ตั้งค่า Privacy บน iPhone อย่างไรให้ปลอดภัยกว่าเดิม

iPhone Privacy

iPhone เป็นสมาร์ตโฟนที่ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว แต่ความปลอดภัยที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากระบบของ Apple เพียงอย่างเดียว ผู้ใช้งานจำเป็นต้องตั้งค่า Privacy ให้เหมาะสมด้วย

เพราะในแต่ละวันเราอาจอนุญาตให้แอปต่าง ๆ เข้าถึงตำแหน่งที่ตั้ง รูปภาพ กล้อง ไมโครโฟน รายชื่อผู้ติดต่อ Bluetooth หรือข้อมูลการใช้งานโดยไม่รู้ตัว หลายครั้งการกด “อนุญาต” แบบรวดเร็วอาจทำให้ข้อมูลส่วนตัวถูกใช้งานมากเกินความจำเป็น 

บทความนี้จะแนะนำวิธีตั้งค่า Privacy บน iPhone ให้ปลอดภัยกว่าเดิมแบบเป็นขั้นตอน เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป เจ้าของธุรกิจ พนักงานออฟฟิศ ผู้บริหาร หรือผู้ที่ใช้ iPhone ทำงานสำคัญ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกติดตาม ถูกเก็บข้อมูลเกินจำเป็น หรือถูกเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ

ทำไมต้องตั้งค่า Privacy บน iPhone

แม้ iPhone จะมีระบบป้องกันที่แข็งแรง เช่น การเข้ารหัสข้อมูล การขออนุญาตก่อนเข้าถึงข้อมูล และการควบคุมสิทธิ์ของแอป แต่ความเสี่ยงจำนวนมากมักเกิดจากพฤติกรรมการใช้งานของเราเอง เช่น ติดตั้งแอปมากเกินไป ไม่ตรวจสอบสิทธิ์ของแอป เปิด Location ตลอดเวลา หรืออนุญาตให้แอปเข้าถึงรูปภาพทั้งหมดโดยไม่จำเป็น

Privacy ไม่ได้หมายถึงการซ่อนตัวจากโลกออนไลน์ทั้งหมด แต่หมายถึงการควบคุมว่า “ใครเข้าถึงข้อมูลอะไรของเราได้บ้าง” และ “เข้าถึงได้เมื่อใด” หากตั้งค่าอย่างเหมาะสม iPhone จะปลอดภัยขึ้น ใช้งานได้สบายใจขึ้น และช่วยลดโอกาสที่ข้อมูลส่วนตัวจะถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ต้องการ

1. เริ่มจากอัปเดต iOS ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

ก่อนตั้งค่า Privacy ควรตรวจสอบว่า iPhone ใช้ iOS เวอร์ชันล่าสุดหรือไม่ เพราะ Apple มักปล่อยอัปเดตเพื่อแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัย เพิ่มฟีเจอร์ Privacy ใหม่ และปรับปรุงระบบป้องกันภัยคุกคาม

วิธีตรวจสอบ:

Settings > General > Software Update

หากมีอัปเดต ควรสำรองข้อมูลก่อน แล้วจึงดำเนินการอัปเดตผ่าน Wi-Fi ที่ปลอดภัยและแบตเตอรี่เพียงพอ การใช้ iOS รุ่นล่าสุดช่วยลดความเสี่ยงจากช่องโหว่ที่แฮกเกอร์อาจใช้โจมตีอุปกรณ์ของเราได้

2. ตรวจสอบ Privacy & Security เป็นศูนย์กลางหลัก

เมนูสำคัญที่สุดสำหรับการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวคือ:

Settings > Privacy & Security

ภายในเมนูนี้จะมีรายการข้อมูลที่แอปสามารถขอเข้าถึงได้ เช่น Location Services, Contacts, Calendars, Photos, Bluetooth, Microphone, Camera, Health, HomeKit และ App Privacy Report

แนะนำให้เข้าไปตรวจสอบทีละหัวข้อ และถามตัวเองว่า “แอปนี้จำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลนี้จริงหรือไม่” หากไม่จำเป็นควรปิดทันที เช่น แอปแต่งรูปไม่ควรต้องเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อ หรือแอปเกมทั่วไปไม่ควรต้องใช้ไมโครโฟนตลอดเวลา

3. ตั้งค่า Location Services ให้ปลอดภัย

Location Services เป็นหนึ่งในการตั้งค่าที่สำคัญที่สุด เพราะข้อมูลตำแหน่งสามารถบอกได้ว่าเราอยู่ที่ไหน ไปที่ไหนบ่อย ทำงานที่ไหน หรือพักอาศัยบริเวณใด

วิธีตั้งค่า:

Settings > Privacy & Security > Location Services

แนวทางแนะนำ

  • เลือก While Using the App สำหรับแอปที่จำเป็นต้องใช้ตำแหน่ง เช่น Maps, Grab, Food Delivery หรือ Weather
  • เลือก Never สำหรับแอปที่ไม่จำเป็นต้องรู้ตำแหน่ง
  • ปิด Precise Location สำหรับแอปที่ไม่จำเป็นต้องรู้ตำแหน่งแบบละเอียด
  • หลีกเลี่ยงการตั้งค่าเป็น Always ยกเว้นแอปที่จำเป็นจริง

ตัวอย่างเช่น แอปพยากรณ์อากาศบางตัวอาจรู้เพียงพื้นที่โดยประมาณก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องรู้ตำแหน่งแบบละเอียดระดับอาคารหรือถนน การลดความแม่นยำของตำแหน่งจึงช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้ดี

4. ตรวจสอบ Photos Access ไม่ให้แอปเห็นรูปทั้งหมด

หลายแอปมักขอเข้าถึงรูปภาพ แต่ไม่ใช่ทุกแอปที่จำเป็นต้องเห็นรูปภาพทั้งหมดในเครื่อง เพราะรูปภาพอาจมีข้อมูลส่วนตัว เช่น ใบหน้า เอกสาร บัตรประชาชน พาสปอร์ต สถานที่ หรือภาพหน้าจอที่มีข้อมูลสำคัญ

