Apple Health รวบรวมข้อมูลสุขภาพอะไรบ้าง และตั้งค่าอย่างไรให้ปลอดภัย

Apple Health

Apple Health หรือแอปสุขภาพ เป็นศูนย์กลางสำหรับรวบรวมและแสดงข้อมูลสุขภาพจาก iPhone, iPad, Apple Watch แอปออกกำลังกาย และอุปกรณ์สุขภาพที่รองรับ
ผู้ใช้สามารถตรวจสอบจำนวนก้าว ระยะทาง การออกกำลังกาย อัตราการเต้นของหัวใจ การนอนหลับ การได้ยิน การเคลื่อนไหว การทานยา รอบเดือน และข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ ได้จากแอปเดียว ข้อดีสำคัญคือช่วยให้เห็นแนวโน้มของร่างกายในระยะยาวและจัดระเบียบข้อมูลที่มาจากหลายอุปกรณ์ได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสุขภาพถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน การตั้งรหัสผ่านเครื่อง การตรวจสอบสิทธิ์ของแอป การควบคุมการแชร์ และการตั้งค่า Medical ID อย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างมาก 

บทความนี้จะอธิบายว่า Apple Health รวบรวมข้อมูลประเภทใด ข้อมูลมาจากแหล่งใด พร้อมแนะนำขั้นตอนตั้งค่าแอปสุขภาพให้ปลอดภัยและเหมาะสมกับการใช้งานจริง

Apple Health คืออะไร

Apple Health คือระบบจัดเก็บและจัดการข้อมูลสุขภาพภายในระบบนิเวศของ Apple โดยบน iPhone และ iPad จะแสดงในชื่อแอป “สุขภาพ” หรือ Health แอปนี้ไม่ได้วัดข้อมูลทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับข้อมูลจากเซ็นเซอร์ของอุปกรณ์ Apple, Apple Watch, แอปของบุคคลที่สาม และอุปกรณ์สุขภาพที่รองรับ

ตัวอย่างเช่น iPhone สามารถนับก้าวและประเมินระยะทางจากเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ส่วน Apple Watch สามารถส่งข้อมูลกิจกรรม การออกกำลังกาย อัตราการเต้นของหัวใจ การนอน และข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ เข้ามาในแอปสุขภาพ ขณะที่เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะหรือเครื่องวัดความดันที่รองรับอาจส่งค่าที่วัดได้ผ่านแอปของผู้ผลิต

ผู้ใช้จึงสามารถเปิดแอปสุขภาพเพื่อดูข้อมูลย้อนหลัง เปรียบเทียบแนวโน้ม และเลือกปักหมุดข้อมูลที่ต้องการติดตามเป็นประจำ เช่น จำนวนก้าว อัตราการเต้นของหัวใจ ชั่วโมงการนอน น้ำหนัก หรือการทานยา

ข้อควรทราบ: ข้อมูลจาก iPhone, Apple Watch และอุปกรณ์เสริมมีประโยชน์สำหรับการติดตามแนวโน้มสุขภาพ แต่ไม่ควรใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ หากพบค่าผิดปกติหรือมีอาการที่น่ากังวล ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์

Apple Health รวบรวมข้อมูลสุขภาพอะไรบ้าง

ประเภทข้อมูลที่แสดงในแอปสุขภาพอาจแตกต่างกันตามรุ่นอุปกรณ์ ระบบปฏิบัติการ ประเทศหรือภูมิภาค แอปที่ติดตั้ง และอุปกรณ์สุขภาพที่เชื่อมต่อ โดยข้อมูลหลักที่พบได้มีดังนี้

หมวดข้อมูล ตัวอย่างข้อมูล แหล่งข้อมูลที่พบบ่อย
กิจกรรม จำนวนก้าว ระยะทางเดินหรือวิ่ง จำนวนชั้นที่ขึ้น พลังงานที่ใช้ และเวลาการออกกำลังกาย iPhone, Apple Watch และแอปออกกำลังกาย
หัวใจ อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก ระหว่างออกกำลังกาย อัตราการฟื้นตัว และการแจ้งเตือนบางประเภท Apple Watch และอุปกรณ์วัดหัวใจที่รองรับ
การนอนหลับ เวลานอน เวลาตื่น ระยะเวลานอน ตารางการนอน และข้อมูลช่วงการนอนจากอุปกรณ์ที่รองรับ iPhone, Apple Watch และแอปติดตามการนอน
การเคลื่อนไหว ความเร็วในการเดิน ความยาวก้าว ความไม่สมมาตรในการเดิน เวลาที่เท้าทั้งสองข้างแตะพื้น และความมั่นคงในการเดิน เซ็นเซอร์ของ iPhone และ Apple Watch
ระบบทางเดินหายใจ อัตราการหายใจและข้อมูลออกซิเจนในเลือดจากอุปกรณ์หรือฟีเจอร์ที่รองรับ Apple Watch บางรุ่นและอุปกรณ์ภายนอก
การได้ยิน ระดับเสียงจากหูฟัง ระดับเสียงรอบข้าง และประวัติการสัมผัสเสียงดัง AirPods, หูฟังที่รองรับ และ Apple Watch
การวัดร่างกาย น้ำหนัก ส่วนสูง ดัชนีมวลกาย เปอร์เซ็นต์ไขมัน และมวลกล้ามเนื้อ การกรอกด้วยตนเอง เครื่องชั่งอัจฉริยะ หรือแอปสุขภาพ
โภชนาการ พลังงานที่รับประทาน น้ำ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน และสารอาหาร แอปบันทึกอาหารและการกรอกข้อมูลด้วยตนเอง
การทานยา ชื่อยา วิตามิน อาหารเสริม เวลาที่กำหนด และประวัติการบันทึกว่าทานแล้วหรือข้าม ข้อมูลที่ผู้ใช้เพิ่มในแอปสุขภาพ
การติดตามรอบเดือน ประจำเดือน อาการ ปัจจัยของรอบเดือน การคาดการณ์รอบเดือน และข้อมูลการตั้งครรภ์บางประเภท ผู้ใช้บันทึกด้วยตนเองและ Apple Watch รุ่นที่รองรับ
สุขภาวะทางใจ สภาวะอารมณ์ ความรู้สึก และแบบประเมินสุขภาพจิตที่มีให้บริการ ข้อมูลที่ผู้ใช้บันทึกในแอปสุขภาพ
อาการ ปวดศีรษะ ไอ ไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เวียนศีรษะ และอาการอื่น ๆ การกรอกข้อมูลด้วยตนเองหรือแอปที่ได้รับอนุญาต
สัญญาณชีพ อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ อุณหภูมิข้อมือ ระยะเวลานอน และข้อมูลกลางคืนที่รองรับ Apple Watch และอุปกรณ์สุขภาพที่รองรับ
ข้อมูลทางการแพทย์ โรคประจำตัว ภูมิแพ้ ยา ผลตรวจ และวัคซีนจากสถานพยาบาลที่รองรับ สถานพยาบาลหรือระบบเวชระเบียนที่รองรับในบางประเทศ

