AVIF คืออะไร เหมาะกับการใช้งานประเภทไหน และ Browser หรืออุปกรณ์รองรับหรือไม่

AVIF photo file type

AVIF เป็นรูปแบบไฟล์ภาพยุคใหม่ที่ได้รับความสนใจจากนักพัฒนาเว็บไซต์ เจ้าของเว็บไซต์ และผู้ดูแลระบบ เนื่องจากสามารถลดขนาดไฟล์ภาพได้มาก ขณะเดียวกันยังรักษาความคมชัด สีสัน และรายละเอียดของภาพได้ดี

เมื่อเปรียบเทียบกับไฟล์ภาพแบบเดิมอย่าง JPG, PNG หรือแม้แต่ WebP การใช้ภาพขนาดเล็กลงช่วยให้เว็บไซต์โหลดเร็ว ประหยัดแบนด์วิดท์ และส่งผลดีต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะผู้ที่เข้าชมผ่านสมาร์ตโฟน หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วจำกัด

อย่างไรก็ตาม AVIF ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณา เช่น ความเร็วในการแปลงไฟล์ การรองรับของโปรแกรมแต่งภาพ ระบบปฏิบัติการ และ Browser รุ่นเก่า เจ้าของเว็บไซต์จึงควรเข้าใจทั้งข้อดี ข้อจำกัด และวิธีจัดเตรียมไฟล์สำรอง เพื่อให้ภาพแสดงผลได้อย่างถูกต้องบนอุปกรณ์ทุกประเภท บทความนี้จะอธิบายว่า AVIF คืออะไร เหมาะกับงานแบบใด และควรนำไปใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

AVIF คืออะไร

AVIF อ่านว่า "เอ-วิฟ" (A-vif)  ย่อมาจาก AV1 Image File Format เป็นรูปแบบไฟล์ภาพที่ใช้เทคโนโลยีการบีบอัดจาก AV1 ซึ่งเดิมถูกพัฒนาขึ้นสำหรับการบีบอัดวิดีโอประสิทธิภาพสูง โดย AVIF ถูกออกแบบมาเพื่อให้ได้ไฟล์ภาพที่มีขนาดเล็กลง แต่ยังคงรายละเอียดและคุณภาพของภาพในระดับที่ดี

รูปแบบดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดย Alliance for Open Media หรือ AOMedia ซึ่งมีสมาชิกเป็นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Google, Microsoft, Apple, Mozilla, Amazon, Netflix และ Meta จุดสำคัญคือ AVIF เป็นมาตรฐานแบบเปิด และสามารถนำไปใช้งานได้โดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์รูปแบบไฟล์

AVIF รองรับทั้งการบีบอัดแบบสูญเสียข้อมูล หรือ Lossy และแบบไม่สูญเสียข้อมูล หรือ Lossless รวมถึงรองรับพื้นหลังโปร่งใส ภาพเคลื่อนไหว HDR ช่วงสีแบบ Wide Color Gamut และความลึกสีสูงกว่าไฟล์ภาพทั่วไป จึงสามารถนำไปใช้แทน JPG, PNG และ GIF ได้ในหลายสถานการณ์

นามสกุลไฟล์: .avif

MIME Type สำหรับ Web Server: image/avif

การกำหนด MIME Type ให้ถูกต้องมีความสำคัญ เพราะช่วยให้ Browser เข้าใจว่าไฟล์ที่กำลังโหลดเป็นภาพประเภท AVIF และสามารถประมวลผลได้อย่างเหมาะสม

AVIF ทำงานอย่างไร

ไฟล์ภาพดิจิทัลประกอบด้วยข้อมูลจำนวนมาก เช่น สีของแต่ละพิกเซล ความสว่าง ความโปร่งใส และรายละเอียดของพื้นผิว หากจัดเก็บโดยไม่มีการบีบอัด ขนาดไฟล์จะใหญ่มาก AVIF ใช้อัลกอริทึมจาก AV1 เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในภาพและลดข้อมูลที่ซ้ำกัน หรือข้อมูลที่สายตามนุษย์สังเกตเห็นได้ยาก

ตัวอย่างเช่น ภาพท้องฟ้าซึ่งมีพื้นที่สีฟ้าคล้ายกันจำนวนมาก AVIF สามารถจัดเก็บข้อมูลส่วนดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องบันทึกข้อมูลเต็มรูปแบบสำหรับทุกพิกเซล ส่งผลให้ไฟล์มีขนาดเล็กลง

AVIF สามารถใช้ความลึกสี 8 บิต 10 บิต หรือ 12 บิตต่อช่องสี ขณะที่ไฟล์ภาพทั่วไปจำนวนมากใช้เพียง 8 บิต ความลึกสีที่มากขึ้นช่วยลดปัญหาสีเป็นชั้น หรือ Color Banding ซึ่งมักเกิดในภาพท้องฟ้า แสงไล่ระดับ เงามืด หรือภาพ HDR

จุดเด่นของไฟล์ AVIF

1. ขนาดไฟล์เล็ก

จุดเด่นสำคัญของ AVIF คือประสิทธิภาพในการบีบอัดสูง โดยทั่วไปสามารถสร้างไฟล์ที่เล็กกว่า JPG และ PNG และในหลายกรณีอาจเล็กกว่า WebP ที่คุณภาพภาพใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตาม ขนาดไฟล์จริงขึ้นอยู่กับลักษณะของภาพ ระดับคุณภาพที่เลือก โปรแกรมแปลงไฟล์ และการตั้งค่าการเข้ารหัส ดังนั้นไม่ควรสรุปว่า AVIF จะเล็กกว่าทุกรูปแบบในทุกกรณี แต่ควรทดสอบกับภาพจริงก่อนนำไปใช้งาน

2. ช่วยให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น

ภาพมักเป็นองค์ประกอบที่ใช้แบนด์วิดท์มากที่สุดบนหน้าเว็บไซต์ การลดขนาดภาพช่วยลดเวลาการดาวน์โหลด และอาจช่วยปรับปรุงค่า Largest Contentful Paint หรือ LCP ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัด Core Web Vitals ที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์

เว็บไซต์ที่มีภาพจำนวนมาก เช่น เว็บไซต์โรงแรม เว็บไซต์ท่องเที่ยว ร้านค้าออนไลน์ เว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์ และเว็บไซต์ข่าว จะได้รับประโยชน์จากการลดขนาดไฟล์อย่างชัดเจน