วิธีตั้งค่า:

Settings > Privacy & Security > Photos

ตัวเลือกที่แนะนำ

  • Limited Access สำหรับแอปที่ต้องใช้เพียงบางรูป
  • None สำหรับแอปที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปภาพ
  • Full Access เฉพาะแอปที่เชื่อถือได้และจำเป็นจริง

การเลือก Limited Access ช่วยให้เรากำหนดได้ว่าแอปใดเห็นรูปใดบ้าง ลดความเสี่ยงจากการที่แอปเข้าถึงคลังรูปทั้งหมดโดยไม่จำเป็น

5. ควบคุมกล้องและไมโครโฟน

กล้องและไมโครโฟนเป็นสิทธิ์ที่มีความละเอียดอ่อนมาก เพราะเกี่ยวข้องกับภาพ เสียง และสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้ใช้

วิธีตรวจสอบ:

Settings > Privacy & Security > Camera
Settings > Privacy & Security > Microphone

ปิดสิทธิ์ของแอปที่ไม่จำเป็น เช่น เกม แอปช้อปปิ้ง หรือแอปอ่านข่าวที่ไม่มีเหตุผลต้องใช้กล้องหรือไมโครโฟน

iPhone ยังมีสัญลักษณ์แจ้งเตือนเมื่อมีการใช้งานกล้องหรือไมโครโฟน โดยจุดสีเขียวมักหมายถึงการใช้กล้อง ส่วนจุดสีส้มหมายถึงการใช้ไมโครโฟน หากพบสัญลักษณ์นี้ขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจใช้งาน ควรตรวจสอบทันทีว่าแอปใดกำลังเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้

6. ปิด App Tracking เพื่อลดการติดตามข้ามแอป

บางแอปต้องการติดตามพฤติกรรมของเราข้ามแอปและเว็บไซต์เพื่อใช้ด้านโฆษณา การตลาด หรือการวิเคราะห์ข้อมูล หากต้องการเพิ่ม Privacy ควรจำกัดการติดตามนี้

วิธีตั้งค่า:

Settings > Privacy & Security > Tracking

จากนั้นปิด Allow Apps to Request to Track

เมื่อปิดแล้ว แอปจะไม่สามารถขออนุญาตติดตามเราในลักษณะดังกล่าวได้ง่ายเหมือนเดิม เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการให้ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานถูกนำไปใช้เพื่อสร้างโปรไฟล์โฆษณา

7. เปิด App Privacy Report เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมแอป

App Privacy Report เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้เห็นว่าแอปต่าง ๆ เข้าถึงข้อมูลอะไรบ้าง เช่น ตำแหน่ง รูปภาพ กล้อง ไมโครโฟน รายชื่อ และยังแสดงการเชื่อมต่อไปยังโดเมนต่าง ๆ ของแอปด้วย

วิธีเปิดใช้งาน:

Settings > Privacy & Security > App Privacy Report

หลังเปิดใช้งาน ควรปล่อยให้ระบบเก็บข้อมูลสักระยะ แล้วกลับมาตรวจสอบว่าแอปใดเข้าถึงข้อมูลบ่อยผิดปกติ เช่น แอปที่ไม่ควรใช้ Location แต่กลับเรียกใช้ตำแหน่งหลายครั้ง หรือแอปที่ติดต่อโดเมนจำนวนมากโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน

หากพบความผิดปกติ ควรปิดสิทธิ์ ลบแอป หรือเปลี่ยนไปใช้แอปทางเลือกที่น่าเชื่อถือกว่า

8. ใช้ Safety Check เพื่อตรวจสอบการแชร์ข้อมูล

Safety Check เป็นฟีเจอร์สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจสอบว่า iPhone กำลังแชร์ข้อมูลกับใครบ้าง เช่น การแชร์ตำแหน่ง การแชร์ข้อมูลกับบุคคลอื่น หรือการอนุญาตสิทธิ์ให้แอปต่าง ๆ

วิธีเข้าใช้งาน:

Settings > Privacy & Security > Safety Check

ภายใน Safety Check จะมีตัวเลือกสำหรับตรวจสอบและจัดการการแชร์ข้อมูล หากรู้สึกว่าเคยแชร์ตำแหน่งหรือข้อมูลให้บุคคลอื่นไว้ แต่ไม่แน่ใจว่ายังเปิดอยู่หรือไม่ เมนูนี้ช่วยตรวจสอบและยกเลิกได้อย่างรวดเร็ว

ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่เปลี่ยนเครื่อง เคยให้คนอื่นช่วยตั้งค่าเครื่อง เคยแชร์ Apple ID หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการรีเซ็ตการแชร์ข้อมูลอย่างเร่งด่วน

9. ตรวจสอบ Contacts, Calendar และ Bluetooth

แอปจำนวนมากขอสิทธิ์เข้าถึง Contacts, Calendar หรือ Bluetooth โดยที่ผู้ใช้อาจไม่ทันสังเกต ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะ Contacts มีรายชื่อ เบอร์โทร อีเมล และข้อมูลบุคคลอื่น ส่วน Calendar อาจบอกตารางประชุม สถานที่ และกิจกรรมส่วนตัว

วิธีตรวจสอบ:

Settings > Privacy & Security > Contacts
Settings > Privacy & Security > Calendars
Settings > Privacy & Security > Bluetooth

ให้ปิดสิทธิ์ของแอปที่ไม่มีความจำเป็น เช่น แอปแต่งภาพไม่จำเป็นต้องเข้าถึงรายชื่อ หรือแอปคูปองไม่จำเป็นต้องใช้ Bluetooth ตลอดเวลา ยิ่งลดสิทธิ์ที่ไม่จำเป็นได้มากเท่าไร ความเสี่ยงด้านข้อมูลก็ยิ่งลดลง

