมก่อนกดอนุญาตทุกครั้ง

ฟีเจอร์ที่มีประโยชน์ระหว่างใช้ FaceTime

1. แชร์หน้าจอ

การแชร์หน้าจอเหมาะสำหรับสาธิตวิธีใช้แอป ตรวจสอบเอกสาร ช่วยแก้ไขปัญหาทางเทคนิค หรืออธิบายขั้นตอนการทำงาน โดยผู้แชร์ควรปิดการแจ้งเตือนและซ่อนข้อมูลสำคัญก่อนเริ่ม เพื่อป้องกันอีเมล รหัสยืนยัน หรือข้อมูลส่วนตัวปรากฏบนหน้าจอ

2. SharePlay

SharePlay ช่วยให้ผู้ร่วมสายดูภาพยนตร์ ฟังเพลง หรือใช้เนื้อหาจากแอปที่รองรับพร้อมกัน การเล่นจะถูกซิงโครไนซ์และผู้ร่วมสายสามารถควบคุมการเล่นได้ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมอาจต้องมีสิทธิ์สมัครสมาชิกหรือซื้อเนื้อหานั้นด้วยตนเอง

3. โหมดไมโครโฟน

อุปกรณ์รุ่นที่รองรับอาจมีโหมดแยกเสียงเพื่อเน้นเสียงพูดและลดเสียงรบกวนรอบข้าง รวมถึงโหมดสเปกตรัมกว้างที่รับเสียงบริเวณโดยรอบมากขึ้น โหมดแยกเสียงเหมาะกับการประชุม ส่วนสเปกตรัมกว้างเหมาะกับการฟังดนตรีหรือบรรยากาศภายในห้อง

4. โหมดภาพถ่ายบุคคลและเอฟเฟ็กต์วิดีโอ

โหมดภาพถ่ายบุคคลช่วยเบลอฉากหลังและเน้นใบหน้าของผู้พูด ทำให้ภาพดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น บางรุ่นรองรับแสงไฟสตูดิโอ พื้นหลังเสมือน การจัดให้อยู่ตรงกลาง และเอฟเฟ็กต์ที่เรียกใช้ด้วยท่าทางมือ

5. การส่งต่อสายระหว่างอุปกรณ์

หากลงชื่อเข้าใช้บัญชี Apple เดียวกันบน iPhone, iPad และ Mac ผู้ใช้สามารถเริ่มการโทรบนอุปกรณ์หนึ่ง แล้วส่งต่อสายไปยังอีกอุปกรณ์ได้ ตัวอย่างเช่น เริ่มคุยผ่าน iPhone ระหว่างเดินทาง และย้ายสายไปยัง Mac เมื่อถึงโต๊ะทำงาน

6. ฝากข้อความเมื่อไม่มีผู้รับสาย

ในระบบและอุปกรณ์ที่รองรับ ผู้โทรสามารถฝากข้อความเสียงหรือวิดีโอ FaceTime เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้รับสาย ผู้รับสามารถเปิดดูข้อความภายหลังและตอบกลับด้วยการโทร FaceTime ได้

FaceTime ปลอดภัยหรือไม่

เนื้อหาเสียงและวิดีโอของการโทร FaceTime ได้รับการปกป้องด้วยการเข้ารหัสแบบต้นทางถึงปลายทาง หมายความว่าเนื้อหาการสนทนาจะถูกเข้ารหัสระหว่างอุปกรณ์ของผู้เข้าร่วม อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ยังต้องระมัดระวังการหลอกลวงผ่านการสนทนา การแชร์หน้าจอ และการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวด้วยตนเอง

แนวทางใช้งาน FaceTime อย่างปลอดภัยประกอบด้วยการตั้งรหัสผ่านบัญชี Apple ที่คาดเดายาก เปิดการยืนยันตัวตนแบบสองปัจจัย อัปเดตระบบปฏิบัติการ ตรวจสอบผู้เข้าร่วมก่อนอนุญาต และไม่เปิดเผยรหัสผ่าน รหัส OTP หรือข้อมูลการชำระเงินระหว่างการสนทนา