3. รองรับภาพพื้นหลังโปร่งใส

AVIF รองรับ Alpha Transparency หรือพื้นหลังโปร่งใสคล้ายกับ PNG และ WebP จึงสามารถใช้กับภาพสินค้า กราฟิก ไอคอน หรือองค์ประกอบที่ต้องวางทับบนพื้นหลังหลายสีได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับโลโก้ ไอคอน หรือกราฟิกที่สร้างจากเส้นและรูปทรง ควรพิจารณาใช้ SVG ก่อน เนื่องจาก SVG สามารถขยายขนาดได้โดยไม่สูญเสียความคมชัด และมักเหมาะกับกราฟิกแบบเวกเตอร์มากกว่า

4. รองรับภาพ HDR และช่วงสีกว้าง

AVIF รองรับ High Dynamic Range และ Wide Color Gamut ช่วยให้สามารถแสดงรายละเอียด ในบริเวณสว่างและมืดได้ดี รวมทั้งรองรับช่วงสีที่กว้างกว่าภาพแบบมาตรฐาน

คุณสมบัตินี้เหมาะกับภาพถ่ายระดับมืออาชีพ ภาพสินค้า ภาพสถานที่ท่องเที่ยว ภาพห้องพักโรงแรม งานภาพยนตร์ และงานที่ต้องการความแม่นยำด้านสี แต่ผู้ชมจะเห็นประโยชน์ได้เต็มที่ เมื่อใช้อุปกรณ์ หน้าจอ ระบบปฏิบัติการ และ Browser ที่รองรับ HDR ด้วย

5. รองรับภาพเคลื่อนไหว

AVIF สามารถจัดเก็บภาพหลายเฟรมและสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ จึงสามารถนำมาใช้แทน GIF หรือ Animated WebP ได้ในบางกรณี

ภาพเคลื่อนไหว AVIF อาจมีขนาดเล็กกว่า GIF มากและรองรับสีได้ดีกว่า แต่การถอดรหัสภาพเคลื่อนไหวอาจใช้ทรัพยากรสูงกว่า อีกทั้ง Browser หรือระบบปฏิบัติการบางรุ่น อาจแสดงผลภาพเคลื่อนไหวและความโปร่งใสได้ไม่สมบูรณ์ จึงควรทดสอบกับอุปกรณ์จริงก่อนใช้งาน

ข้อจำกัดของ AVIF

ใช้เวลาแปลงไฟล์นานกว่า

การเข้ารหัส AVIF มีความซับซ้อนสูงกว่า JPG หรือ WebP โดยเฉพาะเมื่อต้องการไฟล์ขนาดเล็กและคุณภาพสูง การแปลงภาพจำนวนมากจึงอาจใช้เวลาและทรัพยากรของ CPU มากกว่า

สำหรับเว็บไซต์ที่มีการอัปโหลดภาพจำนวนมากแบบ Real-Time ควรใช้บริการประมวลผลภาพผ่าน CDN, Cloud Image Service หรือระบบ Background Processing แทนการแปลงภาพทันทีบน Web Server หลัก

โปรแกรมบางประเภทอาจยังไม่รองรับ

แม้ Browser สมัยใหม่จะรองรับ AVIF แล้ว แต่โปรแกรมสำนักงาน โปรแกรมจัดการเอกสาร โปรแกรมส่งอีเมล ระบบ CMS หรือโปรแกรมแต่งภาพบางรุ่นอาจยังเปิด นำเข้า หรือแสดงตัวอย่างไฟล์ AVIF ไม่ได้

การที่ Chrome เปิดไฟล์ AVIF ได้ ไม่ได้หมายความว่า Microsoft Office, File Explorer, โปรแกรมบัญชี หรือระบบอัปโหลดรูปภาพทุกแห่งจะรองรับโดยอัตโนมัติ การรองรับจึงต้องตรวจสอบเป็นรายโปรแกรมและรายระบบ

ไม่เหมาะสำหรับใช้เป็นไฟล์ต้นฉบับทุกประเภท

AVIF เหมาะกับการเผยแพร่และส่งมอบภาพ แต่ไม่ควรใช้แทนไฟล์ต้นฉบับสำหรับงานที่ต้องแก้ไขซ้ำหลายครั้ง

ช่างภาพควรเก็บไฟล์ RAW ส่วนงานกราฟิกควรเก็บไฟล์ PSD, AI, TIFF หรือ PNG ต้นฉบับไว้ แล้วจึงส่งออกเป็น AVIF สำหรับใช้งานบนเว็บไซต์ การบันทึกและแปลงไฟล์แบบ Lossy ซ้ำหลายครั้ง อาจทำให้รายละเอียดของภาพลดลง

ภาพขนาดเล็กอาจไม่ได้ประหยัดกว่าเสมอ

สำหรับไอคอน ภาพขนาดเล็ก หรือกราฟิกที่มีสีไม่มาก ส่วนหัวและโครงสร้างของไฟล์ AVIF อาจทำให้ไฟล์ไม่ได้เล็กกว่า PNG, WebP หรือ SVG อย่างชัดเจน

แนวทางที่เหมาะสมคือทดสอบไฟล์หลายรูปแบบ แล้วเลือกไฟล์ที่มีขนาดเล็กที่สุด โดยยังรักษาคุณภาพตามที่ต้องการ

AVIF เหมาะกับการใช้งานประเภทใด

1. ภาพประกอบเว็บไซต์และบทความ

AVIF เหมาะกับภาพปกบทความ ภาพประกอบเนื้อหา ภาพข่าว ภาพกิจกรรม และภาพที่แสดงบนหน้า Blog โดยเฉพาะภาพถ่ายขนาดใหญ่

สำหรับเว็บไซต์ Blogger หรือ WordPress เจ้าของเว็บไซต์ควรตรวจสอบว่าระบบอัปโหลด Template, Plugin และ CDN รองรับไฟล์ AVIF หรือไม่ หากระบบไม่รองรับการอัปโหลดโดยตรง อาจจัดเก็บไฟล์บน Server หรือ CDN ภายนอกแล้วนำ URL มาแสดงบนเว็บไซต์

2. เว็บไซต์โรงแรมและท่องเที่ยว

เว็บไซต์โรงแรมมักมีภาพขนาดใหญ่และจำนวนมาก เช่น ภาพห้องพัก ร้านอาหาร สระว่ายน้ำ ห้องประชุม สปา และสถานที่ท่องเที่ยว ภาพเหล่านี้ส่งผลต่อความเร็วของหน้าเว็บไซต์โดยตรง

การใช้ AVIF สำหรับภาพ Hero Banner, Room Gallery และภาพแพ็กเกจ สามารถลดปริมาณข้อมูลที่ผู้เข้าชมต้องดาวน์โหลด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เปิดเว็บไซต์ ผ่านโทรศัพท์มือถือหรือใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตขณะเดินทาง

ข้อควรระวัง: ภาพโรงแรมต้องสื่อถึงความสะอาด สีสัน บรรยากาศ และรายละเอียดของสถานที่อย่างถูกต้อง จึงไม่ควรลดคุณภาพการบีบอัดมากเกินไปเพียงเพื่อให้ได้ไฟล์ขนาดเล็ก