ข้อมูลบางประเภทต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะ

การมีแอปสุขภาพบน iPhone ไม่ได้หมายความว่าอุปกรณ์จะตรวจวัดข้อมูลทุกประเภทได้โดยอัตโนมัติ เช่น ข้อมูลหัวใจเชิงลึก อุณหภูมิข้อมือ ข้อมูลช่วงการนอน หรือการแจ้งเตือนสุขภาพบางอย่างอาจต้องใช้ Apple Watch รุ่นที่รองรับ ขณะที่น้ำหนัก ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล หรือองค์ประกอบของร่างกายอาจต้องบันทึกด้วยตนเองหรือรับข้อมูลจากอุปกรณ์ภายนอก

ผู้ใช้ควรตรวจสอบรายละเอียดของอุปกรณ์แต่ละรุ่นและความพร้อมให้บริการในประเทศไทยก่อนเปิดใช้ฟีเจอร์ เนื่องจากคุณสมบัติบางรายการอาจถูกจำกัดตามรุ่น ประเทศ อายุ หรือข้อกำหนดด้านกฎหมายสุขภาพ

ข้อมูลใน Apple Health มาจากแหล่งใด

1. เซ็นเซอร์ภายใน iPhone

iPhone สามารถบันทึกข้อมูลพื้นฐาน เช่น จำนวนก้าว ระยะทางเดินหรือวิ่ง จำนวนชั้นที่ขึ้น ความเร็วในการเดิน และตัวชี้วัดด้านการเคลื่อนไหวบางประเภท เมื่อผู้ใช้พกโทรศัพท์ติดตัว ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเพิ่มเข้าแอปสุขภาพโดยอัตโนมัติ

2. Apple Watch

เมื่อจับคู่ Apple Watch กับ iPhone ข้อมูลกิจกรรม การออกกำลังกาย หัวใจ การนอน เสียงรอบข้าง สัญญาณชีพ และข้อมูลอื่นที่อุปกรณ์รองรับจะถูกส่งไปยังแอปสุขภาพ การสวมใส่นาฬิกาอย่างสม่ำเสมอและกระชับพอดีจะช่วยให้ข้อมูลมีความต่อเนื่องมากขึ้น

3. แอปของบุคคลที่สาม

แอปออกกำลังกาย แอปนับแคลอรี แอปติดตามการนอน หรือแอปของโรงพยาบาลสามารถขออนุญาตอ่านหรือเขียนข้อมูลในแอปสุขภาพได้ ผู้ใช้สามารถกำหนดสิทธิ์แยกตามประเภทข้อมูล เช่น อนุญาตให้อ่านจำนวนก้าว แต่ไม่อนุญาตให้อ่านข้อมูลหัวใจหรือยา

4. อุปกรณ์สุขภาพภายนอก

อุปกรณ์อย่างเครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดอุณหภูมิ หรือเครื่องวัดระดับน้ำตาลบางรุ่นสามารถส่งข้อมูลผ่าน Bluetooth หรือแอปของผู้ผลิตเข้าสู่ Apple Health ได้ ทั้งนี้ต้องตรวจสอบว่าอุปกรณ์และแอปรองรับ HealthKit หรือการเชื่อมต่อกับแอปสุขภาพหรือไม่

5. การกรอกข้อมูลด้วยตนเอง

ผู้ใช้สามารถเพิ่มข้อมูลที่ไม่ได้วัดจากอุปกรณ์ เช่น น้ำหนัก อุณหภูมิ อาการ ประจำเดือน ยา หรือผลการตรวจบางประเภท โดยเข้าไปยังหมวดข้อมูลที่ต้องการแล้วเลือก “เพิ่มข้อมูล” วิธีนี้เหมาะสำหรับบันทึกข้อมูลจากเครื่องมือที่ไม่เชื่อมต่อกับ iPhone

วิธีตั้งค่า Apple Health สำหรับการใช้งานครั้งแรก

  1. เปิดแอป สุขภาพ บน iPhone
  2. แตะแท็บ สรุป แล้วแตะรูปโปรไฟล์หรือชื่อย่อบริเวณมุมบน
  3. เลือก รายละเอียดสุขภาพ แล้วแตะ แก้ไข
  4. กรอกวันเกิด เพศ ส่วนสูง น้ำหนัก กรุ๊ปเลือด และข้อมูลพื้นฐานที่ต้องการ
  5. ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง แล้วแตะ เสร็จสิ้น
  6. กลับไปยังหน้าสรุปและเปิด รายการตรวจสอบสุขภาพ เพื่อดูฟีเจอร์ที่ยังไม่ได้ตั้งค่า

ข้อมูลพื้นฐานบางรายการถูกนำไปใช้คำนวณตัวชี้วัด เช่น พลังงานที่เผาผลาญหรือข้อมูลกิจกรรม ดังนั้นควรกรอกข้อมูลตามจริงและอัปเดตเมื่อน้ำหนักหรือข้อมูลสำคัญเปลี่ยนแปลง

ปักหมุดข้อมูลที่ต้องการดูบ่อย

หน้า “สรุป” สามารถปรับแต่งให้แสดงเฉพาะข้อมูลที่สำคัญได้ โดยแตะปุ่มแก้ไขในส่วนรายการที่ปักหมุด แล้วเลือกหัวข้อ เช่น จำนวนก้าว การนอน อัตราการเต้นของหัวใจ น้ำหนัก หรือการทานยา การลดข้อมูลที่ไม่จำเป็นจะช่วยให้หน้าแรกอ่านง่ายและเห็นความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขึ้น

ตรวจสอบแหล่งข้อมูลและลำดับความสำคัญ

เมื่อข้อมูลประเภทเดียวกันมาจากหลายแหล่ง เช่น iPhone, Apple Watch และแอปนับก้าว อาจเกิดข้อมูลซ้ำหรือค่าที่แตกต่างกัน ผู้ใช้ควรเปิดรายละเอียดของข้อมูลนั้น เลื่อนลงไปยังส่วนแหล่งข้อมูล แล้วตรวจสอบว่าอุปกรณ์หรือแอปใดได้รับลำดับความสำคัญ

วิธีตั้งค่า Apple Health ให้ปลอดภัย

1. ตั้งรหัสผ่านเครื่องที่คาดเดายาก

ควรตั้งรหัสผ่านสำหรับปลดล็อก iPhone และเปิดใช้ Face ID หรือ Touch ID เนื่องจากรหัสผ่านเครื่องเป็นส่วนสำคัญของการปกป้องข้อมูลสุขภาพ หลีกเลี่ยงรหัสที่คาดเดาง่าย เช่น 123456 วันเกิด หรือหมายเลขโทรศัพท์

สำหรับข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูง ควรพิจารณาใช้รหัสตัวเลขแบบกำหนดเองที่ยาวกว่าหกหลัก หรือรหัสผ่านตัวอักษรและตัวเลข โดยเข้าไปที่ การตั้งค่า > Face ID และรหัส หรือ Touch ID และรหัส

2. เปิดใช้การยืนยันตัวตนสองชั้น

บัญชี Apple ควรเปิดใช้การยืนยันตัวตนสองชั้น เพื่อเพิ่มการป้องกันเมื่อมีผู้พยายามเข้าสู่ระบบจากอุปกรณ์ใหม่ ผู้โจมตีจะไม่สามารถเข้าถึงบัญชีได้ด้วยรหัสผ่านเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผ่านการยืนยันจากอุปกรณ์หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่เชื่อถือได้ด้วย