หากบุคคลที่ไม่รู้จักโทรเข้ามาและขอให้แชร์หน้าจอ ติดตั้งแอป โอนเงิน หรือแจ้งรหัสยืนยัน ควรวางสายทันทีและติดต่อหน่วยงานหรือบริษัทนั้นผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ

เทคนิคทำให้ภาพและเสียงชัดขึ้น

  • เชื่อมต่อ Wi-Fi ที่มีสัญญาณแรงและอยู่ใกล้เราเตอร์
  • หลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ระหว่างการโทร
  • วางอุปกรณ์บนขาตั้งหรือพื้นผิวที่มั่นคงเพื่อลดภาพสั่น
  • เช็ดเลนส์กล้องให้สะอาดก่อนเริ่มวิดีโอ
  • จัดไฟให้อยู่ด้านหน้าผู้พูด ไม่ควรมีหน้าต่างสว่างอยู่ด้านหลัง
  • ใช้หูฟังหรือไมโครโฟนภายนอกเมื่ออยู่ในพื้นที่มีเสียงรบกวน
  • ปิดแอปที่ไม่จำเป็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความร้อนของเครื่อง
  • หากสัญญาณไม่ดี ให้ปิดกล้องและเปลี่ยนเป็น FaceTime Audio ชั่วคราว

วิธีแก้ปัญหา FaceTime โทรไม่ได้หรือรับสายไม่ได้

1. ตรวจสอบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

ทดลองเปิดเว็บไซต์หรือแอปอื่นเพื่อยืนยันว่าอินเทอร์เน็ตทำงาน หากใช้ Wi-Fi ให้ปิดและเปิด Wi-Fi ใหม่ หรือทดลองเปลี่ยนไปใช้เครือข่ายมือถือ หากใช้ข้อมูลมือถือ ให้ตรวจสอบว่าอนุญาตให้ FaceTime ใช้ข้อมูลเซลลูลาร์แล้ว

2. ตรวจสอบว่าเปิดใช้งาน FaceTime

เข้าไปที่การตั้งค่า FaceTime และตรวจสอบว่าสวิตช์เปิดอยู่ รวมถึงตรวจสอบว่าหมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลที่ต้องการใช้งานมีเครื่องหมายเลือกอย่างถูกต้อง

3. ตรวจสอบวันที่และเวลา

ไปที่การตั้งค่า วันที่และเวลา แล้วเปิดตัวเลือกตั้งค่าอัตโนมัติ วันที่หรือเขตเวลาที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้การเปิดใช้งานและการเชื่อมต่อบริการมีปัญหา

4. ตรวจสอบข้อจำกัดเวลาหน้าจอ

หากไม่พบแอปหรือเมนู FaceTime ให้ตรวจสอบการตั้งค่าเวลาหน้าจอ ส่วนการจำกัดเนื้อหาและความเป็นส่วนตัว แล้วตรวจสอบว่าอนุญาตให้ใช้งาน FaceTime และกล้อง

5. ตรวจสอบสิทธิ์กล้องและไมโครโฟน

บน Mac ให้ตรวจสอบใน System Settings ส่วน Privacy & Security ว่าแอป FaceTime ได้รับสิทธิ์ใช้กล้องและไมโครโฟน ส่วนผู้ที่เข้าร่วมผ่าน Android หรือ Windows ต้องตรวจสอบสิทธิ์เว็บไซต์ใน Chrome หรือ Edge

6. รีสตาร์ทและอัปเดตระบบ

รีสตาร์ท iPhone, iPad หรือ Mac แล้วตรวจสอบการอัปเดตซอฟต์แวร์ การอัปเดตช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดด้านการเชื่อมต่อ ความปลอดภัย และความเข้ากันได้ของอุปกรณ์

