เจาะลึก Email Marketing ยังน่าใช้ไหม พร้อมแนะนำเครื่องมือน่าใช้
Email Marketing คือหนึ่งในเครื่องมือการตลาดดิจิทัลที่ยังคงมีประสิทธิภาพสูง แม้ปัจจุบันธุรกิจจะมีช่องทางสื่อสารมากมาย เช่น Facebook, LINE, TikTok, YouTube หรือเว็บไซต์
Email Marketing คืออะไร
Email Marketing คือการใช้ “อีเมล” เป็นช่องทางสื่อสารทางการตลาดกับกลุ่มเป้าหมาย ลูกค้าเดิม ลูกค้าใหม่ สมาชิกเว็บไซต์ หรือผู้ที่เคยแสดงความสนใจในสินค้าและบริการของธุรกิจ เป้าหมายหลักอาจเป็นการแจ้งข่าวสาร โปรโมตสินค้า ส่งข้อเสนอพิเศษ ให้ความรู้ สร้างความน่าเชื่อถือ หรือกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ
ตัวอย่างการใช้งาน Email Marketing ได้แก่
- ส่งจดหมายข่าวประจำเดือน
- แจ้งโปรโมชั่นห้องพักหรือแพ็กเกจโรงแรม
- ส่งคูปองส่วนลดให้สมาชิก
- แจ้งบทความใหม่จากเว็บไซต์
- ส่งอีเมลต้อนรับหลังสมัครสมาชิก
- ส่งอีเมลติดตามหลังลูกค้าใช้บริการ
- ส่งข้อเสนอพิเศษในวันเกิด
- ส่งอีเมลเตือนลูกค้าที่ยังไม่ชำระเงินหรือยังไม่จองต่อ
หัวใจสำคัญของ Email Marketing ไม่ใช่จำนวนอีเมลที่ส่งออกไป แต่คือ “ความเกี่ยวข้อง” ของเนื้อหากับผู้รับ หากส่งอีเมลตรงกลุ่ม ถูกเวลา และให้ประโยชน์จริง โอกาสที่ลูกค้าจะเปิดอ่าน คลิก และตัดสินใจซื้อจะสูงขึ้น
ทำไม Email Marketing ยังสำคัญ
หลายคนอาจคิดว่าอีเมลเป็นเครื่องมือเก่า แต่ในเชิงธุรกิจ Email Marketing ยังมีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่องทางที่ธุรกิจสามารถเป็นเจ้าของฐานข้อมูลลูกค้าได้เอง ไม่ต้องพึ่งพาอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มอื่นทั้งหมด
โซเชียลมีเดียเหมาะกับการสร้างการมองเห็น แต่ Email Marketing เหมาะกับการดูแลความสัมพันธ์ระยะยาว ตัวอย่างเช่น โรงแรมอาจใช้ Facebook เพื่อดึงคนเข้าเว็บไซต์ แต่ใช้อีเมลเพื่อติดตามลูกค้าที่เคยจองห้องพัก ส่งข้อเสนอพิเศษในช่วง Low Season หรือเชิญชวนให้กลับมาพักซ้ำ
ข้อดีสำคัญของ Email Marketing คือสามารถวัดผลได้ชัดเจน เช่น จำนวนผู้เปิดอ่าน อัตราการคลิก จำนวนคนยกเลิกการรับข่าวสาร หรือยอดขายที่เกิดจากแคมเปญอีเมล ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจปรับปรุงแคมเปญได้อย่างต่อเนื่อง
ประโยชน์ของ Email Marketing ต่อธุรกิจ
1. ช่วยรักษาฐานลูกค้าเดิม
ลูกค้าเดิมมักมีโอกาสกลับมาซื้อซ้ำมากกว่าลูกค้าใหม่ หากธุรกิจมีระบบ Email Marketing ที่ดี สามารถส่งข้อมูล โปรโมชั่น หรือเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง เช่น โรงแรมส่งอีเมลข้อเสนอพิเศษให้ลูกค้าที่เคยเข้าพัก หรือร้านค้าออนไลน์ส่งอีเมลแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการซื้อครั้งก่อน
2. ลดต้นทุนการตลาด
เมื่อเทียบกับการซื้อโฆษณา Email Marketing มีต้นทุนต่อการเข้าถึงลูกค้าค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะเมื่อมีฐานรายชื่อที่ได้รับความยินยอมอย่างถูกต้อง ธุรกิจสามารถส่งแคมเปญซ้ำได้หลายครั้งโดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาทุกครั้งเหมือนแพลตฟอร์มโซเชียล
3. สื่อสารแบบเฉพาะบุคคลได้