ตรวจสอบได้ที่ การตั้งค่า > ชื่อบัญชี Apple > การลงชื่อเข้าและความปลอดภัย และควรตรวจสอบรายชื่ออุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกับบัญชีเป็นระยะ หากพบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จักให้ลบออกและเปลี่ยนรหัสผ่านทันที

3. ตรวจสอบการซิงค์ข้อมูลกับ iCloud

การซิงค์ผ่าน iCloud ช่วยให้ข้อมูลสุขภาพอัปเดตข้ามอุปกรณ์และช่วยรักษาข้อมูลไว้เมื่อเปลี่ยน iPhone ผู้ใช้สามารถตรวจสอบได้ที่ การตั้งค่า > ชื่อบัญชี Apple > iCloud > ดูทั้งหมด > สุขภาพ

หากไม่ต้องการซิงค์ข้อมูลสุขภาพผ่าน iCloud สามารถปิดตัวเลือกดังกล่าวได้ แต่ควรวางแผนสำรองข้อมูลด้วยวิธีอื่นอย่างเหมาะสม การปิดการซิงค์โดยไม่มีข้อมูลสำรองอาจทำให้ประวัติสุขภาพสูญหายเมื่อเครื่องเสียหรือสูญหาย

4. อนุญาตเฉพาะข้อมูลที่แอปจำเป็นต้องใช้

แอปสุขภาพแยกสิทธิ์การอ่านและการเขียนข้อมูลออกจากกัน ตัวอย่างเช่น แอปออกกำลังกายอาจต้องเขียนข้อมูลการออกกำลังกาย แต่ไม่จำเป็นต้องอ่านข้อมูลการทานยา ประวัติรอบเดือน หรือข้อมูลทางการแพทย์ทั้งหมด

วิธีตรวจสอบสิทธิ์:

  1. เปิดแอป สุขภาพ
  2. แตะรูปโปรไฟล์หรือชื่อย่อ
  3. เลือก แอป ในส่วนความเป็นส่วนตัว
  4. เลือกแอปที่ต้องการตรวจสอบ
  5. ปิดสิทธิ์ของข้อมูลที่แอปไม่จำเป็นต้องอ่านหรือเพิ่ม

ควรหลีกเลี่ยงการเลือก “เปิดทั้งหมด” โดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะแอปที่ไม่รู้จักผู้พัฒนา ไม่มีนโยบายความเป็นส่วนตัวชัดเจน หรือไม่ได้อัปเดตมาเป็นเวลานาน

5. ตรวจสอบอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ

ในหน้าโปรไฟล์ของแอปสุขภาพ ให้ตรวจสอบส่วนอุปกรณ์เพื่อดูว่า iPhone, Apple Watch หรืออุปกรณ์ใดกำลังเพิ่มข้อมูล หากพบ Apple Watch เครื่องเก่าหรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ควรตรวจสอบและนำออกจากบัญชีเมื่อเหมาะสม

6. ตรวจสอบป้ายกำกับความเป็นส่วนตัวก่อนติดตั้งแอป

ก่อนดาวน์โหลดแอปสุขภาพหรือแอปออกกำลังกาย ควรอ่านส่วน “ความเป็นส่วนตัวของแอป” บน App Store เพื่อดูว่าแอปอาจเก็บข้อมูลประเภทใด ข้อมูลถูกเชื่อมโยงกับตัวตนหรือไม่ และนำไปใช้เพื่อการโฆษณาหรือการวิเคราะห์หรือไม่

ป้ายกำกับดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ผู้พัฒนาแจ้งต่อ Apple ผู้ใช้จึงควรอ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวของผู้พัฒนาเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่อแอปขอเข้าถึงข้อมูลสุขภาพจำนวนมากหรือมีการสร้างบัญชีบนระบบภายนอก

7. เปิดใช้รายงานความเป็นส่วนตัวของแอป

รายงานความเป็นส่วนตัวของแอปช่วยให้ตรวจสอบได้ว่าแอปใช้สิทธิ์ที่ได้รับบ่อยเพียงใด และเชื่อมต่อกับโดเมนใดบ้าง โดยเข้าไปที่ การตั้งค่า > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย > รายงานความเป็นส่วนตัวของแอป

หากพบแอปสุขภาพเข้าถึงข้อมูลหรือเชื่อมต่อเครือข่ายอย่างผิดปกติ ควรปิดสิทธิ์ ลบแอป หรือสอบถามผู้พัฒนาก่อนใช้งานต่อ

8. อัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปอย่างสม่ำเสมอ

ควรอัปเดต iOS, iPadOS, watchOS และแอปสุขภาพของบุคคลที่สามให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดที่อุปกรณ์รองรับ การอัปเดตมักประกอบด้วยการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ปรับปรุงความเสถียร และแก้ปัญหาความเข้ากันได้ของข้อมูล

การตั้งค่า Medical ID ให้ปลอดภัย

Medical ID หรือข้อมูลทางการแพทย์ เป็นส่วนที่ใช้เก็บข้อมูลสำคัญสำหรับกรณีฉุกเฉิน เช่น โรคประจำตัว อาการแพ้ ยาที่ใช้อยู่ กรุ๊ปเลือด และรายชื่อติดต่อฉุกเฉิน ผู้ช่วยเหลือสามารถดูข้อมูลนี้จากหน้าจอล็อกได้ หากผู้ใช้เปิดตัวเลือก “แสดงขณะล็อคอยู่”

วิธีสร้าง Medical ID

  1. เปิดแอป สุขภาพ
  2. แตะรูปโปรไฟล์หรือชื่อย่อด้านบน
  3. เลือก ข้อมูลทางการแพทย์
  4. แตะ เริ่มต้นกัน หรือ แก้ไข
  5. กรอกข้อมูลที่จำเป็น เช่น โรคประจำตัว ภูมิแพ้ ยา และกรุ๊ปเลือด
  6. เพิ่มรายชื่อติดต่อฉุกเฉิน
  7. ตรวจสอบตัวเลือก แสดงขณะล็อคอยู่
  8. แตะ เสร็จสิ้น
แนวทางที่แนะนำ: ควรใส่เฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการช่วยเหลือฉุกเฉิน ไม่ควรใส่เลขบัตรประชาชน หมายเลขหนังสือเดินทาง ที่อยู่แบบละเอียด ข้อมูลบัญชีธนาคาร หรือข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษา

การเปิดให้แสดง Medical ID ขณะล็อกเครื่องเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างความเป็นส่วนตัวกับประโยชน์ด้านความปลอดภัย ผู้ใช้ควรประเมินความเหมาะสมตามสุขภาพและความเสี่ยงของตนเอง ผู้ที่มีโรคประจำตัว อาการแพ้รุนแรง หรือใช้ยาสำคัญอาจได้รับประโยชน์จากการเปิดฟีเจอร์นี้มากกว่า

การแชร์ข้อมูลสุขภาพอย่างปลอดภัย

Apple Health สามารถแชร์ข้อมูลสุขภาพกับบุคคลที่เลือกหรือผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่รองรับได้ ผู้ใช้เป็นผู้กำหนดว่าจะส่งข้อมูลประเภทใด ไม่จำเป็นต้องแชร์ข้อมูลทั้งหมด