10. ตั้งค่า Safari ให้ปลอดภัยขึ้น

Safari เป็นประตูหลักสู่เว็บไซต์ต่าง ๆ จึงควรตั้งค่า Privacy ให้เหมาะสม

เข้าไปที่:

Settings > Safari

ค่าที่แนะนำ

  • เปิด Prevent Cross-Site Tracking
  • เปิด Fraudulent Website Warning
  • ใช้ Hide IP Address หากมีตัวเลือกให้ใช้งาน
  • เปิด Block Pop-ups
  • ล้าง History and Website Data เป็นระยะ

การตั้งค่าเหล่านี้ช่วยลดการติดตามข้ามเว็บไซต์ ลดความเสี่ยงจากเว็บไซต์หลอกลวง และช่วยให้การท่องเว็บมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

11. จำกัดการแสดงข้อมูลบน Lock Screen

Lock Screen อาจเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวโดยไม่รู้ตัว เช่น ข้อความ OTP อีเมล แชต หรือการแจ้งเตือนจากแอปธนาคาร หากมีคนหยิบเครื่องขึ้นมาดู อาจเห็นข้อมูลสำคัญได้ทันที

วิธีตั้งค่า:

Settings > Face ID & Passcode

เลื่อนลงไปที่ Allow Access When Locked แล้วปิดสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น Notification Center, Control Center, Wallet, Reply with Message หรือ Accessories ตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ควรตั้งค่า Notification Preview เป็น When Unlocked:

Settings > Notifications > Show Previews > When Unlocked

วิธีนี้ช่วยให้มีแจ้งเตือนเข้ามาได้ แต่ไม่แสดงรายละเอียดจนกว่าจะปลดล็อกเครื่อง

12. ใช้รหัสผ่านเครื่องที่แข็งแรง

แม้ Face ID จะสะดวก แต่รหัสผ่านเครื่องยังเป็นด่านสำคัญมาก ควรหลีกเลี่ยงรหัสง่าย ๆ เช่น 000000, 123456, วันเกิด หรือเลขซ้ำ

วิธีเปลี่ยนรหัส:

Settings > Face ID & Passcode > Change Passcode

แนะนำให้ใช้รหัสอย่างน้อย 6 หลัก หรือเลือก Custom Alphanumeric Code หากต้องการความปลอดภัยสูงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ iPhone ทำงานองค์กร เก็บเอกสารสำคัญ หรือมีข้อมูลลูกค้าในเครื่อง

13. เปิด Find My iPhone และ Stolen Device Protection

Find My iPhone ช่วยระบุตำแหน่งเครื่อง ล็อกเครื่อง หรือลบข้อมูลจากระยะไกลเมื่อเครื่องสูญหาย ส่วน Stolen Device Protection ช่วยเพิ่มการป้องกันเมื่อมีคนรู้รหัสผ่านเครื่องและพยายามเปลี่ยนข้อมูลสำคัญ

วิธีตรวจสอบ Find My:

Settings > Apple ID > Find My > Find My iPhone

ควรเปิด Find My iPhone, Find My network และ Send Last Location

สำหรับ Stolen Device Protection:

Settings > Face ID & Passcode > Stolen Device Protection

ควรเปิดใช้งานหากเครื่องรองรับ เพราะช่วยลดความเสียหายกรณีเครื่องถูกขโมยพร้อมรหัสผ่าน

14. ตรวจสอบ Apple ID และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ

Apple ID เป็นศูนย์กลางของข้อมูลสำคัญ เช่น iCloud, Photos, Notes, Contacts, Find My และการซื้อแอป หาก Apple ID ไม่ปลอดภัย ข้อมูลจำนวนมากอาจได้รับผลกระทบ

วิธีตรวจสอบ:

Settings > Apple ID

เลื่อนลงไปดูรายการอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ หากพบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก ให้ลบออกทันที และควรเปลี่ยนรหัสผ่าน Apple ID พร้อมตรวจสอบว่าเปิด Two-Factor Authentication แล้วหรือไม่

ควรใช้รหัสผ่าน Apple ID ที่ไม่ซ้ำกับบริการอื่น และไม่ควรให้ผู้อื่นใช้ Apple ID เดียวกัน เพราะอาจทำให้ข้อมูล iCloud, รูปภาพ, ข้อความ และตำแหน่งรั่วไหลโดยไม่ตั้งใจ

15. ระวัง iCloud Backup และข้อมูลที่ซิงก์

iCloud ช่วยให้ข้อมูลไม่สูญหาย แต่ควรตรวจสอบว่ามีข้อมูลใดถูกซิงก์ขึ้น Cloud บ้าง โดยเฉพาะ Photos, Notes, Messages และ iCloud Drive

เข้าไปที่:

Settings > Apple ID > iCloud

ตรวจสอบรายการแอปที่ใช้ iCloud แล้วปิดสิ่งที่ไม่จำเป็น สำหรับผู้ที่ใช้เครื่องทำงานและมีข้อมูลลูกค้า ควรแยกข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลองค์กรให้ชัดเจน หรือใช้นโยบาย MDM ขององค์กรเพื่อควบคุมข้อมูลสำคัญ

16. ใช้ Lockdown Mode เฉพาะกรณีเสี่ยงสูง

Lockdown Mode เป็นโหมดป้องกันขั้นสูงมาก เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีแบบเจาะจง เช่น ผู้บริหารระดับสูง นักข่าว นักเคลื่อนไหว นักการเมือง หรือผู้ที่ถือข้อมูลสำคัญมาก

วิธีเปิด:

Settings > Privacy & Security > Lockdown Mode

โหมดนี้จะจำกัดฟีเจอร์บางอย่างเพื่อปิดช่องทางโจมตี เช่น การทำงานบางส่วนของข้อความ เว็บ หรือการเชื่อมต่อบางประเภท อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา เพราะอาจทำให้การใช้งานบางอย่างไม่สะดวก