เครื่องมือ Email Marketing สมัยใหม่สามารถแบ่งกลุ่มผู้รับได้ เช่น ลูกค้าใหม่ ลูกค้าเก่า ลูกค้าที่เคยซื้อ ลูกค้าที่ไม่ได้เปิดอีเมลนานแล้ว หรือสมาชิกที่สนใจสินค้าบางประเภท เมื่อแบ่งกลุ่มได้ดี เนื้อหาที่ส่งก็จะตรงความต้องการมากขึ้น
4. วัดผลได้ละเอียด
ธุรกิจสามารถดูข้อมูลได้ว่าอีเมลฉบับใดเปิดอ่านมากที่สุด หัวข้อแบบใดดึงดูดใจ ลิงก์ใดถูกคลิกมาก และช่วงเวลาใดเหมาะกับการส่งอีเมล ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้การตลาดแม่นยำขึ้น
5. รองรับระบบอัตโนมัติ
Email Automation ช่วยให้ธุรกิจตั้งค่าอีเมลให้ทำงานอัตโนมัติ เช่น เมื่อลูกค้าสมัครสมาชิก ระบบส่งอีเมลต้อนรับทันที เมื่อถึงวันเกิดลูกค้า ระบบส่งคูปองส่วนลด หรือเมื่อลูกค้าไม่กลับมาใช้บริการนาน ระบบส่งอีเมลกระตุ้นการกลับมาใช้บริการ
ประเภทของ Email Marketing
1. Newsletter
Newsletter คืออีเมลข่าวสารที่ส่งเป็นประจำ เช่น รายสัปดาห์ รายเดือน หรือเมื่อมีบทความใหม่ เหมาะสำหรับเว็บไซต์ บล็อก ธุรกิจให้ความรู้ และองค์กรที่ต้องการสื่อสารกับผู้ติดตามอย่างต่อเนื่อง
2. Promotional Email
เป็นอีเมลเพื่อโปรโมตสินค้า บริการ ส่วนลด หรือแคมเปญพิเศษ เช่น Flash Sale, Early Bird, Package Promotion หรือ Seasonal Offer
3. Welcome Email
ส่งให้ผู้ที่เพิ่งสมัครสมาชิกหรือกรอกแบบฟอร์ม เป็นอีเมลแรกที่สร้างความประทับใจ ควรแนะนำธุรกิจ จุดเด่น ช่องทางติดต่อ และสิ่งที่ผู้รับจะได้รับต่อไป
4. Transactional Email
เป็นอีเมลที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม เช่น ยืนยันการสั่งซื้อ ยืนยันการจอง แจ้งชำระเงิน ใบเสร็จ หรือแจ้งสถานะการจัดส่ง อีเมลประเภทนี้มีความสำคัญมาก เพราะผู้รับมักคาดหวังว่าจะได้รับทันที
5. Re-engagement Email
ใช้สำหรับดึงลูกค้าที่เงียบหายไปให้กลับมาสนใจอีกครั้ง เช่น “เราคิดถึงคุณ” “รับส่วนลดพิเศษสำหรับการกลับมาใช้บริการ” หรือ “มีสินค้าใหม่ที่คุณอาจสนใจ”
6. Lead Nurturing Email
เหมาะกับธุรกิจที่ลูกค้าต้องใช้เวลาตัดสินใจ เช่น โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ซอฟต์แวร์ หรือบริการที่มีมูลค่าสูง โดยส่งเนื้อหาความรู้ รีวิว กรณีศึกษา หรือคำแนะนำเป็นลำดับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นก่อนการตัดสินใจ
ขั้นตอนเริ่มทำ Email Marketing
1. กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน
ก่อนเริ่มส่งอีเมล ควรกำหนดเป้าหมาย เช่น ต้องการเพิ่มยอดขาย เพิ่มการจอง เพิ่มผู้เข้าชมเว็บไซต์ รักษาลูกค้าเก่า หรือโปรโมตบทความใหม่ เป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้วางเนื้อหาและวัดผลได้ง่ายขึ้น
2. สร้างรายชื่ออย่างถูกต้อง
รายชื่ออีเมลควรมาจากผู้ที่ยินยอมรับข่าวสาร เช่น สมัครผ่านเว็บไซต์ กรอกแบบฟอร์ม ลงทะเบียนสมาชิก หรือให้ข้อมูลระหว่างใช้บริการ ไม่ควรซื้อรายชื่ออีเมล เพราะเสี่ยงต่อการถูกรายงานเป็นสแปม และอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ธุรกิจ
3. แบ่งกลุ่มผู้รับ
การส่งอีเมลแบบเดียวกันให้ทุกคนอาจไม่ได้ผลดี ควรแบ่งกลุ่ม เช่น ลูกค้าใหม่ ลูกค้าประจำ ลูกค้า VIP ลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าบางประเภท หรือผู้ที่เปิดอ่านอีเมลบ่อย เพื่อให้เนื้อหาตรงกลุ่มมากขึ้น