3. ร้านค้าออนไลน์

AVIF เหมาะกับภาพสินค้า ภาพรายละเอียดสินค้า และภาพแบนเนอร์โปรโมชั่น เว็บไซต์ E-commerce ที่มีสินค้าหลายร้อยหรือหลายพันรายการ อาจลดการใช้พื้นที่จัดเก็บและแบนด์วิดท์ได้มาก

ควรสร้างภาพหลายขนาดตามตำแหน่งที่ใช้งาน เช่น Thumbnail, Product List, Product Detail และ Zoom Image ไม่ควรนำภาพความละเอียดสูงไฟล์เดียว ไปแสดงทุกตำแหน่ง แม้ว่าภาพนั้นจะถูกบีบอัดเป็น AVIF แล้วก็ตาม

4. เว็บไซต์ข่าวและ Content Platform

เว็บไซต์ข่าวมีการอัปโหลดภาพใหม่อย่างต่อเนื่อง การแปลงภาพเป็น AVIF อัตโนมัติ ผ่านระบบ CMS หรือ Image CDN ช่วยลดขนาดหน้าเว็บไซต์ และรองรับผู้เข้าชมจำนวนมากได้ดีขึ้น

ควรเก็บ JPG หรือ PNG ต้นฉบับไว้ เพื่อรองรับการส่งต่อภาพไปยัง Social Media, ระบบพิมพ์ หรือแพลตฟอร์มอื่นที่อาจยังไม่รองรับ AVIF

5. Web Application และ Mobile Application

นักพัฒนาสามารถใช้ AVIF เป็นไฟล์ภาพภายใน Web Application หรือ Mobile Application ได้ แต่ต้องตรวจสอบเวอร์ชันระบบปฏิบัติการขั้นต่ำ และ Library ที่ใช้ถอดรหัสภาพ

Android รุ่นใหม่รองรับ AVIF ในระดับแพลตฟอร์มมากขึ้น แต่อุปกรณ์บางรุ่นอาจมีความสามารถแตกต่างกันตามผู้ผลิต ชิปประมวลผล แอปพลิเคชัน และเวอร์ชันของระบบปฏิบัติการ

Browser ใดรองรับ AVIF

Browser หลักในปัจจุบันรองรับการแสดงภาพ AVIF แล้ว ได้แก่ Google Chrome, Microsoft Edge, Mozilla Firefox, Safari, Opera และ Samsung Internet รุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม Browser รุ่นเก่าอาจไม่รองรับ หรือรองรับคุณสมบัติบางส่วนไม่สมบูรณ์

Browser สถานะการรองรับโดยทั่วไป ข้อสังเกต
Google Chrome รองรับ ควรใช้ Chrome รุ่นปัจจุบันเพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัย
Microsoft Edge รองรับ Edge รุ่นใหม่ใช้พื้นฐาน Chromium และรองรับ AVIF
Mozilla Firefox รองรับ รองรับภาพ AVIF ใน Firefox รุ่นใหม่
Apple Safari รองรับในรุ่นใหม่ อุปกรณ์ Apple และ Safari รุ่นเก่าอาจไม่รองรับครบถ้วน
Opera รองรับ ใช้พื้นฐาน Chromium ในรุ่นปัจจุบัน
Samsung Internet รองรับในรุ่นใหม่ ขึ้นอยู่กับเวอร์ชัน Browser และ Android ของอุปกรณ์
Internet Explorer ไม่รองรับ ควรใช้ JPG หรือ PNG เป็นไฟล์สำรอง
Browser รุ่นเก่า อาจไม่รองรับ ควรจัดเตรียม WebP, JPG หรือ PNG สำรอง

อุปกรณ์ใดรองรับ AVIF

คอมพิวเตอร์ Windows

ผู้ใช้ Windows สามารถเปิดไฟล์ AVIF ผ่าน Browser รุ่นปัจจุบัน เช่น Chrome, Edge และ Firefox ได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม การแสดงภาพตัวอย่างใน File Explorer การเปิดด้วยโปรแกรม Photos หรือการนำเข้าไฟล์ในโปรแกรมอื่น อาจขึ้นอยู่กับเวอร์ชัน Windows, Codec และตัวโปรแกรม หากเปิดไม่ได้ สามารถเปิดผ่าน Browser หรือแปลงเป็น JPG, PNG หรือ WebP ก่อนใช้งาน

Mac, iPhone และ iPad

อุปกรณ์ Apple และ Safari รุ่นใหม่รองรับ AVIF แล้ว แต่อุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการรุ่นเก่าอาจไม่สามารถแสดงภาพได้ครบถ้วน เว็บไซต์ที่ยังมีผู้ใช้เครื่องรุ่นเก่าจำนวนมากจึงควรมีไฟล์สำรอง

โทรศัพท์และแท็บเล็ต Android

Android รุ่นใหม่รองรับภาพ AVIF ในระดับแพลตฟอร์ม แต่ความสามารถจริงอาจขึ้นอยู่กับผู้ผลิตอุปกรณ์ รุ่นของ Android ชิปประมวลผล และแอปพลิเคชันที่ใช้เปิดไฟล์

วิธีใช้ AVIF บนเว็บไซต์อย่างปลอดภัย

แม้ Browser หลักจะรองรับ AVIF แล้ว แต่แนวทางที่ปลอดภัยคือใช้ HTML <picture> เพื่อกำหนดไฟล์สำรอง

<picture>
  <source srcset="hotel-room.avif" type="image/avif">
  <source srcset="hotel-room.webp" type="image/webp">
  <img
    src="hotel-room.jpg"
    alt="ห้องพักโรงแรมพร้อมวิวเมือง"
    width="1200"
    height="800"
    loading="lazy">
</picture>

Browser จะตรวจสอบไฟล์จากบนลงล่าง หากรองรับ AVIF จะโหลดไฟล์ AVIF หากไม่รองรับจะทดลอง WebP และสุดท้ายจึงใช้ JPG

สำหรับภาพพื้นหลังใน CSS สามารถใช้ image-set() เพื่อกำหนดรูปแบบภาพสำรองได้

.hero-banner {
  background-image: image-set(
    url("banner.avif") type("image/avif"),
    url("banner.webp") type("image/webp"),
    url("banner.jpg") type("image/jpeg")
  );
}

Browser ที่รองรับจะเลือกไฟล์ที่เหมาะสมตามชนิดของภาพที่สามารถแสดงได้

แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพ AVIF สำหรับ SEO

การเปลี่ยนภาพเป็น AVIF อย่างเดียวไม่สามารถรับประกันว่าเว็บไซต์จะเร็วขึ้น หรือได้อันดับ SEO ดีขึ้น จำเป็นต้องใช้ร่วมกับการปรับแต่งด้านอื่น