หลักการก่อนแชร์ข้อมูลสุขภาพ

  • แชร์เฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์
  • ตรวจสอบชื่อและข้อมูลติดต่อของผู้รับให้ถูกต้อง
  • หลีกเลี่ยงการแชร์ภาพหน้าจอสุขภาพผ่านช่องทางสาธารณะ
  • ตรวจสอบสิทธิ์การแชร์เป็นระยะ
  • หยุดแชร์ทันทีเมื่อไม่มีความจำเป็น
  • สอบถามผู้รับว่าจะจัดเก็บและใช้ข้อมูลอย่างไร

ตัวอย่างเช่น หากต้องการให้สมาชิกในครอบครัวช่วยติดตามกิจกรรม อาจแชร์เฉพาะจำนวนก้าวหรือการแจ้งเตือนด้านการเคลื่อนไหว โดยไม่จำเป็นต้องแชร์ข้อมูลยา รอบเดือน สุขภาวะทางใจ หรือข้อมูลทางการแพทย์อื่น

วิธีตรวจสอบการแชร์ข้อมูล

  1. เปิดแอป สุขภาพ
  2. เลือกแท็บ การแชร์
  3. ตรวจสอบบุคคลหรือองค์กรที่กำลังรับข้อมูล
  4. เลือกชื่อผู้รับเพื่อดูหมวดข้อมูลที่แชร์
  5. ปิดข้อมูลบางประเภทหรือเลือกหยุดแชร์ทั้งหมดเมื่อไม่จำเป็น

วิธีลบข้อมูลสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง

ข้อมูลผิดพลาดอาจเกิดจากการกรอกข้อมูลผิด อุปกรณ์บันทึกซ้ำ หรือแอปหลายตัวส่งข้อมูลประเภทเดียวกัน ผู้ใช้ควรตรวจสอบค่าที่ผิดปกติก่อนนำไปวิเคราะห์แนวโน้ม

  1. เปิดแอปสุขภาพและค้นหาประเภทข้อมูลที่ต้องการ
  2. เปิดหน้ารายละเอียดข้อมูล
  3. เลือกแสดงข้อมูลทั้งหมด
  4. ตรวจสอบวันที่ เวลา และแหล่งข้อมูล
  5. เลือกแก้ไขและลบรายการที่ไม่ถูกต้อง

หลังลบข้อมูล ควรกลับไปตรวจสอบสิทธิ์และลำดับความสำคัญของแหล่งข้อมูล เพื่อป้องกันไม่ให้แอปหรืออุปกรณ์เดิมเพิ่มข้อมูลผิดซ้ำอีก

ข้อดีของการใช้ Apple Health อย่างถูกต้อง

  • ดูข้อมูลจากหลายอุปกรณ์ในที่เดียว: ลดความยุ่งยากในการเปิดหลายแอป
  • ติดตามแนวโน้มระยะยาว: ช่วยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรม การนอน หัวใจ และน้ำหนัก
  • จัดการยาและการแจ้งเตือน: ช่วยเตือนเวลาทานยาและบันทึกประวัติ
  • เตรียมข้อมูลฉุกเฉิน: Medical ID ช่วยให้ผู้ช่วยเหลือเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้เร็วขึ้น
  • ควบคุมสิทธิ์ได้ละเอียด: ผู้ใช้สามารถเลือกข้อมูลที่แต่ละแอปอ่านหรือเขียนได้
  • รองรับอุปกรณ์สุขภาพหลายประเภท: สามารถรวมข้อมูลจากอุปกรณ์ที่รองรับไว้ในประวัติเดียวกัน

รายการตรวจสอบความปลอดภัย Apple Health

  • ตั้งรหัสผ่าน iPhone ที่คาดเดายาก
  • เปิดใช้ Face ID หรือ Touch ID
  • เปิดใช้การยืนยันตัวตนสองชั้นสำหรับบัญชี Apple
  • ตรวจสอบรายชื่ออุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกับบัญชี
  • ตรวจสอบการซิงค์ข้อมูลสุขภาพกับ iCloud
  • อนุญาตให้แอปเข้าถึงเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น
  • ลบสิทธิ์ของแอปที่ไม่ได้ใช้งาน
  • อ่านป้ายกำกับความเป็นส่วนตัวก่อนติดตั้งแอป
  • ตรวจสอบผู้รับข้อมูลในแท็บการแชร์
  • ใส่เฉพาะข้อมูลจำเป็นใน Medical ID
  • ตรวจสอบข้อมูลสุขภาพที่ผิดปกติหรือซ้ำกัน
  • อัปเดต iOS, watchOS และแอปอย่างสม่ำเสมอ

บทสรุป

Apple Health เป็นเครื่องมือที่ช่วยรวบรวมข้อมูลกิจกรรม หัวใจ การนอน การเคลื่อนไหว ยา และข้อมูลสุขภาพจากหลายแหล่งไว้ในแอปเดียว อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของระบบจะเกิดขึ้นอย่างปลอดภัยเมื่อผู้ใช้ตั้งรหัสผ่านที่รัดกุม เปิดการยืนยันตัวตนสองชั้น ตรวจสอบสิทธิ์ของแอป และแชร์เฉพาะข้อมูลที่จำเป็น ควรตรวจสอบ Medical ID แหล่งข้อมูล และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเป็นระยะ รวมถึงไม่ใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์แทนคำวินิจฉัยของแพทย์

FAQ คำถามที่พบบ่อย  

Apple Health เก็บข้อมูลสุขภาพไว้ที่ใด

ข้อมูลสุขภาพถูกจัดเก็บบนอุปกรณ์และสามารถซิงค์ผ่าน iCloud ได้เมื่อผู้ใช้เปิดใช้งาน ข้อมูลสุขภาพบนเครื่องได้รับการปกป้องด้วยรหัสผ่าน Face ID หรือ Touch ID ผู้ใช้ควรเปิดการยืนยันตัวตนสองชั้นและตรวจสอบอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกับบัญชี Apple เป็นประจำ

แอปอื่นสามารถดูข้อมูลสุขภาพทั้งหมดได้หรือไม่

ไม่ได้โดยอัตโนมัติ แอปต้องขออนุญาตจากผู้ใช้ก่อน และสิทธิ์จะถูกแยกตามประเภทข้อมูล รวมถึงแยกสิทธิ์การอ่านกับการเขียน ผู้ใช้สามารถปิดสิทธิ์บางประเภทหรือยกเลิกการเข้าถึงของแอปได้ตลอดเวลาจากหน้าโปรไฟล์ในแอปสุขภาพ

Apple Health ใช้แทนการตรวจสุขภาพกับแพทย์ได้หรือไม่

ไม่ควรใช้แทนการตรวจหรือวินิจฉัยจากแพทย์ ข้อมูลจาก iPhone, Apple Watch และอุปกรณ์สุขภาพเหมาะสำหรับติดตามแนวโน้มและช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจพฤติกรรมสุขภาพของตนเอง หากพบค่าผิดปกติ มีอาการรุนแรง หรือสงสัยเกี่ยวกับโรค ควรติดต่อแพทย์หรือสถานพยาบาล

หมายเหตุ: ชื่อเมนู ความสามารถ และประเภทข้อมูลอาจแตกต่างกันตามรุ่นอุปกรณ์ เวอร์ชันระบบปฏิบัติการ อายุ และประเทศหรือภูมิภาคที่ใช้งาน

ความคิดเห็น

The Most/Recent Articles

เจาะลึกไอที เทคโนโลยีแบบเข้าใจง่าย

แนะนำทิปส์ใช้งานจริง ครอบคลุมคอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีเอไอ อัพเดทล่าสุด !! Free Online Tools (ย้ายไปเว็บน้องใหม่ www.toolszaa.com)