4. เขียนหัวข้ออีเมลให้น่าสนใจ
หัวข้ออีเมลเป็นจุดตัดสินใจแรกว่าผู้รับจะเปิดอ่านหรือไม่ ควรสั้น ชัดเจน และสื่อถึงประโยชน์ เช่น “รับส่วนลดพิเศษสำหรับการจองล่วงหน้า” หรือ “5 เทคนิคเลือกห้องพักให้คุ้มค่าที่สุด”
5. ออกแบบเนื้อหาให้อ่านง่าย
อีเมลควรมีโครงสร้างชัดเจน ใช้หัวข้อย่อย รูปภาพที่เหมาะสม ปุ่ม Call to Action และข้อความไม่ยาวเกินไป เพราะผู้รับจำนวนมากเปิดอ่านจากมือถือ
6. ใส่ Call to Action ให้ชัด
ทุกอีเมลควรมีเป้าหมาย เช่น คลิกอ่านบทความ จองห้องพัก ซื้อสินค้า ดาวน์โหลดเอกสาร หรือติดต่อทีมขาย ปุ่มหรือข้อความ CTA ควรมองเห็นง่ายและใช้คำที่กระตุ้นการดำเนินการ
7. ทดสอบก่อนส่งจริง
ควรส่งทดสอบให้ทีมงานตรวจสอบก่อน เช่น ตรวจคำผิด ลิงก์ รูปภาพ การแสดงผลบนมือถือ และความถูกต้องของข้อมูล เพื่อป้องกันความผิดพลาด
8. วิเคราะห์ผลและปรับปรุง
หลังส่งแคมเปญ ควรดูค่า Open Rate, Click Rate, Bounce Rate, Unsubscribe Rate และ Conversion Rate เพื่อนำไปปรับหัวข้อ เนื้อหา เวลาในการส่ง และกลุ่มเป้าหมาย
ตัวชี้วัดสำคัญของ Email Marketing
Open Rate
คืออัตราการเปิดอ่านอีเมล ใช้วัดว่าหัวข้ออีเมลและชื่อผู้ส่งน่าสนใจหรือไม่
Click Through Rate
คืออัตราการคลิกลิงก์ในอีเมล ใช้วัดว่าเนื้อหาและข้อเสนอมีความน่าสนใจเพียงพอหรือไม่
Bounce Rate
คืออัตราอีเมลที่ส่งไม่สำเร็จ อาจเกิดจากอีเมลผิด ไม่มีอยู่จริง หรือกล่องจดหมายเต็ม หาก Bounce Rate สูง ควรทำความสะอาดรายชื่อ
Unsubscribe Rate
คืออัตราการยกเลิกรับข่าวสาร หากสูงเกินไป อาจหมายถึงส่งบ่อยเกินไป เนื้อหาไม่ตรงความสนใจ หรือผู้รับไม่ได้ให้ความยินยอมอย่างเหมาะสม
Conversion Rate
คืออัตราการเกิดผลลัพธ์ตามเป้าหมาย เช่น การซื้อ การจอง การสมัคร หรือการดาวน์โหลด เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดในเชิงธุรกิจ
เทคนิคทำ Email Marketing ให้ได้ผล
1. ส่งให้ถูกคน
อย่าส่งทุกอย่างให้ทุกคน ควรใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อแบ่งกลุ่มและส่งเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
2. ส่งในเวลาที่เหมาะสม
เวลาในการส่งมีผลต่อการเปิดอ่าน ควรทดสอบหลายช่วงเวลา เช่น เช้า กลางวัน หรือเย็น แล้วดูข้อมูลจริงจากระบบ
3. ใช้ Personalization
การใส่ชื่อผู้รับ แนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้อง หรือส่งข้อเสนอจากประวัติการใช้งาน ช่วยเพิ่มความรู้สึกเฉพาะบุคคล
4. ไม่ส่งถี่เกินไป
การส่งบ่อยเกินไปอาจทำให้ผู้รับรำคาญและยกเลิกรับข่าวสาร ควรกำหนดความถี่ให้เหมาะสม เช่น สัปดาห์ละครั้ง หรือเดือนละ 2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ
5. ทำ A/B Testing
ทดลองหัวข้ออีเมล รูปภาพ ปุ่ม CTA หรือเวลาในการส่ง เพื่อดูว่าแบบใดให้ผลลัพธ์ดีที่สุด
6. ดูแลคุณภาพรายชื่อ
ควรลบอีเมลที่ส่งไม่สำเร็จบ่อย ผู้ที่ไม่เคยเปิดอ่าน หรืออีเมลที่ไม่มีคุณภาพ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของผู้ส่ง
7. ให้ผู้รับยกเลิกได้ง่าย