17. ลบแอปที่ไม่ใช้และติดตั้งแอปจากแหล่งที่เชื่อถือได้

แอปที่ไม่ใช้งานแต่ยังอยู่ในเครื่องอาจยังมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลบางอย่าง ควรลบแอปที่ไม่จำเป็นออก โดยเฉพาะแอปที่ไม่รู้จัก แอปทดลอง แอปที่ไม่ได้อัปเดตมานาน หรือแอปที่ขอสิทธิ์มากผิดปกติ

ควรติดตั้งแอปจาก App Store เท่านั้น และอ่านข้อมูลก่อนติดตั้ง เช่น คะแนนรีวิว ผู้พัฒนา วันที่อัปเดตล่าสุด และสิทธิ์ที่แอปต้องการ หากเป็นแอปที่เกี่ยวข้องกับการเงิน รูปภาพส่วนตัว เอกสาร หรือข้อมูลลูกค้า ควรเลือกผู้พัฒนาที่น่าเชื่อถือเป็นพิเศษ

18. เช็กลิสต์ตั้งค่า Privacy บน iPhone แบบรวดเร็ว

  • อัปเดต iOS เป็นเวอร์ชันล่าสุด
  • ตรวจสอบ Settings > Privacy & Security
  • ตั้ง Location เป็น While Using หรือ Never
  • ปิด Precise Location สำหรับแอปที่ไม่จำเป็น
  • จำกัด Photos เป็น Limited Access
  • ปิด Camera และ Microphone สำหรับแอปที่ไม่จำเป็น
  • ปิด Allow Apps to Request to Track
  • เปิด App Privacy Report
  • ตรวจสอบ Safety Check
  • ตั้ง Notification Preview เป็น When Unlocked
  • เปิด Find My iPhone
  • เปิด Stolen Device Protection หากรองรับ
  • ตรวจสอบอุปกรณ์ใน Apple ID
  • ลบแอปที่ไม่ใช้งาน
  • ตรวจสอบ iCloud ว่าซิงก์ข้อมูลอะไรอยู่บ้าง

ข้อแนะนำสำหรับผู้ใช้ iPhone ในองค์กร

หากใช้ iPhone ในงานบริษัท โรงแรม หรือธุรกิจที่มีข้อมูลลูกค้า ควรเพิ่มมาตรการดังนี้:

  • แยก Apple ID ส่วนตัวกับบัญชีองค์กร
  • ใช้ Microsoft Intune, Jamf หรือ MDM เพื่อควบคุมเครื่ององค์กร
  • บังคับใช้รหัสผ่านที่แข็งแรง
  • กำหนดนโยบายห้ามติดตั้งแอปที่ไม่จำเป็น
  • เปิดการเข้ารหัสและการลบข้อมูลระยะไกล
  • อบรมพนักงานเรื่อง Phishing, QR Code ปลอม และ Wi-Fi สาธารณะ
  • กำหนดแนวทางการใช้งานรูปภาพลูกค้า เอกสาร และข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับ PDPA

สำหรับองค์กร การตั้งค่า Privacy ไม่ใช่เรื่องของผู้ใช้คนเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Cyber Security และ Data Protection ทั้งระบบ

บทสรุป

การตั้งค่า Privacy บน iPhone เป็นเรื่องที่ทุกคนควรทำ ไม่ว่าจะใช้เครื่องเพื่อความบันเทิง ทำงาน หรือจัดการข้อมูลสำคัญ จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือเข้าไปตรวจสอบ Settings > Privacy & Security แล้วลดสิทธิ์ที่ไม่จำเป็นของแต่ละแอป โดยเฉพาะ Location, Photos, Camera, Microphone, Contacts และ Tracking จากนั้นเปิด App Privacy Report เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมของแอปอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงใช้ Safety Check เพื่อตรวจสอบการแชร์ข้อมูลกับบุคคลอื่น หากเป็นผู้ใช้ที่มีความเสี่ยงสูง อาจพิจารณา Lockdown Mode เพิ่มเติม ความปลอดภัยที่ดีไม่ใช่การปิดทุกอย่าง แต่คือการเปิดเฉพาะสิ่งที่จำเป็นและควบคุมข้อมูลให้อยู่ในมือของเราเอง

FAQ คำถามที่พบบ่อย

ควรปิด Location Services ทั้งหมดหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องปิดทั้งหมด เพราะบางแอปจำเป็นต้องใช้ตำแหน่ง เช่น แผนที่ พยากรณ์อากาศ หรือแอปเรียกรถ แนะนำให้ตั้งเป็น While Using the App และปิด Precise Location สำหรับแอปที่ไม่จำเป็นต้องรู้ตำแหน่งแบบละเอียด

App Privacy Report จำเป็นต้องเปิดไหม?

ควรเปิด เพราะช่วยให้เห็นว่าแอปใดเข้าถึงข้อมูลอะไรบ้าง เช่น ตำแหน่ง กล้อง ไมโครโฟน รูปภาพ และโดเมนที่แอปติดต่อไป หากพบพฤติกรรมผิดปกติจะสามารถปิดสิทธิ์หรือลบแอปได้ทันที

Lockdown Mode ควรเปิดใช้งานตลอดเวลาหรือไม่?