Slider

Apple Health รวบรวมข้อมูลสุขภาพอะไรบ้าง และตั้งค่าอย่างไรให้ปลอดภัย

Apple Health

Apple Health หรือแอปสุขภาพ เป็นศูนย์กลางสำหรับรวบรวมและแสดงข้อมูลสุขภาพจาก iPhone, iPad, Apple Watch แอปออกกำลังกาย และอุปกรณ์สุขภาพที่รองรับ
ผู้ใช้สามารถตรวจสอบจำนวนก้าว ระยะทาง การออกกำลังกาย อัตราการเต้นของหัวใจ การนอนหลับ การได้ยิน การเคลื่อนไหว การทานยา รอบเดือน และข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ ได้จากแอปเดียว ข้อดีสำคัญคือช่วยให้เห็นแนวโน้มของร่างกายในระยะยาวและจัดระเบียบข้อมูลที่มาจากหลายอุปกรณ์ได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสุขภาพถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน การตั้งรหัสผ่านเครื่อง การตรวจสอบสิทธิ์ของแอป การควบคุมการแชร์ และการตั้งค่า Medical ID อย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างมาก 

บทความนี้จะอธิบายว่า Apple Health รวบรวมข้อมูลประเภทใด ข้อมูลมาจากแหล่งใด พร้อมแนะนำขั้นตอนตั้งค่าแอปสุขภาพให้ปลอดภัยและเหมาะสมกับการใช้งานจริง

Apple Health คืออะไร

Apple Health คือระบบจัดเก็บและจัดการข้อมูลสุขภาพภายในระบบนิเวศของ Apple โดยบน iPhone และ iPad จะแสดงในชื่อแอป “สุขภาพ” หรือ Health แอปนี้ไม่ได้วัดข้อมูลทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับข้อมูลจากเซ็นเซอร์ของอุปกรณ์ Apple, Apple Watch, แอปของบุคคลที่สาม และอุปกรณ์สุขภาพที่รองรับ

ตัวอย่างเช่น iPhone สามารถนับก้าวและประเมินระยะทางจากเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ส่วน Apple Watch สามารถส่งข้อมูลกิจกรรม การออกกำลังกาย อัตราการเต้นของหัวใจ การนอน และข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ เข้ามาในแอปสุขภาพ ขณะที่เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะหรือเครื่องวัดความดันที่รองรับอาจส่งค่าที่วัดได้ผ่านแอปของผู้ผลิต

ผู้ใช้จึงสามารถเปิดแอปสุขภาพเพื่อดูข้อมูลย้อนหลัง เปรียบเทียบแนวโน้ม และเลือกปักหมุดข้อมูลที่ต้องการติดตามเป็นประจำ เช่น จำนวนก้าว อัตราการเต้นของหัวใจ ชั่วโมงการนอน น้ำหนัก หรือการทานยา

ข้อควรทราบ: ข้อมูลจาก iPhone, Apple Watch และอุปกรณ์เสริมมีประโยชน์สำหรับการติดตามแนวโน้มสุขภาพ แต่ไม่ควรใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ หากพบค่าผิดปกติหรือมีอาการที่น่ากังวล ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์

Apple Health รวบรวมข้อมูลสุขภาพอะไรบ้าง

ประเภทข้อมูลที่แสดงในแอปสุขภาพอาจแตกต่างกันตามรุ่นอุปกรณ์ ระบบปฏิบัติการ ประเทศหรือภูมิภาค แอปที่ติดตั้ง และอุปกรณ์สุขภาพที่เชื่อมต่อ โดยข้อมูลหลักที่พบได้มีดังนี้

หมวดข้อมูล ตัวอย่างข้อมูล แหล่งข้อมูลที่พบบ่อย
กิจกรรม จำนวนก้าว ระยะทางเดินหรือวิ่ง จำนวนชั้นที่ขึ้น พลังงานที่ใช้ และเวลาการออกกำลังกาย iPhone, Apple Watch และแอปออกกำลังกาย
หัวใจ อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก ระหว่างออกกำลังกาย อัตราการฟื้นตัว และการแจ้งเตือนบางประเภท Apple Watch และอุปกรณ์วัดหัวใจที่รองรับ
การนอนหลับ เวลานอน เวลาตื่น ระยะเวลานอน ตารางการนอน และข้อมูลช่วงการนอนจากอุปกรณ์ที่รองรับ iPhone, Apple Watch และแอปติดตามการนอน
การเคลื่อนไหว ความเร็วในการเดิน ความยาวก้าว ความไม่สมมาตรในการเดิน เวลาที่เท้าทั้งสองข้างแตะพื้น และความมั่นคงในการเดิน เซ็นเซอร์ของ iPhone และ Apple Watch
ระบบทางเดินหายใจ อัตราการหายใจและข้อมูลออกซิเจนในเลือดจากอุปกรณ์หรือฟีเจอร์ที่รองรับ Apple Watch บางรุ่นและอุปกรณ์ภายนอก
การได้ยิน ระดับเสียงจากหูฟัง ระดับเสียงรอบข้าง และประวัติการสัมผัสเสียงดัง AirPods, หูฟังที่รองรับ และ Apple Watch
การวัดร่างกาย น้ำหนัก ส่วนสูง ดัชนีมวลกาย เปอร์เซ็นต์ไขมัน และมวลกล้ามเนื้อ การกรอกด้วยตนเอง เครื่องชั่งอัจฉริยะ หรือแอปสุขภาพ
โภชนาการ พลังงานที่รับประทาน น้ำ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน และสารอาหาร แอปบันทึกอาหารและการกรอกข้อมูลด้วยตนเอง
การทานยา ชื่อยา วิตามิน อาหารเสริม เวลาที่กำหนด และประวัติการบันทึกว่าทานแล้วหรือข้าม ข้อมูลที่ผู้ใช้เพิ่มในแอปสุขภาพ
การติดตามรอบเดือน ประจำเดือน อาการ ปัจจัยของรอบเดือน การคาดการณ์รอบเดือน และข้อมูลการตั้งครรภ์บางประเภท ผู้ใช้บันทึกด้วยตนเองและ Apple Watch รุ่นที่รองรับ
สุขภาวะทางใจ สภาวะอารมณ์ ความรู้สึก และแบบประเมินสุขภาพจิตที่มีให้บริการ ข้อมูลที่ผู้ใช้บันทึกในแอปสุขภาพ
อาการ ปวดศีรษะ ไอ ไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เวียนศีรษะ และอาการอื่น ๆ การกรอกข้อมูลด้วยตนเองหรือแอปที่ได้รับอนุญาต
สัญญาณชีพ อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ อุณหภูมิข้อมือ ระยะเวลานอน และข้อมูลกลางคืนที่รองรับ Apple Watch และอุปกรณ์สุขภาพที่รองรับ
ข้อมูลทางการแพทย์ โรคประจำตัว ภูมิแพ้ ยา ผลตรวจ และวัคซีนจากสถานพยาบาลที่รองรับ สถานพยาบาลหรือระบบเวชระเบียนที่รองรับในบางประเทศ