อีเมลการตลาดควรมีลิงก์ยกเลิกรับข่าวสารอย่างชัดเจน เป็นการเคารพผู้รับ และช่วยลดโอกาสถูกแจ้งเป็นสแปม
ข้อควรระวังด้านกฎหมายและความปลอดภัย
Email Marketing ต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะการเก็บอีเมล ชื่อ เบอร์โทร หรือข้อมูลลูกค้า ธุรกิจควรขอความยินยอมก่อนส่งอีเมลการตลาด และแจ้งวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน
สำหรับประเทศไทย ควรคำนึงถึง PDPA หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น มีนโยบายความเป็นส่วนตัว เปิดให้ผู้รับยกเลิกการรับข่าวสาร และไม่เปิดเผยข้อมูลลูกค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต
ด้านความปลอดภัย ควรเปิดใช้งาน SPF, DKIM และ DMARC สำหรับโดเมนอีเมล เพื่อช่วยลดปัญหาอีเมลปลอม เพิ่มความน่าเชื่อถือ และทำให้อีเมลมีโอกาสเข้าสู่ Inbox มากขึ้น
แนะนำเครื่องมือ Email Marketing น่าใช้
1. Mailchimp
Mailchimp เป็นหนึ่งในเครื่องมือ Email Marketing ที่ได้รับความนิยมสูง เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง จุดเด่นคือใช้งานง่าย มีเครื่องมือสร้างอีเมลแบบ Drag-and-Drop มีเทมเพลตจำนวนมาก รองรับ Automation, Landing Page, Signup Form และรายงานผลแคมเปญ เหมาะกับผู้เริ่มต้น เว็บไซต์ธุรกิจ SME และทีมที่ต้องการเครื่องมือครบในตัวเดียว
2. Brevo
Brevo หรือชื่อเดิม Sendinblue เป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการ Email Marketing ร่วมกับ CRM, SMS, WhatsApp, Live Chat และ Transactional Email ในระบบเดียว จุดเด่นคือสามารถแบ่งกลุ่มลูกค้า ทำ Automation และจัดการแคมเปญได้ค่อนข้างครบ เหมาะกับ SME โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่ต้องการระบบสื่อสารกับลูกค้าแบบคุ้มค่า
3. HubSpot Marketing Hub
HubSpot เหมาะกับองค์กรที่ต้องการระบบการตลาดแบบครบวงจร เชื่อมโยงระหว่าง Email Marketing, CRM, Landing Page, Form, Lead Management และ Sales Pipeline จุดเด่นคือข้อมูลลูกค้าเชื่อมกับ CRM ได้ดี เหมาะกับธุรกิจ B2B ธุรกิจบริการ โรงแรมที่มีลูกค้าองค์กร และบริษัทที่ต้องการติดตาม Lead อย่างเป็นระบบ
4. MailerLite
MailerLite เป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่าย เหมาะกับผู้เริ่มต้น Blogger Creator ธุรกิจขนาดเล็ก และเว็บไซต์ที่ต้องการส่ง Newsletter จุดเด่นคืออินเทอร์เฟซเรียบง่าย มีระบบสร้างอีเมล Automation, Landing Pages, Signup Forms และ Website Builder เหมาะกับผู้ที่ต้องการเริ่มต้น Email Marketing โดยไม่ต้องใช้ระบบซับซ้อน
5. ActiveCampaign
ActiveCampaign เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการ Automation ขั้นสูง การติดตามพฤติกรรมลูกค้า และการทำ Personalized Campaign จุดเด่นคือ Workflow มีความยืดหยุ่น เหมาะกับธุรกิจที่มี Customer Journey หลายขั้นตอน เช่น E-Commerce, SaaS, Online Course หรือธุรกิจบริการที่ต้องการดูแล Lead อย่างละเอียด
6. Klaviyo
Klaviyo เหมาะกับ E-Commerce โดยเฉพาะ เพราะสามารถเชื่อมต่อข้อมูลการซื้อ พฤติกรรมลูกค้า การดูสินค้า และตะกร้าสินค้า เพื่อสร้างแคมเปญอัตโนมัติ เช่น Abandoned Cart, Product Recommendation และ Customer Win-back เหมาะกับร้านค้าออนไลน์ แบรนด์สินค้า และธุรกิจที่มีฐานลูกค้าซื้อซ้ำ