ผู้ใช้ทั่วไปไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา เพราะ Lockdown Mode อาจจำกัดการทำงานบางอย่างของ iPhone เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้บริหาร นักข่าว นักการเมือง หรือผู้ที่กังวลเรื่องการถูกโจมตีแบบเจาะจง

ความคิดเห็น

The Most/Recent Articles

เจาะลึกไอที เทคโนโลยีแบบเข้าใจง่าย

แนะนำทิปส์ใช้งานจริง ครอบคลุมคอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีเอไอ อัพเดทล่าสุด !! Free Online Tools (ย้ายไปเว็บน้องใหม่ www.toolszaa.com)

Slider

ตั้งค่า Privacy บน iPhone อย่างไรให้ปลอดภัยกว่าเดิม

iPhone Privacy

iPhone เป็นสมาร์ตโฟนที่ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว แต่ความปลอดภัยที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากระบบของ Apple เพียงอย่างเดียว ผู้ใช้งานจำเป็นต้องตั้งค่า Privacy ให้เหมาะสมด้วย

เพราะในแต่ละวันเราอาจอนุญาตให้แอปต่าง ๆ เข้าถึงตำแหน่งที่ตั้ง รูปภาพ กล้อง ไมโครโฟน รายชื่อผู้ติดต่อ Bluetooth หรือข้อมูลการใช้งานโดยไม่รู้ตัว หลายครั้งการกด “อนุญาต” แบบรวดเร็วอาจทำให้ข้อมูลส่วนตัวถูกใช้งานมากเกินความจำเป็น 

บทความนี้จะแนะนำวิธีตั้งค่า Privacy บน iPhone ให้ปลอดภัยกว่าเดิมแบบเป็นขั้นตอน เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป เจ้าของธุรกิจ พนักงานออฟฟิศ ผู้บริหาร หรือผู้ที่ใช้ iPhone ทำงานสำคัญ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกติดตาม ถูกเก็บข้อมูลเกินจำเป็น หรือถูกเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ

ทำไมต้องตั้งค่า Privacy บน iPhone

แม้ iPhone จะมีระบบป้องกันที่แข็งแรง เช่น การเข้ารหัสข้อมูล การขออนุญาตก่อนเข้าถึงข้อมูล และการควบคุมสิทธิ์ของแอป แต่ความเสี่ยงจำนวนมากมักเกิดจากพฤติกรรมการใช้งานของเราเอง เช่น ติดตั้งแอปมากเกินไป ไม่ตรวจสอบสิทธิ์ของแอป เปิด Location ตลอดเวลา หรืออนุญาตให้แอปเข้าถึงรูปภาพทั้งหมดโดยไม่จำเป็น

Privacy ไม่ได้หมายถึงการซ่อนตัวจากโลกออนไลน์ทั้งหมด แต่หมายถึงการควบคุมว่า “ใครเข้าถึงข้อมูลอะไรของเราได้บ้าง” และ “เข้าถึงได้เมื่อใด” หากตั้งค่าอย่างเหมาะสม iPhone จะปลอดภัยขึ้น ใช้งานได้สบายใจขึ้น และช่วยลดโอกาสที่ข้อมูลส่วนตัวจะถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ต้องการ

1. เริ่มจากอัปเดต iOS ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

ก่อนตั้งค่า Privacy ควรตรวจสอบว่า iPhone ใช้ iOS เวอร์ชันล่าสุดหรือไม่ เพราะ Apple มักปล่อยอัปเดตเพื่อแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัย เพิ่มฟีเจอร์ Privacy ใหม่ และปรับปรุงระบบป้องกันภัยคุกคาม

วิธีตรวจสอบ:

Settings > General > Software Update

หากมีอัปเดต ควรสำรองข้อมูลก่อน แล้วจึงดำเนินการอัปเดตผ่าน Wi-Fi ที่ปลอดภัยและแบตเตอรี่เพียงพอ การใช้ iOS รุ่นล่าสุดช่วยลดความเสี่ยงจากช่องโหว่ที่แฮกเกอร์อาจใช้โจมตีอุปกรณ์ของเราได้

2. ตรวจสอบ Privacy & Security เป็นศูนย์กลางหลัก

เมนูสำคัญที่สุดสำหรับการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวคือ:

Settings > Privacy & Security

ภายในเมนูนี้จะมีรายการข้อมูลที่แอปสามารถขอเข้าถึงได้ เช่น Location Services, Contacts, Calendars, Photos, Bluetooth, Microphone, Camera, Health, HomeKit และ App Privacy Report

แนะนำให้เข้าไปตรวจสอบทีละหัวข้อ และถามตัวเองว่า “แอปนี้จำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลนี้จริงหรือไม่” หากไม่จำเป็นควรปิดทันที เช่น แอปแต่งรูปไม่ควรต้องเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อ หรือแอปเกมทั่วไปไม่ควรต้องใช้ไมโครโฟนตลอดเวลา

3. ตั้งค่า Location Services ให้ปลอดภัย

Location Services เป็นหนึ่งในการตั้งค่าที่สำคัญที่สุด เพราะข้อมูลตำแหน่งสามารถบอกได้ว่าเราอยู่ที่ไหน ไปที่ไหนบ่อย ทำงานที่ไหน หรือพักอาศัยบริเวณใด

วิธีตั้งค่า:

Settings > Privacy & Security > Location Services

แนวทางแนะนำ

  • เลือก While Using the App สำหรับแอปที่จำเป็นต้องใช้ตำแหน่ง เช่น Maps, Grab, Food Delivery หรือ Weather
  • เลือก Never สำหรับแอปที่ไม่จำเป็นต้องรู้ตำแหน่ง
  • ปิด Precise Location สำหรับแอปที่ไม่จำเป็นต้องรู้ตำแหน่งแบบละเอียด
  • หลีกเลี่ยงการตั้งค่าเป็น Always ยกเว้นแอปที่จำเป็นจริง

ตัวอย่างเช่น แอปพยากรณ์อากาศบางตัวอาจรู้เพียงพื้นที่โดยประมาณก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องรู้ตำแหน่งแบบละเอียดระดับอาคารหรือถนน การลดความแม่นยำของตำแหน่งจึงช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้ดี