ข้อมูลบางประเภทต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะ

การมีแอปสุขภาพบน iPhone ไม่ได้หมายความว่าอุปกรณ์จะตรวจวัดข้อมูลทุกประเภทได้โดยอัตโนมัติ เช่น ข้อมูลหัวใจเชิงลึก อุณหภูมิข้อมือ ข้อมูลช่วงการนอน หรือการแจ้งเตือนสุขภาพบางอย่างอาจต้องใช้ Apple Watch รุ่นที่รองรับ ขณะที่น้ำหนัก ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล หรือองค์ประกอบของร่างกายอาจต้องบันทึกด้วยตนเองหรือรับข้อมูลจากอุปกรณ์ภายนอก

ผู้ใช้ควรตรวจสอบรายละเอียดของอุปกรณ์แต่ละรุ่นและความพร้อมให้บริการในประเทศไทยก่อนเปิดใช้ฟีเจอร์ เนื่องจากคุณสมบัติบางรายการอาจถูกจำกัดตามรุ่น ประเทศ อายุ หรือข้อกำหนดด้านกฎหมายสุขภาพ

ข้อมูลใน Apple Health มาจากแหล่งใด

1. เซ็นเซอร์ภายใน iPhone

iPhone สามารถบันทึกข้อมูลพื้นฐาน เช่น จำนวนก้าว ระยะทางเดินหรือวิ่ง จำนวนชั้นที่ขึ้น ความเร็วในการเดิน และตัวชี้วัดด้านการเคลื่อนไหวบางประเภท เมื่อผู้ใช้พกโทรศัพท์ติดตัว ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเพิ่มเข้าแอปสุขภาพโดยอัตโนมัติ

2. Apple Watch

เมื่อจับคู่ Apple Watch กับ iPhone ข้อมูลกิจกรรม การออกกำลังกาย หัวใจ การนอน เสียงรอบข้าง สัญญาณชีพ และข้อมูลอื่นที่อุปกรณ์รองรับจะถูกส่งไปยังแอปสุขภาพ การสวมใส่นาฬิกาอย่างสม่ำเสมอและกระชับพอดีจะช่วยให้ข้อมูลมีความต่อเนื่องมากขึ้น

3. แอปของบุคคลที่สาม

แอปออกกำลังกาย แอปนับแคลอรี แอปติดตามการนอน หรือแอปของโรงพยาบาลสามารถขออนุญาตอ่านหรือเขียนข้อมูลในแอปสุขภาพได้ ผู้ใช้สามารถกำหนดสิทธิ์แยกตามประเภทข้อมูล เช่น อนุญาตให้อ่านจำนวนก้าว แต่ไม่อนุญาตให้อ่านข้อมูลหัวใจหรือยา

4. อุปกรณ์สุขภาพภายนอก

อุปกรณ์อย่างเครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดอุณหภูมิ หรือเครื่องวัดระดับน้ำตาลบางรุ่นสามารถส่งข้อมูลผ่าน Bluetooth หรือแอปของผู้ผลิตเข้าสู่ Apple Health ได้ ทั้งนี้ต้องตรวจสอบว่าอุปกรณ์และแอปรองรับ HealthKit หรือการเชื่อมต่อกับแอปสุขภาพหรือไม่

5. การกรอกข้อมูลด้วยตนเอง

ผู้ใช้สามารถเพิ่มข้อมูลที่ไม่ได้วัดจากอุปกรณ์ เช่น น้ำหนัก อุณหภูมิ อาการ ประจำเดือน ยา หรือผลการตรวจบางประเภท โดยเข้าไปยังหมวดข้อมูลที่ต้องการแล้วเลือก “เพิ่มข้อมูล” วิธีนี้เหมาะสำหรับบันทึกข้อมูลจากเครื่องมือที่ไม่เชื่อมต่อกับ iPhone

วิธีตั้งค่า Apple Health สำหรับการใช้งานครั้งแรก

  1. เปิดแอป สุขภาพ บน iPhone
  2. แตะแท็บ สรุป แล้วแตะรูปโปรไฟล์หรือชื่อย่อบริเวณมุมบน
  3. เลือก รายละเอียดสุขภาพ แล้วแตะ แก้ไข
  4. กรอกวันเกิด เพศ ส่วนสูง น้ำหนัก กรุ๊ปเลือด และข้อมูลพื้นฐานที่ต้องการ
  5. ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง แล้วแตะ เสร็จสิ้น
  6. กลับไปยังหน้าสรุปและเปิด รายการตรวจสอบสุขภาพ เพื่อดูฟีเจอร์ที่ยังไม่ได้ตั้งค่า

ข้อมูลพื้นฐานบางรายการถูกนำไปใช้คำนวณตัวชี้วัด เช่น พลังงานที่เผาผลาญหรือข้อมูลกิจกรรม ดังนั้นควรกรอกข้อมูลตามจริงและอัปเดตเมื่อน้ำหนักหรือข้อมูลสำคัญเปลี่ยนแปลง

ปักหมุดข้อมูลที่ต้องการดูบ่อย

หน้า “สรุป” สามารถปรับแต่งให้แสดงเฉพาะข้อมูลที่สำคัญได้ โดยแตะปุ่มแก้ไขในส่วนรายการที่ปักหมุด แล้วเลือกหัวข้อ เช่น จำนวนก้าว การนอน อัตราการเต้นของหัวใจ น้ำหนัก หรือการทานยา การลดข้อมูลที่ไม่จำเป็นจะช่วยให้หน้าแรกอ่านง่ายและเห็นความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขึ้น

ตรวจสอบแหล่งข้อมูลและลำดับความสำคัญ

เมื่อข้อมูลประเภทเดียวกันมาจากหลายแหล่ง เช่น iPhone, Apple Watch และแอปนับก้าว อาจเกิดข้อมูลซ้ำหรือค่าที่แตกต่างกัน ผู้ใช้ควรเปิดรายละเอียดของข้อมูลนั้น เลื่อนลงไปยังส่วนแหล่งข้อมูล แล้วตรวจสอบว่าอุปกรณ์หรือแอปใดได้รับลำดับความสำคัญ

วิธีตั้งค่า Apple Health ให้ปลอดภัย

1. ตั้งรหัสผ่านเครื่องที่คาดเดายาก

ควรตั้งรหัสผ่านสำหรับปลดล็อก iPhone และเปิดใช้ Face ID หรือ Touch ID เนื่องจากรหัสผ่านเครื่องเป็นส่วนสำคัญของการปกป้องข้อมูลสุขภาพ หลีกเลี่ยงรหัสที่คาดเดาง่าย เช่น 123456 วันเกิด หรือหมายเลขโทรศัพท์

สำหรับข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูง ควรพิจารณาใช้รหัสตัวเลขแบบกำหนดเองที่ยาวกว่าหกหลัก หรือรหัสผ่านตัวอักษรและตัวเลข โดยเข้าไปที่ การตั้งค่า > Face ID และรหัส หรือ Touch ID และรหัส

2. เปิดใช้การยืนยันตัวตนสองชั้น

บัญชี Apple ควรเปิดใช้การยืนยันตัวตนสองชั้น เพื่อเพิ่มการป้องกันเมื่อมีผู้พยายามเข้าสู่ระบบจากอุปกรณ์ใหม่ ผู้โจมตีจะไม่สามารถเข้าถึงบัญชีได้ด้วยรหัสผ่านเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผ่านการยืนยันจากอุปกรณ์หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่เชื่อถือได้ด้วย