7. ออกจากระบบและลงชื่อเข้าใช้อีกครั้ง

หากปัญหายังคงอยู่ สามารถออกจากบัญชี Apple ในการตั้งค่า FaceTime แล้วลงชื่อเข้าใช้อีกครั้ง แต่ควรตรวจสอบว่าจำรหัสผ่านและสามารถรับรหัสยืนยันตัวตนได้ก่อนดำเนินการ

8. ตรวจสอบสถานะบริการของ Apple

ในบางกรณีอาจเกิดปัญหาจากระบบบริการของ Apple ไม่ใช่อุปกรณ์ของผู้ใช้ หากตั้งค่าทุกอย่างถูกต้องแต่หลายคนไม่สามารถใช้ FaceTime ได้ ควรตรวจสอบหน้าสถานะระบบของ Apple และทดลองใหม่ภายหลัง

การประยุกต์ใช้ FaceTime สำหรับการทำงาน

FaceTime สามารถใช้สำหรับการประชุมสั้น การตรวจสอบหน้างาน การให้คำปรึกษา หรือการช่วยเหลือผู้ใช้งานระยะไกลได้อย่างสะดวก โดยเฉพาะองค์กรที่พนักงานใช้อุปกรณ์ Apple เป็นหลัก การแชร์หน้าจอช่วยลดเวลาในการอธิบายปัญหา ส่วนกล้องหลังของ iPhone และ iPad สามารถใช้แสดงอุปกรณ์ เครือข่าย ห้องประชุม หรือพื้นที่ปฏิบัติงานให้ทีมสนับสนุนตรวจสอบได้ทันที

อย่างไรก็ตาม หากเป็นการประชุมทางธุรกิจที่ต้องบันทึกการประชุม จัดการผู้เข้าร่วมจำนวนมาก แบ่งห้องย่อย หรือควบคุมสิทธิ์ในระดับองค์กร อาจต้องใช้แพลตฟอร์มประชุมออนไลน์สำหรับองค์กรเพิ่มเติม เช่น Microsoft Teams, Google Meet หรือ Zoom ตามนโยบายและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของแต่ละบริษัท

บทสรุปแบบสั้นสำหรับ SEO: เรียนรู้วิธีใช้ FaceTime โทรด้วยเสียงและวิดีโอบน iPhone, iPad และ Mac พร้อมตั้งค่า โทรกลุ่ม แชร์ลิงก์ และแก้ปัญหาเบื้องต้น

FAQ คำถามที่พบบ่อย  

FaceTime โทรฟรีหรือไม่

FaceTime ไม่มีค่าบริการตามนาทีจาก Apple เพราะเป็นการโทรผ่านอินเทอร์เน็ต แต่จะใช้ปริมาณข้อมูลจาก Wi-Fi หรือแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตมือถือ หากใช้เครือข่ายมือถือในต่างประเทศ อาจมีค่าบริการโรมมิ่งข้อมูลตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการ

ผู้ใช้ Android และ Windows ใช้ FaceTime ได้หรือไม่

สามารถเข้าร่วมการโทรผ่านลิงก์ FaceTime ที่สร้างโดยผู้ใช้ iPhone, iPad หรือ Mac ได้ โดยเปิดลิงก์ผ่าน Google Chrome หรือ Microsoft Edge เวอร์ชันปัจจุบัน ผู้เข้าร่วมไม่จำเป็นต้องมีบัญชี Apple แต่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสายก่อนเข้าร่วม

FaceTime โทรพร้อมกันได้กี่คน

Group FaceTime รองรับผู้เข้าร่วมพร้อมกันได้สูงสุด 32 คน ทั้งนี้ อุปกรณ์ ระบบปฏิบัติการ และคุณภาพอินเทอร์เน็ตของผู้เข้าร่วมแต่ละคนอาจมีผลต่อคุณภาพของภาพและเสียงระหว่างการโทร

ความคิดเห็น

Labels