4. ตรวจสอบ Photos Access ไม่ให้แอปเห็นรูปทั้งหมด

หลายแอปมักขอเข้าถึงรูปภาพ แต่ไม่ใช่ทุกแอปที่จำเป็นต้องเห็นรูปภาพทั้งหมดในเครื่อง เพราะรูปภาพอาจมีข้อมูลส่วนตัว เช่น ใบหน้า เอกสาร บัตรประชาชน พาสปอร์ต สถานที่ หรือภาพหน้าจอที่มีข้อมูลสำคัญ

วิธีตั้งค่า:

Settings > Privacy & Security > Photos

ตัวเลือกที่แนะนำ

  • Limited Access สำหรับแอปที่ต้องใช้เพียงบางรูป
  • None สำหรับแอปที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปภาพ
  • Full Access เฉพาะแอปที่เชื่อถือได้และจำเป็นจริง

การเลือก Limited Access ช่วยให้เรากำหนดได้ว่าแอปใดเห็นรูปใดบ้าง ลดความเสี่ยงจากการที่แอปเข้าถึงคลังรูปทั้งหมดโดยไม่จำเป็น

5. ควบคุมกล้องและไมโครโฟน

กล้องและไมโครโฟนเป็นสิทธิ์ที่มีความละเอียดอ่อนมาก เพราะเกี่ยวข้องกับภาพ เสียง และสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้ใช้

วิธีตรวจสอบ:

Settings > Privacy & Security > Camera
Settings > Privacy & Security > Microphone

ปิดสิทธิ์ของแอปที่ไม่จำเป็น เช่น เกม แอปช้อปปิ้ง หรือแอปอ่านข่าวที่ไม่มีเหตุผลต้องใช้กล้องหรือไมโครโฟน

iPhone ยังมีสัญลักษณ์แจ้งเตือนเมื่อมีการใช้งานกล้องหรือไมโครโฟน โดยจุดสีเขียวมักหมายถึงการใช้กล้อง ส่วนจุดสีส้มหมายถึงการใช้ไมโครโฟน หากพบสัญลักษณ์นี้ขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจใช้งาน ควรตรวจสอบทันทีว่าแอปใดกำลังเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้

6. ปิด App Tracking เพื่อลดการติดตามข้ามแอป

บางแอปต้องการติดตามพฤติกรรมของเราข้ามแอปและเว็บไซต์เพื่อใช้ด้านโฆษณา การตลาด หรือการวิเคราะห์ข้อมูล หากต้องการเพิ่ม Privacy ควรจำกัดการติดตามนี้

วิธีตั้งค่า:

Settings > Privacy & Security > Tracking

จากนั้นปิด Allow Apps to Request to Track

เมื่อปิดแล้ว แอปจะไม่สามารถขออนุญาตติดตามเราในลักษณะดังกล่าวได้ง่ายเหมือนเดิม เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการให้ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานถูกนำไปใช้เพื่อสร้างโปรไฟล์โฆษณา

7. เปิด App Privacy Report เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมแอป

App Privacy Report เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้เห็นว่าแอปต่าง ๆ เข้าถึงข้อมูลอะไรบ้าง เช่น ตำแหน่ง รูปภาพ กล้อง ไมโครโฟน รายชื่อ และยังแสดงการเชื่อมต่อไปยังโดเมนต่าง ๆ ของแอปด้วย

วิธีเปิดใช้งาน:

Settings > Privacy & Security > App Privacy Report

หลังเปิดใช้งาน ควรปล่อยให้ระบบเก็บข้อมูลสักระยะ แล้วกลับมาตรวจสอบว่าแอปใดเข้าถึงข้อมูลบ่อยผิดปกติ เช่น แอปที่ไม่ควรใช้ Location แต่กลับเรียกใช้ตำแหน่งหลายครั้ง หรือแอปที่ติดต่อโดเมนจำนวนมากโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน

หากพบความผิดปกติ ควรปิดสิทธิ์ ลบแอป หรือเปลี่ยนไปใช้แอปทางเลือกที่น่าเชื่อถือกว่า

8. ใช้ Safety Check เพื่อตรวจสอบการแชร์ข้อมูล

Safety Check เป็นฟีเจอร์สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจสอบว่า iPhone กำลังแชร์ข้อมูลกับใครบ้าง เช่น การแชร์ตำแหน่ง การแชร์ข้อมูลกับบุคคลอื่น หรือการอนุญาตสิทธิ์ให้แอปต่าง ๆ

วิธีเข้าใช้งาน:

Settings > Privacy & Security > Safety Check

ภายใน Safety Check จะมีตัวเลือกสำหรับตรวจสอบและจัดการการแชร์ข้อมูล หากรู้สึกว่าเคยแชร์ตำแหน่งหรือข้อมูลให้บุคคลอื่นไว้ แต่ไม่แน่ใจว่ายังเปิดอยู่หรือไม่ เมนูนี้ช่วยตรวจสอบและยกเลิกได้อย่างรวดเร็ว

ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่เปลี่ยนเครื่อง เคยให้คนอื่นช่วยตั้งค่าเครื่อง เคยแชร์ Apple ID หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการรีเซ็ตการแชร์ข้อมูลอย่างเร่งด่วน

9. ตรวจสอบ Contacts, Calendar และ Bluetooth

แอปจำนวนมากขอสิทธิ์เข้าถึง Contacts, Calendar หรือ Bluetooth โดยที่ผู้ใช้อาจไม่ทันสังเกต ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะ Contacts มีรายชื่อ เบอร์โทร อีเมล และข้อมูลบุคคลอื่น ส่วน Calendar อาจบอกตารางประชุม สถานที่ และกิจกรรมส่วนตัว

วิธีตรวจสอบ:

Settings > Privacy & Security > Contacts
Settings > Privacy & Security > Calendars
Settings > Privacy & Security > Bluetooth