ตรวจสอบได้ที่ การตั้งค่า > ชื่อบัญชี Apple > การลงชื่อเข้าและความปลอดภัย และควรตรวจสอบรายชื่ออุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกับบัญชีเป็นระยะ หากพบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จักให้ลบออกและเปลี่ยนรหัสผ่านทันที

3. ตรวจสอบการซิงค์ข้อมูลกับ iCloud

การซิงค์ผ่าน iCloud ช่วยให้ข้อมูลสุขภาพอัปเดตข้ามอุปกรณ์และช่วยรักษาข้อมูลไว้เมื่อเปลี่ยน iPhone ผู้ใช้สามารถตรวจสอบได้ที่ การตั้งค่า > ชื่อบัญชี Apple > iCloud > ดูทั้งหมด > สุขภาพ

หากไม่ต้องการซิงค์ข้อมูลสุขภาพผ่าน iCloud สามารถปิดตัวเลือกดังกล่าวได้ แต่ควรวางแผนสำรองข้อมูลด้วยวิธีอื่นอย่างเหมาะสม การปิดการซิงค์โดยไม่มีข้อมูลสำรองอาจทำให้ประวัติสุขภาพสูญหายเมื่อเครื่องเสียหรือสูญหาย

4. อนุญาตเฉพาะข้อมูลที่แอปจำเป็นต้องใช้

แอปสุขภาพแยกสิทธิ์การอ่านและการเขียนข้อมูลออกจากกัน ตัวอย่างเช่น แอปออกกำลังกายอาจต้องเขียนข้อมูลการออกกำลังกาย แต่ไม่จำเป็นต้องอ่านข้อมูลการทานยา ประวัติรอบเดือน หรือข้อมูลทางการแพทย์ทั้งหมด

วิธีตรวจสอบสิทธิ์:

  1. เปิดแอป สุขภาพ
  2. แตะรูปโปรไฟล์หรือชื่อย่อ
  3. เลือก แอป ในส่วนความเป็นส่วนตัว
  4. เลือกแอปที่ต้องการตรวจสอบ
  5. ปิดสิทธิ์ของข้อมูลที่แอปไม่จำเป็นต้องอ่านหรือเพิ่ม

ควรหลีกเลี่ยงการเลือก “เปิดทั้งหมด” โดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะแอปที่ไม่รู้จักผู้พัฒนา ไม่มีนโยบายความเป็นส่วนตัวชัดเจน หรือไม่ได้อัปเดตมาเป็นเวลานาน

5. ตรวจสอบอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ

ในหน้าโปรไฟล์ของแอปสุขภาพ ให้ตรวจสอบส่วนอุปกรณ์เพื่อดูว่า iPhone, Apple Watch หรืออุปกรณ์ใดกำลังเพิ่มข้อมูล หากพบ Apple Watch เครื่องเก่าหรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ควรตรวจสอบและนำออกจากบัญชีเมื่อเหมาะสม

6. ตรวจสอบป้ายกำกับความเป็นส่วนตัวก่อนติดตั้งแอป

ก่อนดาวน์โหลดแอปสุขภาพหรือแอปออกกำลังกาย ควรอ่านส่วน “ความเป็นส่วนตัวของแอป” บน App Store เพื่อดูว่าแอปอาจเก็บข้อมูลประเภทใด ข้อมูลถูกเชื่อมโยงกับตัวตนหรือไม่ และนำไปใช้เพื่อการโฆษณาหรือการวิเคราะห์หรือไม่

ป้ายกำกับดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ผู้พัฒนาแจ้งต่อ Apple ผู้ใช้จึงควรอ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวของผู้พัฒนาเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่อแอปขอเข้าถึงข้อมูลสุขภาพจำนวนมากหรือมีการสร้างบัญชีบนระบบภายนอก

7. เปิดใช้รายงานความเป็นส่วนตัวของแอป

รายงานความเป็นส่วนตัวของแอปช่วยให้ตรวจสอบได้ว่าแอปใช้สิทธิ์ที่ได้รับบ่อยเพียงใด และเชื่อมต่อกับโดเมนใดบ้าง โดยเข้าไปที่ การตั้งค่า > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย > รายงานความเป็นส่วนตัวของแอป

หากพบแอปสุขภาพเข้าถึงข้อมูลหรือเชื่อมต่อเครือข่ายอย่างผิดปกติ ควรปิดสิทธิ์ ลบแอป หรือสอบถามผู้พัฒนาก่อนใช้งานต่อ

8. อัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปอย่างสม่ำเสมอ

ควรอัปเดต iOS, iPadOS, watchOS และแอปสุขภาพของบุคคลที่สามให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดที่อุปกรณ์รองรับ การอัปเดตมักประกอบด้วยการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ปรับปรุงความเสถียร และแก้ปัญหาความเข้ากันได้ของข้อมูล

การตั้งค่า Medical ID ให้ปลอดภัย

Medical ID หรือข้อมูลทางการแพทย์ เป็นส่วนที่ใช้เก็บข้อมูลสำคัญสำหรับกรณีฉุกเฉิน เช่น โรคประจำตัว อาการแพ้ ยาที่ใช้อยู่ กรุ๊ปเลือด และรายชื่อติดต่อฉุกเฉิน ผู้ช่วยเหลือสามารถดูข้อมูลนี้จากหน้าจอล็อกได้ หากผู้ใช้เปิดตัวเลือก “แสดงขณะล็อคอยู่”

วิธีสร้าง Medical ID

  1. เปิดแอป สุขภาพ
  2. แตะรูปโปรไฟล์หรือชื่อย่อด้านบน
  3. เลือก ข้อมูลทางการแพทย์
  4. แตะ เริ่มต้นกัน หรือ แก้ไข
  5. กรอกข้อมูลที่จำเป็น เช่น โรคประจำตัว ภูมิแพ้ ยา และกรุ๊ปเลือด
  6. เพิ่มรายชื่อติดต่อฉุกเฉิน
  7. ตรวจสอบตัวเลือก แสดงขณะล็อคอยู่
  8. แตะ เสร็จสิ้น
แนวทางที่แนะนำ: ควรใส่เฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการช่วยเหลือฉุกเฉิน ไม่ควรใส่เลขบัตรประชาชน หมายเลขหนังสือเดินทาง ที่อยู่แบบละเอียด ข้อมูลบัญชีธนาคาร หรือข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษา

การเปิดให้แสดง Medical ID ขณะล็อกเครื่องเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างความเป็นส่วนตัวกับประโยชน์ด้านความปลอดภัย ผู้ใช้ควรประเมินความเหมาะสมตามสุขภาพและความเสี่ยงของตนเอง ผู้ที่มีโรคประจำตัว อาการแพ้รุนแรง หรือใช้ยาสำคัญอาจได้รับประโยชน์จากการเปิดฟีเจอร์นี้มากกว่า

การแชร์ข้อมูลสุขภาพอย่างปลอดภัย

Apple Health สามารถแชร์ข้อมูลสุขภาพกับบุคคลที่เลือกหรือผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่รองรับได้ ผู้ใช้เป็นผู้กำหนดว่าจะส่งข้อมูลประเภทใด ไม่จำเป็นต้องแชร์ข้อมูลทั้งหมด