  • กำหนดค่า width และ height ของภาพเพื่อลด Layout Shift
  • ใช้ loading="lazy" กับภาพที่อยู่นอกหน้าจอ
  • ไม่ควรใช้ Lazy Load กับภาพ Hero หรือภาพหลักที่เป็น LCP
  • สร้างภาพหลายขนาดและใช้ srcset สำหรับอุปกรณ์แต่ละขนาด
  • ไม่ควรส่งภาพขนาดใหญ่เกินกว่าพื้นที่แสดงผลจริง
  • เขียนข้อความ Alt Text ที่อธิบายเนื้อหาของภาพอย่างถูกต้อง
  • บีบอัดภาพในระดับที่สมดุลระหว่างคุณภาพและขนาดไฟล์
  • ใช้ CDN เพื่อกระจายไฟล์ภาพไปยังผู้ใช้งานในแต่ละพื้นที่
  • ทดสอบเว็บไซต์ด้วย PageSpeed Insights หรือ Lighthouse
ไม่ควร Preload ทั้งภาพ AVIF และ WebP พร้อมกันโดยไม่จำเป็น เพราะ Browser อาจดาวน์โหลดไฟล์มากกว่าหนึ่งรูปแบบ ทำให้สิ้นเปลืองแบนด์วิดท์และไม่ได้ช่วยให้หน้าเว็บเร็วขึ้น

เปรียบเทียบ AVIF, WebP, JPG และ PNG

คุณสมบัติ AVIF WebP JPG PNG
การบีบอัดแบบ Lossy ดีมาก ดี ดี ไม่ใช่จุดเด่น
การบีบอัดแบบ Lossless รองรับ รองรับ ไม่รองรับ รองรับ
พื้นหลังโปร่งใส รองรับ รองรับ ไม่รองรับ รองรับ
ภาพเคลื่อนไหว รองรับ รองรับ ไม่รองรับ ไม่ใช่คุณสมบัติหลัก
HDR และช่วงสีกว้าง รองรับดี รองรับจำกัดกว่า จำกัด ไม่ใช่จุดเด่น
การรองรับ Browser รุ่นเก่า น้อยกว่า ค่อนข้างกว้าง กว้างมาก กว้างมาก
ความเร็วในการเข้ารหัส ค่อนข้างช้า เร็วกว่า AVIF เร็ว เร็ว
การใช้งานที่เหมาะสม ภาพถ่ายและเว็บไซต์สมัยใหม่ เว็บไซต์ทั่วไปและไฟล์สำรอง ภาพถ่ายที่ต้องการรองรับทุกระบบ ภาพโปร่งใสและกราฟิกคมชัด

สำหรับเว็บไซต์ใหม่ AVIF เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับภาพถ่ายและภาพขนาดใหญ่ ส่วน WebP เป็นตัวเลือกที่สมดุลด้านขนาดไฟล์ ความเร็วในการแปลง และการรองรับระบบ ขณะที่ JPG และ PNG ยังมีความสำคัญในฐานะไฟล์สำรอง และสำหรับระบบที่ต้องการความเข้ากันได้สูงสุด

สรุป

AVIF เป็นไฟล์ภาพสมัยใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพการบีบอัดสูง รองรับภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว พื้นหลังโปร่งใส HDR และสีความลึกสูง เหมาะอย่างยิ่งกับเว็บไซต์ที่มีภาพจำนวนมาก เช่น เว็บไซต์โรงแรม ร้านค้าออนไลน์ เว็บไซต์ท่องเที่ยว Blog และ Content Platform

Browser หลักในปัจจุบันรองรับ AVIF แล้ว แต่ระบบปฏิบัติการ โปรแกรมสำนักงาน โปรแกรมแต่งภาพ และ Browser รุ่นเก่าบางส่วน อาจยังมีข้อจำกัด แนวทางที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การยกเลิก JPG, PNG หรือ WebP ทั้งหมด แต่ควรใช้ AVIF เป็นรูปแบบหลักสำหรับการส่งภาพบนเว็บไซต์ พร้อมจัดเตรียม WebP หรือ JPG เป็นไฟล์สำรอง

ก่อนใช้งานจริงควรเปรียบเทียบขนาดไฟล์ ตรวจสอบคุณภาพภาพ ทดสอบบนอุปกรณ์หลายประเภท และตรวจสอบความเร็วในการถอดรหัส โดยเฉพาะภาพขนาดใหญ่ ภาพโปร่งใส และภาพเคลื่อนไหว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไฟล์ AVIF

AVIF ดีกว่า WebP หรือไม่

AVIF มักให้ไฟล์ที่เล็กและรักษารายละเอียดได้ดี โดยเฉพาะภาพถ่าย และภาพที่มีการไล่ระดับสี ส่วน WebP แปลงไฟล์ได้เร็วกว่า และรองรับโปรแกรมกับระบบเก่าได้กว้างกว่า

ทางเลือกที่เหมาะสมคือใช้ AVIF เป็นไฟล์หลัก ใช้ WebP เป็นไฟล์สำรอง และใช้ JPG หรือ PNG เป็นตัวเลือกสุดท้ายสำหรับ Browser หรือระบบรุ่นเก่า

ควรเปลี่ยนภาพทั้งหมดบนเว็บไซต์เป็น AVIF หรือไม่

ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนภาพทั้งหมด ควรเริ่มจากภาพขนาดใหญ่ เช่น Hero Image, Banner, ภาพห้องพัก ภาพสถานที่ และภาพสินค้า

ส่วนโลโก้ควรพิจารณาใช้ SVG และภาพที่ต้องใช้งานร่วมกับโปรแกรม หรือแพลตฟอร์มหลายประเภท อาจยังควรเก็บต้นฉบับเป็น JPG หรือ PNG

ทำไมเปิดไฟล์ AVIF บนคอมพิวเตอร์ไม่ได้

สาเหตุอาจเกิดจากระบบปฏิบัติการ โปรแกรมดูภาพ หรือ Codec ที่ติดตั้ง ยังไม่รองรับ AVIF แม้ Browser รุ่นใหม่จะสามารถแสดงผลไฟล์ได้

วิธีแก้เบื้องต้นคือเปิดไฟล์ด้วย Chrome, Edge, Firefox หรือ Safari รุ่นใหม่ หรือลองแปลงไฟล์เป็น JPG, PNG หรือ WebP ก่อนนำไปใช้งานในโปรแกรมอื่น

ความคิดเห็น

The Most/Recent Articles

เจาะลึกไอที เทคโนโลยีแบบเข้าใจง่าย

แนะนำทิปส์ใช้งานจริง ครอบคลุมคอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีเอไอ อัพเดทล่าสุด !! Free Online Tools (ย้ายไปเว็บน้องใหม่ www.toolszaa.com)