ให้ปิดสิทธิ์ของแอปที่ไม่มีความจำเป็น เช่น แอปแต่งภาพไม่จำเป็นต้องเข้าถึงรายชื่อ หรือแอปคูปองไม่จำเป็นต้องใช้ Bluetooth ตลอดเวลา ยิ่งลดสิทธิ์ที่ไม่จำเป็นได้มากเท่าไร ความเสี่ยงด้านข้อมูลก็ยิ่งลดลง

10. ตั้งค่า Safari ให้ปลอดภัยขึ้น

Safari เป็นประตูหลักสู่เว็บไซต์ต่าง ๆ จึงควรตั้งค่า Privacy ให้เหมาะสม

เข้าไปที่:

Settings > Safari

ค่าที่แนะนำ

  • เปิด Prevent Cross-Site Tracking
  • เปิด Fraudulent Website Warning
  • ใช้ Hide IP Address หากมีตัวเลือกให้ใช้งาน
  • เปิด Block Pop-ups
  • ล้าง History and Website Data เป็นระยะ

การตั้งค่าเหล่านี้ช่วยลดการติดตามข้ามเว็บไซต์ ลดความเสี่ยงจากเว็บไซต์หลอกลวง และช่วยให้การท่องเว็บมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

11. จำกัดการแสดงข้อมูลบน Lock Screen

Lock Screen อาจเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวโดยไม่รู้ตัว เช่น ข้อความ OTP อีเมล แชต หรือการแจ้งเตือนจากแอปธนาคาร หากมีคนหยิบเครื่องขึ้นมาดู อาจเห็นข้อมูลสำคัญได้ทันที

วิธีตั้งค่า:

Settings > Face ID & Passcode

เลื่อนลงไปที่ Allow Access When Locked แล้วปิดสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น Notification Center, Control Center, Wallet, Reply with Message หรือ Accessories ตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ควรตั้งค่า Notification Preview เป็น When Unlocked:

Settings > Notifications > Show Previews > When Unlocked

วิธีนี้ช่วยให้มีแจ้งเตือนเข้ามาได้ แต่ไม่แสดงรายละเอียดจนกว่าจะปลดล็อกเครื่อง

12. ใช้รหัสผ่านเครื่องที่แข็งแรง

แม้ Face ID จะสะดวก แต่รหัสผ่านเครื่องยังเป็นด่านสำคัญมาก ควรหลีกเลี่ยงรหัสง่าย ๆ เช่น 000000, 123456, วันเกิด หรือเลขซ้ำ

วิธีเปลี่ยนรหัส:

Settings > Face ID & Passcode > Change Passcode

แนะนำให้ใช้รหัสอย่างน้อย 6 หลัก หรือเลือก Custom Alphanumeric Code หากต้องการความปลอดภัยสูงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ iPhone ทำงานองค์กร เก็บเอกสารสำคัญ หรือมีข้อมูลลูกค้าในเครื่อง

13. เปิด Find My iPhone และ Stolen Device Protection

Find My iPhone ช่วยระบุตำแหน่งเครื่อง ล็อกเครื่อง หรือลบข้อมูลจากระยะไกลเมื่อเครื่องสูญหาย ส่วน Stolen Device Protection ช่วยเพิ่มการป้องกันเมื่อมีคนรู้รหัสผ่านเครื่องและพยายามเปลี่ยนข้อมูลสำคัญ

วิธีตรวจสอบ Find My:

Settings > Apple ID > Find My > Find My iPhone

ควรเปิด Find My iPhone, Find My network และ Send Last Location

สำหรับ Stolen Device Protection:

Settings > Face ID & Passcode > Stolen Device Protection

ควรเปิดใช้งานหากเครื่องรองรับ เพราะช่วยลดความเสียหายกรณีเครื่องถูกขโมยพร้อมรหัสผ่าน

14. ตรวจสอบ Apple ID และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ

Apple ID เป็นศูนย์กลางของข้อมูลสำคัญ เช่น iCloud, Photos, Notes, Contacts, Find My และการซื้อแอป หาก Apple ID ไม่ปลอดภัย ข้อมูลจำนวนมากอาจได้รับผลกระทบ

วิธีตรวจสอบ:

Settings > Apple ID

เลื่อนลงไปดูรายการอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ หากพบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก ให้ลบออกทันที และควรเปลี่ยนรหัสผ่าน Apple ID พร้อมตรวจสอบว่าเปิด Two-Factor Authentication แล้วหรือไม่

ควรใช้รหัสผ่าน Apple ID ที่ไม่ซ้ำกับบริการอื่น และไม่ควรให้ผู้อื่นใช้ Apple ID เดียวกัน เพราะอาจทำให้ข้อมูล iCloud, รูปภาพ, ข้อความ และตำแหน่งรั่วไหลโดยไม่ตั้งใจ

15. ระวัง iCloud Backup และข้อมูลที่ซิงก์

iCloud ช่วยให้ข้อมูลไม่สูญหาย แต่ควรตรวจสอบว่ามีข้อมูลใดถูกซิงก์ขึ้น Cloud บ้าง โดยเฉพาะ Photos, Notes, Messages และ iCloud Drive

เข้าไปที่:

Settings > Apple ID > iCloud

ตรวจสอบรายการแอปที่ใช้ iCloud แล้วปิดสิ่งที่ไม่จำเป็น สำหรับผู้ที่ใช้เครื่องทำงานและมีข้อมูลลูกค้า ควรแยกข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลองค์กรให้ชัดเจน หรือใช้นโยบาย MDM ขององค์กรเพื่อควบคุมข้อมูลสำคัญ

16. ใช้ Lockdown Mode เฉพาะกรณีเสี่ยงสูง

Lockdown Mode เป็นโหมดป้องกันขั้นสูงมาก เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีแบบเจาะจง เช่น ผู้บริหารระดับสูง นักข่าว นักเคลื่อนไหว นักการเมือง หรือผู้ที่ถือข้อมูลสำคัญมาก

วิธีเปิด:

Settings > Privacy & Security > Lockdown Mode

โหมดนี้จะจำกัดฟีเจอร์บางอย่างเพื่อปิดช่องทางโจมตี เช่น การทำงานบางส่วนของข้อความ เว็บ หรือการเชื่อมต่อบางประเภท อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา เพราะอาจทำให้การใช้งานบางอย่างไม่สะดวก

17. ลบแอปที่ไม่ใช้และติดตั้งแอปจากแหล่งที่เชื่อถือได้

แอปที่ไม่ใช้งานแต่ยังอยู่ในเครื่องอาจยังมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลบางอย่าง ควรลบแอปที่ไม่จำเป็นออก โดยเฉพาะแอปที่ไม่รู้จัก แอปทดลอง แอปที่ไม่ได้อัปเดตมานาน หรือแอปที่ขอสิทธิ์มากผิดปกติ

ควรติดตั้งแอปจาก App Store เท่านั้น และอ่านข้อมูลก่อนติดตั้ง เช่น คะแนนรีวิว ผู้พัฒนา วันที่อัปเดตล่าสุด และสิทธิ์ที่แอปต้องการ หากเป็นแอปที่เกี่ยวข้องกับการเงิน รูปภาพส่วนตัว เอกสาร หรือข้อมูลลูกค้า ควรเลือกผู้พัฒนาที่น่าเชื่อถือเป็นพิเศษ

18. เช็กลิสต์ตั้งค่า Privacy บน iPhone แบบรวดเร็ว

  • อัปเดต iOS เป็นเวอร์ชันล่าสุด
  • ตรวจสอบ Settings > Privacy & Security
  • ตั้ง Location เป็น While Using หรือ Never
  • ปิด Precise Location สำหรับแอปที่ไม่จำเป็น
  • จำกัด Photos เป็น Limited Access
  • ปิด Camera และ Microphone สำหรับแอปที่ไม่จำเป็น
  • ปิด Allow Apps to Request to Track
  • เปิด App Privacy Report
  • ตรวจสอบ Safety Check
  • ตั้ง Notification Preview เป็น When Unlocked
  • เปิด Find My iPhone
  • เปิด Stolen Device Protection หากรองรับ
  • ตรวจสอบอุปกรณ์ใน Apple ID
  • ลบแอปที่ไม่ใช้งาน
  • ตรวจสอบ iCloud ว่าซิงก์ข้อมูลอะไรอยู่บ้าง

ข้อแนะนำสำหรับผู้ใช้ iPhone ในองค์กร

หากใช้ iPhone ในงานบริษัท โรงแรม หรือธุรกิจที่มีข้อมูลลูกค้า ควรเพิ่มมาตรการดังนี้:

  • แยก Apple ID ส่วนตัวกับบัญชีองค์กร
  • ใช้ Microsoft Intune, Jamf หรือ MDM เพื่อควบคุมเครื่ององค์กร
  • บังคับใช้รหัสผ่านที่แข็งแรง
  • กำหนดนโยบายห้ามติดตั้งแอปที่ไม่จำเป็น
  • เปิดการเข้ารหัสและการลบข้อมูลระยะไกล
  • อบรมพนักงานเรื่อง Phishing, QR Code ปลอม และ Wi-Fi สาธารณะ
  • กำหนดแนวทางการใช้งานรูปภาพลูกค้า เอกสาร และข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับ PDPA

สำหรับองค์กร การตั้งค่า Privacy ไม่ใช่เรื่องของผู้ใช้คนเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Cyber Security และ Data Protection ทั้งระบบ

บทสรุป

การตั้งค่า Privacy บน iPhone เป็นเรื่องที่ทุกคนควรทำ ไม่ว่าจะใช้เครื่องเพื่อความบันเทิง ทำงาน หรือจัดการข้อมูลสำคัญ จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือเข้าไปตรวจสอบ Settings > Privacy & Security แล้วลดสิทธิ์ที่ไม่จำเป็นของแต่ละแอป โดยเฉพาะ Location, Photos, Camera, Microphone, Contacts และ Tracking จากนั้นเปิด App Privacy Report เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมของแอปอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงใช้ Safety Check เพื่อตรวจสอบการแชร์ข้อมูลกับบุคคลอื่น หากเป็นผู้ใช้ที่มีความเสี่ยงสูง อาจพิจารณา Lockdown Mode เพิ่มเติม ความปลอดภัยที่ดีไม่ใช่การปิดทุกอย่าง แต่คือการเปิดเฉพาะสิ่งที่จำเป็นและควบคุมข้อมูลให้อยู่ในมือของเราเอง

FAQ คำถามที่พบบ่อย

ควรปิด Location Services ทั้งหมดหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องปิดทั้งหมด เพราะบางแอปจำเป็นต้องใช้ตำแหน่ง เช่น แผนที่ พยากรณ์อากาศ หรือแอปเรียกรถ แนะนำให้ตั้งเป็น While Using the App และปิด Precise Location สำหรับแอปที่ไม่จำเป็นต้องรู้ตำแหน่งแบบละเอียด

App Privacy Report จำเป็นต้องเปิดไหม?

ควรเปิด เพราะช่วยให้เห็นว่าแอปใดเข้าถึงข้อมูลอะไรบ้าง เช่น ตำแหน่ง กล้อง ไมโครโฟน รูปภาพ และโดเมนที่แอปติดต่อไป หากพบพฤติกรรมผิดปกติจะสามารถปิดสิทธิ์หรือลบแอปได้ทันที

Lockdown Mode ควรเปิดใช้งานตลอดเวลาหรือไม่?

ผู้ใช้ทั่วไปไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา เพราะ Lockdown Mode อาจจำกัดการทำงานบางอย่างของ iPhone เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้บริหาร นักข่าว นักการเมือง หรือผู้ที่กังวลเรื่องการถูกโจมตีแบบเจาะจง

ความคิดเห็น

Labels