หลักการก่อนแชร์ข้อมูลสุขภาพ

  • แชร์เฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์
  • ตรวจสอบชื่อและข้อมูลติดต่อของผู้รับให้ถูกต้อง
  • หลีกเลี่ยงการแชร์ภาพหน้าจอสุขภาพผ่านช่องทางสาธารณะ
  • ตรวจสอบสิทธิ์การแชร์เป็นระยะ
  • หยุดแชร์ทันทีเมื่อไม่มีความจำเป็น
  • สอบถามผู้รับว่าจะจัดเก็บและใช้ข้อมูลอย่างไร

ตัวอย่างเช่น หากต้องการให้สมาชิกในครอบครัวช่วยติดตามกิจกรรม อาจแชร์เฉพาะจำนวนก้าวหรือการแจ้งเตือนด้านการเคลื่อนไหว โดยไม่จำเป็นต้องแชร์ข้อมูลยา รอบเดือน สุขภาวะทางใจ หรือข้อมูลทางการแพทย์อื่น

วิธีตรวจสอบการแชร์ข้อมูล

  1. เปิดแอป สุขภาพ
  2. เลือกแท็บ การแชร์
  3. ตรวจสอบบุคคลหรือองค์กรที่กำลังรับข้อมูล
  4. เลือกชื่อผู้รับเพื่อดูหมวดข้อมูลที่แชร์
  5. ปิดข้อมูลบางประเภทหรือเลือกหยุดแชร์ทั้งหมดเมื่อไม่จำเป็น

วิธีลบข้อมูลสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง

ข้อมูลผิดพลาดอาจเกิดจากการกรอกข้อมูลผิด อุปกรณ์บันทึกซ้ำ หรือแอปหลายตัวส่งข้อมูลประเภทเดียวกัน ผู้ใช้ควรตรวจสอบค่าที่ผิดปกติก่อนนำไปวิเคราะห์แนวโน้ม

  1. เปิดแอปสุขภาพและค้นหาประเภทข้อมูลที่ต้องการ
  2. เปิดหน้ารายละเอียดข้อมูล
  3. เลือกแสดงข้อมูลทั้งหมด
  4. ตรวจสอบวันที่ เวลา และแหล่งข้อมูล
  5. เลือกแก้ไขและลบรายการที่ไม่ถูกต้อง

หลังลบข้อมูล ควรกลับไปตรวจสอบสิทธิ์และลำดับความสำคัญของแหล่งข้อมูล เพื่อป้องกันไม่ให้แอปหรืออุปกรณ์เดิมเพิ่มข้อมูลผิดซ้ำอีก

ข้อดีของการใช้ Apple Health อย่างถูกต้อง

  • ดูข้อมูลจากหลายอุปกรณ์ในที่เดียว: ลดความยุ่งยากในการเปิดหลายแอป
  • ติดตามแนวโน้มระยะยาว: ช่วยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรม การนอน หัวใจ และน้ำหนัก
  • จัดการยาและการแจ้งเตือน: ช่วยเตือนเวลาทานยาและบันทึกประวัติ
  • เตรียมข้อมูลฉุกเฉิน: Medical ID ช่วยให้ผู้ช่วยเหลือเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้เร็วขึ้น
  • ควบคุมสิทธิ์ได้ละเอียด: ผู้ใช้สามารถเลือกข้อมูลที่แต่ละแอปอ่านหรือเขียนได้
  • รองรับอุปกรณ์สุขภาพหลายประเภท: สามารถรวมข้อมูลจากอุปกรณ์ที่รองรับไว้ในประวัติเดียวกัน

รายการตรวจสอบความปลอดภัย Apple Health

  • ตั้งรหัสผ่าน iPhone ที่คาดเดายาก
  • เปิดใช้ Face ID หรือ Touch ID
  • เปิดใช้การยืนยันตัวตนสองชั้นสำหรับบัญชี Apple
  • ตรวจสอบรายชื่ออุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกับบัญชี
  • ตรวจสอบการซิงค์ข้อมูลสุขภาพกับ iCloud
  • อนุญาตให้แอปเข้าถึงเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น
  • ลบสิทธิ์ของแอปที่ไม่ได้ใช้งาน
  • อ่านป้ายกำกับความเป็นส่วนตัวก่อนติดตั้งแอป
  • ตรวจสอบผู้รับข้อมูลในแท็บการแชร์
  • ใส่เฉพาะข้อมูลจำเป็นใน Medical ID
  • ตรวจสอบข้อมูลสุขภาพที่ผิดปกติหรือซ้ำกัน
  • อัปเดต iOS, watchOS และแอปอย่างสม่ำเสมอ

บทสรุป

Apple Health เป็นเครื่องมือที่ช่วยรวบรวมข้อมูลกิจกรรม หัวใจ การนอน การเคลื่อนไหว ยา และข้อมูลสุขภาพจากหลายแหล่งไว้ในแอปเดียว อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของระบบจะเกิดขึ้นอย่างปลอดภัยเมื่อผู้ใช้ตั้งรหัสผ่านที่รัดกุม เปิดการยืนยันตัวตนสองชั้น ตรวจสอบสิทธิ์ของแอป และแชร์เฉพาะข้อมูลที่จำเป็น ควรตรวจสอบ Medical ID แหล่งข้อมูล และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเป็นระยะ รวมถึงไม่ใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์แทนคำวินิจฉัยของแพทย์

FAQ คำถามที่พบบ่อย  

Apple Health เก็บข้อมูลสุขภาพไว้ที่ใด

ข้อมูลสุขภาพถูกจัดเก็บบนอุปกรณ์และสามารถซิงค์ผ่าน iCloud ได้เมื่อผู้ใช้เปิดใช้งาน ข้อมูลสุขภาพบนเครื่องได้รับการปกป้องด้วยรหัสผ่าน Face ID หรือ Touch ID ผู้ใช้ควรเปิดการยืนยันตัวตนสองชั้นและตรวจสอบอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกับบัญชี Apple เป็นประจำ

แอปอื่นสามารถดูข้อมูลสุขภาพทั้งหมดได้หรือไม่

ไม่ได้โดยอัตโนมัติ แอปต้องขออนุญาตจากผู้ใช้ก่อน และสิทธิ์จะถูกแยกตามประเภทข้อมูล รวมถึงแยกสิทธิ์การอ่านกับการเขียน ผู้ใช้สามารถปิดสิทธิ์บางประเภทหรือยกเลิกการเข้าถึงของแอปได้ตลอดเวลาจากหน้าโปรไฟล์ในแอปสุขภาพ

Apple Health ใช้แทนการตรวจสุขภาพกับแพทย์ได้หรือไม่

ไม่ควรใช้แทนการตรวจหรือวินิจฉัยจากแพทย์ ข้อมูลจาก iPhone, Apple Watch และอุปกรณ์สุขภาพเหมาะสำหรับติดตามแนวโน้มและช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจพฤติกรรมสุขภาพของตนเอง หากพบค่าผิดปกติ มีอาการรุนแรง หรือสงสัยเกี่ยวกับโรค ควรติดต่อแพทย์หรือสถานพยาบาล

หมายเหตุ: ชื่อเมนู ความสามารถ และประเภทข้อมูลอาจแตกต่างกันตามรุ่นอุปกรณ์ เวอร์ชันระบบปฏิบัติการ อายุ และประเทศหรือภูมิภาคที่ใช้งาน

ความคิดเห็น

Labels