Slider

AVIF คืออะไร เหมาะกับการใช้งานประเภทไหน และ Browser หรืออุปกรณ์รองรับหรือไม่

AVIF photo file type

AVIF เป็นรูปแบบไฟล์ภาพยุคใหม่ที่ได้รับความสนใจจากนักพัฒนาเว็บไซต์ เจ้าของเว็บไซต์ และผู้ดูแลระบบ เนื่องจากสามารถลดขนาดไฟล์ภาพได้มาก ขณะเดียวกันยังรักษาความคมชัด สีสัน และรายละเอียดของภาพได้ดี

เมื่อเปรียบเทียบกับไฟล์ภาพแบบเดิมอย่าง JPG, PNG หรือแม้แต่ WebP การใช้ภาพขนาดเล็กลงช่วยให้เว็บไซต์โหลดเร็ว ประหยัดแบนด์วิดท์ และส่งผลดีต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะผู้ที่เข้าชมผ่านสมาร์ตโฟน หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วจำกัด

อย่างไรก็ตาม AVIF ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณา เช่น ความเร็วในการแปลงไฟล์ การรองรับของโปรแกรมแต่งภาพ ระบบปฏิบัติการ และ Browser รุ่นเก่า เจ้าของเว็บไซต์จึงควรเข้าใจทั้งข้อดี ข้อจำกัด และวิธีจัดเตรียมไฟล์สำรอง เพื่อให้ภาพแสดงผลได้อย่างถูกต้องบนอุปกรณ์ทุกประเภท บทความนี้จะอธิบายว่า AVIF คืออะไร เหมาะกับงานแบบใด และควรนำไปใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

AVIF คืออะไร

AVIF อ่านว่า "เอ-วิฟ" (A-vif)  ย่อมาจาก AV1 Image File Format เป็นรูปแบบไฟล์ภาพที่ใช้เทคโนโลยีการบีบอัดจาก AV1 ซึ่งเดิมถูกพัฒนาขึ้นสำหรับการบีบอัดวิดีโอประสิทธิภาพสูง โดย AVIF ถูกออกแบบมาเพื่อให้ได้ไฟล์ภาพที่มีขนาดเล็กลง แต่ยังคงรายละเอียดและคุณภาพของภาพในระดับที่ดี

รูปแบบดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดย Alliance for Open Media หรือ AOMedia ซึ่งมีสมาชิกเป็นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Google, Microsoft, Apple, Mozilla, Amazon, Netflix และ Meta จุดสำคัญคือ AVIF เป็นมาตรฐานแบบเปิด และสามารถนำไปใช้งานได้โดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์รูปแบบไฟล์

AVIF รองรับทั้งการบีบอัดแบบสูญเสียข้อมูล หรือ Lossy และแบบไม่สูญเสียข้อมูล หรือ Lossless รวมถึงรองรับพื้นหลังโปร่งใส ภาพเคลื่อนไหว HDR ช่วงสีแบบ Wide Color Gamut และความลึกสีสูงกว่าไฟล์ภาพทั่วไป จึงสามารถนำไปใช้แทน JPG, PNG และ GIF ได้ในหลายสถานการณ์

นามสกุลไฟล์: .avif

MIME Type สำหรับ Web Server: image/avif

การกำหนด MIME Type ให้ถูกต้องมีความสำคัญ เพราะช่วยให้ Browser เข้าใจว่าไฟล์ที่กำลังโหลดเป็นภาพประเภท AVIF และสามารถประมวลผลได้อย่างเหมาะสม

AVIF ทำงานอย่างไร

ไฟล์ภาพดิจิทัลประกอบด้วยข้อมูลจำนวนมาก เช่น สีของแต่ละพิกเซล ความสว่าง ความโปร่งใส และรายละเอียดของพื้นผิว หากจัดเก็บโดยไม่มีการบีบอัด ขนาดไฟล์จะใหญ่มาก AVIF ใช้อัลกอริทึมจาก AV1 เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในภาพและลดข้อมูลที่ซ้ำกัน หรือข้อมูลที่สายตามนุษย์สังเกตเห็นได้ยาก

ตัวอย่างเช่น ภาพท้องฟ้าซึ่งมีพื้นที่สีฟ้าคล้ายกันจำนวนมาก AVIF สามารถจัดเก็บข้อมูลส่วนดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องบันทึกข้อมูลเต็มรูปแบบสำหรับทุกพิกเซล ส่งผลให้ไฟล์มีขนาดเล็กลง

AVIF สามารถใช้ความลึกสี 8 บิต 10 บิต หรือ 12 บิตต่อช่องสี ขณะที่ไฟล์ภาพทั่วไปจำนวนมากใช้เพียง 8 บิต ความลึกสีที่มากขึ้นช่วยลดปัญหาสีเป็นชั้น หรือ Color Banding ซึ่งมักเกิดในภาพท้องฟ้า แสงไล่ระดับ เงามืด หรือภาพ HDR

จุดเด่นของไฟล์ AVIF

1. ขนาดไฟล์เล็ก

จุดเด่นสำคัญของ AVIF คือประสิทธิภาพในการบีบอัดสูง โดยทั่วไปสามารถสร้างไฟล์ที่เล็กกว่า JPG และ PNG และในหลายกรณีอาจเล็กกว่า WebP ที่คุณภาพภาพใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตาม ขนาดไฟล์จริงขึ้นอยู่กับลักษณะของภาพ ระดับคุณภาพที่เลือก โปรแกรมแปลงไฟล์ และการตั้งค่าการเข้ารหัส ดังนั้นไม่ควรสรุปว่า AVIF จะเล็กกว่าทุกรูปแบบในทุกกรณี แต่ควรทดสอบกับภาพจริงก่อนนำไปใช้งาน

2. ช่วยให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น

ภาพมักเป็นองค์ประกอบที่ใช้แบนด์วิดท์มากที่สุดบนหน้าเว็บไซต์ การลดขนาดภาพช่วยลดเวลาการดาวน์โหลด และอาจช่วยปรับปรุงค่า Largest Contentful Paint หรือ LCP ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัด Core Web Vitals ที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์

เว็บไซต์ที่มีภาพจำนวนมาก เช่น เว็บไซต์โรงแรม เว็บไซต์ท่องเที่ยว ร้านค้าออนไลน์ เว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์ และเว็บไซต์ข่าว จะได้รับประโยชน์จากการลดขนาดไฟล์อย่างชัดเจน

3. รองรับภาพพื้นหลังโปร่งใส

AVIF รองรับ Alpha Transparency หรือพื้นหลังโปร่งใสคล้ายกับ PNG และ WebP จึงสามารถใช้กับภาพสินค้า กราฟิก ไอคอน หรือองค์ประกอบที่ต้องวางทับบนพื้นหลังหลายสีได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับโลโก้ ไอคอน หรือกราฟิกที่สร้างจากเส้นและรูปทรง ควรพิจารณาใช้ SVG ก่อน เนื่องจาก SVG สามารถขยายขนาดได้โดยไม่สูญเสียความคมชัด และมักเหมาะกับกราฟิกแบบเวกเตอร์มากกว่า

4. รองรับภาพ HDR และช่วงสีกว้าง

AVIF รองรับ High Dynamic Range และ Wide Color Gamut ช่วยให้สามารถแสดงรายละเอียด ในบริเวณสว่างและมืดได้ดี รวมทั้งรองรับช่วงสีที่กว้างกว่าภาพแบบมาตรฐาน

คุณสมบัตินี้เหมาะกับภาพถ่ายระดับมืออาชีพ ภาพสินค้า ภาพสถานที่ท่องเที่ยว ภาพห้องพักโรงแรม งานภาพยนตร์ และงานที่ต้องการความแม่นยำด้านสี แต่ผู้ชมจะเห็นประโยชน์ได้เต็มที่ เมื่อใช้อุปกรณ์ หน้าจอ ระบบปฏิบัติการ และ Browser ที่รองรับ HDR ด้วย

5. รองรับภาพเคลื่อนไหว

AVIF สามารถจัดเก็บภาพหลายเฟรมและสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ จึงสามารถนำมาใช้แทน GIF หรือ Animated WebP ได้ในบางกรณี

ภาพเคลื่อนไหว AVIF อาจมีขนาดเล็กกว่า GIF มากและรองรับสีได้ดีกว่า แต่การถอดรหัสภาพเคลื่อนไหวอาจใช้ทรัพยากรสูงกว่า อีกทั้ง Browser หรือระบบปฏิบัติการบางรุ่น อาจแสดงผลภาพเคลื่อนไหวและความโปร่งใสได้ไม่สมบูรณ์ จึงควรทดสอบกับอุปกรณ์จริงก่อนใช้งาน

ข้อจำกัดของ AVIF

ใช้เวลาแปลงไฟล์นานกว่า

การเข้ารหัส AVIF มีความซับซ้อนสูงกว่า JPG หรือ WebP โดยเฉพาะเมื่อต้องการไฟล์ขนาดเล็กและคุณภาพสูง การแปลงภาพจำนวนมากจึงอาจใช้เวลาและทรัพยากรของ CPU มากกว่า

สำหรับเว็บไซต์ที่มีการอัปโหลดภาพจำนวนมากแบบ Real-Time ควรใช้บริการประมวลผลภาพผ่าน CDN, Cloud Image Service หรือระบบ Background Processing แทนการแปลงภาพทันทีบน Web Server หลัก

โปรแกรมบางประเภทอาจยังไม่รองรับ

แม้ Browser สมัยใหม่จะรองรับ AVIF แล้ว แต่โปรแกรมสำนักงาน โปรแกรมจัดการเอกสาร โปรแกรมส่งอีเมล ระบบ CMS หรือโปรแกรมแต่งภาพบางรุ่นอาจยังเปิด นำเข้า หรือแสดงตัวอย่างไฟล์ AVIF ไม่ได้

การที่ Chrome เปิดไฟล์ AVIF ได้ ไม่ได้หมายความว่า Microsoft Office, File Explorer, โปรแกรมบัญชี หรือระบบอัปโหลดรูปภาพทุกแห่งจะรองรับโดยอัตโนมัติ การรองรับจึงต้องตรวจสอบเป็นรายโปรแกรมและรายระบบ

ไม่เหมาะสำหรับใช้เป็นไฟล์ต้นฉบับทุกประเภท

AVIF เหมาะกับการเผยแพร่และส่งมอบภาพ แต่ไม่ควรใช้แทนไฟล์ต้นฉบับสำหรับงานที่ต้องแก้ไขซ้ำหลายครั้ง

ช่างภาพควรเก็บไฟล์ RAW ส่วนงานกราฟิกควรเก็บไฟล์ PSD, AI, TIFF หรือ PNG ต้นฉบับไว้ แล้วจึงส่งออกเป็น AVIF สำหรับใช้งานบนเว็บไซต์ การบันทึกและแปลงไฟล์แบบ Lossy ซ้ำหลายครั้ง อาจทำให้รายละเอียดของภาพลดลง

ภาพขนาดเล็กอาจไม่ได้ประหยัดกว่าเสมอ

สำหรับไอคอน ภาพขนาดเล็ก หรือกราฟิกที่มีสีไม่มาก ส่วนหัวและโครงสร้างของไฟล์ AVIF อาจทำให้ไฟล์ไม่ได้เล็กกว่า PNG, WebP หรือ SVG อย่างชัดเจน

แนวทางที่เหมาะสมคือทดสอบไฟล์หลายรูปแบบ แล้วเลือกไฟล์ที่มีขนาดเล็กที่สุด โดยยังรักษาคุณภาพตามที่ต้องการ

AVIF เหมาะกับการใช้งานประเภทใด

1. ภาพประกอบเว็บไซต์และบทความ

AVIF เหมาะกับภาพปกบทความ ภาพประกอบเนื้อหา ภาพข่าว ภาพกิจกรรม และภาพที่แสดงบนหน้า Blog โดยเฉพาะภาพถ่ายขนาดใหญ่

สำหรับเว็บไซต์ Blogger หรือ WordPress เจ้าของเว็บไซต์ควรตรวจสอบว่าระบบอัปโหลด Template, Plugin และ CDN รองรับไฟล์ AVIF หรือไม่ หากระบบไม่รองรับการอัปโหลดโดยตรง อาจจัดเก็บไฟล์บน Server หรือ CDN ภายนอกแล้วนำ URL มาแสดงบนเว็บไซต์

2. เว็บไซต์โรงแรมและท่องเที่ยว

เว็บไซต์โรงแรมมักมีภาพขนาดใหญ่และจำนวนมาก เช่น ภาพห้องพัก ร้านอาหาร สระว่ายน้ำ ห้องประชุม สปา และสถานที่ท่องเที่ยว ภาพเหล่านี้ส่งผลต่อความเร็วของหน้าเว็บไซต์โดยตรง

การใช้ AVIF สำหรับภาพ Hero Banner, Room Gallery และภาพแพ็กเกจ สามารถลดปริมาณข้อมูลที่ผู้เข้าชมต้องดาวน์โหลด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เปิดเว็บไซต์ ผ่านโทรศัพท์มือถือหรือใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตขณะเดินทาง

ข้อควรระวัง: ภาพโรงแรมต้องสื่อถึงความสะอาด สีสัน บรรยากาศ และรายละเอียดของสถานที่อย่างถูกต้อง จึงไม่ควรลดคุณภาพการบีบอัดมากเกินไปเพียงเพื่อให้ได้ไฟล์ขนาดเล็ก

3. ร้านค้าออนไลน์

AVIF เหมาะกับภาพสินค้า ภาพรายละเอียดสินค้า และภาพแบนเนอร์โปรโมชั่น เว็บไซต์ E-commerce ที่มีสินค้าหลายร้อยหรือหลายพันรายการ อาจลดการใช้พื้นที่จัดเก็บและแบนด์วิดท์ได้มาก

ควรสร้างภาพหลายขนาดตามตำแหน่งที่ใช้งาน เช่น Thumbnail, Product List, Product Detail และ Zoom Image ไม่ควรนำภาพความละเอียดสูงไฟล์เดียว ไปแสดงทุกตำแหน่ง แม้ว่าภาพนั้นจะถูกบีบอัดเป็น AVIF แล้วก็ตาม

4. เว็บไซต์ข่าวและ Content Platform

เว็บไซต์ข่าวมีการอัปโหลดภาพใหม่อย่างต่อเนื่อง การแปลงภาพเป็น AVIF อัตโนมัติ ผ่านระบบ CMS หรือ Image CDN ช่วยลดขนาดหน้าเว็บไซต์ และรองรับผู้เข้าชมจำนวนมากได้ดีขึ้น

ควรเก็บ JPG หรือ PNG ต้นฉบับไว้ เพื่อรองรับการส่งต่อภาพไปยัง Social Media, ระบบพิมพ์ หรือแพลตฟอร์มอื่นที่อาจยังไม่รองรับ AVIF

5. Web Application และ Mobile Application

นักพัฒนาสามารถใช้ AVIF เป็นไฟล์ภาพภายใน Web Application หรือ Mobile Application ได้ แต่ต้องตรวจสอบเวอร์ชันระบบปฏิบัติการขั้นต่ำ และ Library ที่ใช้ถอดรหัสภาพ

Android รุ่นใหม่รองรับ AVIF ในระดับแพลตฟอร์มมากขึ้น แต่อุปกรณ์บางรุ่นอาจมีความสามารถแตกต่างกันตามผู้ผลิต ชิปประมวลผล แอปพลิเคชัน และเวอร์ชันของระบบปฏิบัติการ

Browser ใดรองรับ AVIF

Browser หลักในปัจจุบันรองรับการแสดงภาพ AVIF แล้ว ได้แก่ Google Chrome, Microsoft Edge, Mozilla Firefox, Safari, Opera และ Samsung Internet รุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม Browser รุ่นเก่าอาจไม่รองรับ หรือรองรับคุณสมบัติบางส่วนไม่สมบูรณ์

Browser สถานะการรองรับโดยทั่วไป ข้อสังเกต
Google Chrome รองรับ ควรใช้ Chrome รุ่นปัจจุบันเพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัย
Microsoft Edge รองรับ Edge รุ่นใหม่ใช้พื้นฐาน Chromium และรองรับ AVIF
Mozilla Firefox รองรับ รองรับภาพ AVIF ใน Firefox รุ่นใหม่
Apple Safari รองรับในรุ่นใหม่ อุปกรณ์ Apple และ Safari รุ่นเก่าอาจไม่รองรับครบถ้วน
Opera รองรับ ใช้พื้นฐาน Chromium ในรุ่นปัจจุบัน
Samsung Internet รองรับในรุ่นใหม่ ขึ้นอยู่กับเวอร์ชัน Browser และ Android ของอุปกรณ์
Internet Explorer ไม่รองรับ ควรใช้ JPG หรือ PNG เป็นไฟล์สำรอง
Browser รุ่นเก่า อาจไม่รองรับ ควรจัดเตรียม WebP, JPG หรือ PNG สำรอง

อุปกรณ์ใดรองรับ AVIF

คอมพิวเตอร์ Windows

ผู้ใช้ Windows สามารถเปิดไฟล์ AVIF ผ่าน Browser รุ่นปัจจุบัน เช่น Chrome, Edge และ Firefox ได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม การแสดงภาพตัวอย่างใน File Explorer การเปิดด้วยโปรแกรม Photos หรือการนำเข้าไฟล์ในโปรแกรมอื่น อาจขึ้นอยู่กับเวอร์ชัน Windows, Codec และตัวโปรแกรม หากเปิดไม่ได้ สามารถเปิดผ่าน Browser หรือแปลงเป็น JPG, PNG หรือ WebP ก่อนใช้งาน

Mac, iPhone และ iPad

อุปกรณ์ Apple และ Safari รุ่นใหม่รองรับ AVIF แล้ว แต่อุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการรุ่นเก่าอาจไม่สามารถแสดงภาพได้ครบถ้วน เว็บไซต์ที่ยังมีผู้ใช้เครื่องรุ่นเก่าจำนวนมากจึงควรมีไฟล์สำรอง

โทรศัพท์และแท็บเล็ต Android

Android รุ่นใหม่รองรับภาพ AVIF ในระดับแพลตฟอร์ม แต่ความสามารถจริงอาจขึ้นอยู่กับผู้ผลิตอุปกรณ์ รุ่นของ Android ชิปประมวลผล และแอปพลิเคชันที่ใช้เปิดไฟล์

วิธีใช้ AVIF บนเว็บไซต์อย่างปลอดภัย

แม้ Browser หลักจะรองรับ AVIF แล้ว แต่แนวทางที่ปลอดภัยคือใช้ HTML <picture> เพื่อกำหนดไฟล์สำรอง

<picture>
  <source srcset="hotel-room.avif" type="image/avif">
  <source srcset="hotel-room.webp" type="image/webp">
  <img
    src="hotel-room.jpg"
    alt="ห้องพักโรงแรมพร้อมวิวเมือง"
    width="1200"
    height="800"
    loading="lazy">
</picture>

Browser จะตรวจสอบไฟล์จากบนลงล่าง หากรองรับ AVIF จะโหลดไฟล์ AVIF หากไม่รองรับจะทดลอง WebP และสุดท้ายจึงใช้ JPG

สำหรับภาพพื้นหลังใน CSS สามารถใช้ image-set() เพื่อกำหนดรูปแบบภาพสำรองได้

.hero-banner {
  background-image: image-set(
    url("banner.avif") type("image/avif"),
    url("banner.webp") type("image/webp"),
    url("banner.jpg") type("image/jpeg")
  );
}

Browser ที่รองรับจะเลือกไฟล์ที่เหมาะสมตามชนิดของภาพที่สามารถแสดงได้

แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพ AVIF สำหรับ SEO

การเปลี่ยนภาพเป็น AVIF อย่างเดียวไม่สามารถรับประกันว่าเว็บไซต์จะเร็วขึ้น หรือได้อันดับ SEO ดีขึ้น จำเป็นต้องใช้ร่วมกับการปรับแต่งด้านอื่น

  • กำหนดค่า width และ height ของภาพเพื่อลด Layout Shift
  • ใช้ loading="lazy" กับภาพที่อยู่นอกหน้าจอ
  • ไม่ควรใช้ Lazy Load กับภาพ Hero หรือภาพหลักที่เป็น LCP
  • สร้างภาพหลายขนาดและใช้ srcset สำหรับอุปกรณ์แต่ละขนาด
  • ไม่ควรส่งภาพขนาดใหญ่เกินกว่าพื้นที่แสดงผลจริง
  • เขียนข้อความ Alt Text ที่อธิบายเนื้อหาของภาพอย่างถูกต้อง
  • บีบอัดภาพในระดับที่สมดุลระหว่างคุณภาพและขนาดไฟล์
  • ใช้ CDN เพื่อกระจายไฟล์ภาพไปยังผู้ใช้งานในแต่ละพื้นที่
  • ทดสอบเว็บไซต์ด้วย PageSpeed Insights หรือ Lighthouse
ไม่ควร Preload ทั้งภาพ AVIF และ WebP พร้อมกันโดยไม่จำเป็น เพราะ Browser อาจดาวน์โหลดไฟล์มากกว่าหนึ่งรูปแบบ ทำให้สิ้นเปลืองแบนด์วิดท์และไม่ได้ช่วยให้หน้าเว็บเร็วขึ้น

เปรียบเทียบ AVIF, WebP, JPG และ PNG

คุณสมบัติ AVIF WebP JPG PNG
การบีบอัดแบบ Lossy ดีมาก ดี ดี ไม่ใช่จุดเด่น
การบีบอัดแบบ Lossless รองรับ รองรับ ไม่รองรับ รองรับ
พื้นหลังโปร่งใส รองรับ รองรับ ไม่รองรับ รองรับ
ภาพเคลื่อนไหว รองรับ รองรับ ไม่รองรับ ไม่ใช่คุณสมบัติหลัก
HDR และช่วงสีกว้าง รองรับดี รองรับจำกัดกว่า จำกัด ไม่ใช่จุดเด่น
การรองรับ Browser รุ่นเก่า น้อยกว่า ค่อนข้างกว้าง กว้างมาก กว้างมาก
ความเร็วในการเข้ารหัส ค่อนข้างช้า เร็วกว่า AVIF เร็ว เร็ว
การใช้งานที่เหมาะสม ภาพถ่ายและเว็บไซต์สมัยใหม่ เว็บไซต์ทั่วไปและไฟล์สำรอง ภาพถ่ายที่ต้องการรองรับทุกระบบ ภาพโปร่งใสและกราฟิกคมชัด

สำหรับเว็บไซต์ใหม่ AVIF เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับภาพถ่ายและภาพขนาดใหญ่ ส่วน WebP เป็นตัวเลือกที่สมดุลด้านขนาดไฟล์ ความเร็วในการแปลง และการรองรับระบบ ขณะที่ JPG และ PNG ยังมีความสำคัญในฐานะไฟล์สำรอง และสำหรับระบบที่ต้องการความเข้ากันได้สูงสุด

สรุป

AVIF เป็นไฟล์ภาพสมัยใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพการบีบอัดสูง รองรับภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว พื้นหลังโปร่งใส HDR และสีความลึกสูง เหมาะอย่างยิ่งกับเว็บไซต์ที่มีภาพจำนวนมาก เช่น เว็บไซต์โรงแรม ร้านค้าออนไลน์ เว็บไซต์ท่องเที่ยว Blog และ Content Platform

Browser หลักในปัจจุบันรองรับ AVIF แล้ว แต่ระบบปฏิบัติการ โปรแกรมสำนักงาน โปรแกรมแต่งภาพ และ Browser รุ่นเก่าบางส่วน อาจยังมีข้อจำกัด แนวทางที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การยกเลิก JPG, PNG หรือ WebP ทั้งหมด แต่ควรใช้ AVIF เป็นรูปแบบหลักสำหรับการส่งภาพบนเว็บไซต์ พร้อมจัดเตรียม WebP หรือ JPG เป็นไฟล์สำรอง

ก่อนใช้งานจริงควรเปรียบเทียบขนาดไฟล์ ตรวจสอบคุณภาพภาพ ทดสอบบนอุปกรณ์หลายประเภท และตรวจสอบความเร็วในการถอดรหัส โดยเฉพาะภาพขนาดใหญ่ ภาพโปร่งใส และภาพเคลื่อนไหว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไฟล์ AVIF

AVIF ดีกว่า WebP หรือไม่

AVIF มักให้ไฟล์ที่เล็กและรักษารายละเอียดได้ดี โดยเฉพาะภาพถ่าย และภาพที่มีการไล่ระดับสี ส่วน WebP แปลงไฟล์ได้เร็วกว่า และรองรับโปรแกรมกับระบบเก่าได้กว้างกว่า

ทางเลือกที่เหมาะสมคือใช้ AVIF เป็นไฟล์หลัก ใช้ WebP เป็นไฟล์สำรอง และใช้ JPG หรือ PNG เป็นตัวเลือกสุดท้ายสำหรับ Browser หรือระบบรุ่นเก่า

ควรเปลี่ยนภาพทั้งหมดบนเว็บไซต์เป็น AVIF หรือไม่

ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนภาพทั้งหมด ควรเริ่มจากภาพขนาดใหญ่ เช่น Hero Image, Banner, ภาพห้องพัก ภาพสถานที่ และภาพสินค้า

ส่วนโลโก้ควรพิจารณาใช้ SVG และภาพที่ต้องใช้งานร่วมกับโปรแกรม หรือแพลตฟอร์มหลายประเภท อาจยังควรเก็บต้นฉบับเป็น JPG หรือ PNG

ทำไมเปิดไฟล์ AVIF บนคอมพิวเตอร์ไม่ได้

สาเหตุอาจเกิดจากระบบปฏิบัติการ โปรแกรมดูภาพ หรือ Codec ที่ติดตั้ง ยังไม่รองรับ AVIF แม้ Browser รุ่นใหม่จะสามารถแสดงผลไฟล์ได้

วิธีแก้เบื้องต้นคือเปิดไฟล์ด้วย Chrome, Edge, Firefox หรือ Safari รุ่นใหม่ หรือลองแปลงไฟล์เป็น JPG, PNG หรือ WebP ก่อนนำไปใช้งานในโปรแกรมอื่น

ความคิดเห็น

Labels