Email Marketing สำหรับธุรกิจโรงแรม
สำหรับธุรกิจโรงแรม Email Marketing สามารถนำไปใช้ได้หลายรูปแบบ เช่น
- ส่งอีเมลยืนยันการจอง
- ส่งข้อมูลก่อนเข้าพัก เช่น แผนที่ เวลาเช็กอิน และบริการเสริม
- เสนอ Airport Transfer หรือ Spa Package
- ส่งแบบสอบถามหลังเข้าพัก
- ส่งโปรโมชั่นให้ลูกค้าที่เคยเข้าพัก
- ส่งข้อเสนอวันเกิดหรือวันครบรอบ
- ส่งแพ็กเกจช่วง Low Season
- ส่งแคมเปญให้ลูกค้าองค์กรหรือ Travel Agent
หากเชื่อมต่อกับ PMS, CRM หรือ Booking Engine ได้ จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะสามารถใช้ข้อมูลการจอง ประเภทห้องพัก วันที่เข้าพัก หรือประวัติการใช้บริการ เพื่อส่งข้อเสนอที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม
ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่เคยจองห้อง Family Room อาจได้รับอีเมลแพ็กเกจครอบครัว ส่วนลูกค้าที่เคยจองห้องประชุมอาจได้รับอีเมล Meeting Package หรือ Corporate Rate สำหรับการใช้งานครั้งถัดไป
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
1. ซื้อรายชื่ออีเมล
การซื้อรายชื่อมักได้ผู้รับที่ไม่รู้จักธุรกิจ และไม่ได้ยินยอมรับข่าวสาร ทำให้เสี่ยงถูกแจ้งเป็นสแปม
2. ส่งอีเมลขายอย่างเดียว
หากทุกอีเมลเป็นการขาย ผู้รับอาจเบื่อ ควรมีเนื้อหาที่ให้ประโยชน์ เช่น คำแนะนำ บทความ ข่าวสาร หรือสิทธิพิเศษ
3. ไม่รองรับมือถือ
ผู้ใช้จำนวนมากเปิดอีเมลบนมือถือ หากอีเมลแสดงผลไม่ดี รูปใหญ่เกินไป หรือปุ่มคลิกยาก อัตราการคลิกจะลดลง
4. ไม่วัดผล
การส่งอีเมลโดยไม่ดูรายงานผล ทำให้ไม่รู้ว่าอะไรได้ผลหรือไม่ได้ผล ควรดูข้อมูลทุกครั้งหลังส่งแคมเปญ
5. ไม่มีแผนระยะยาว
Email Marketing ควรทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ส่งเฉพาะช่วงมีโปรโมชั่น ควรวางปฏิทินเนื้อหา เช่น รายสัปดาห์ รายเดือน หรือแคมเปญตามฤดูกาล
สรุป
Email Marketing เป็นเครื่องมือการตลาดที่ยังมีคุณค่าอย่างมากสำหรับธุรกิจยุคดิจิทัล เพราะช่วยให้ธุรกิจสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง รักษาความสัมพันธ์ เพิ่มยอดขาย และสร้างการกลับมาใช้บริการซ้ำ จุดสำคัญคือการสร้างรายชื่ออย่างถูกต้อง แบ่งกลุ่มผู้รับ ส่งเนื้อหาที่ตรงความสนใจ ใช้ระบบ Automation และวัดผลอย่างสม่ำเสมอ สำหรับธุรกิจโรงแรม Email Marketing สามารถใช้ได้ตั้งแต่ก่อนเข้าพัก ระหว่างเข้าพัก หลังเข้าพัก ไปจนถึงการทำแคมเปญให้ลูกค้ากลับมาจองซ้ำ หากเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม เช่น Mailchimp, Brevo, HubSpot, MailerLite, ActiveCampaign หรือ Klaviyo จะช่วยให้การทำการตลาดผ่านอีเมลเป็นระบบมากขึ้น ประหยัดเวลา และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง
FAQ คำถามที่พบบ่อย
Email Marketing ยังจำเป็นอยู่ไหมในยุคโซเชียลมีเดีย?
ยังจำเป็น เพราะอีเมลเป็นช่องทางที่ธุรกิจสามารถเก็บฐานข้อมูลลูกค้าเองได้ ไม่ต้องพึ่งอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลทั้งหมด และเหมาะสำหรับการสื่อสารระยะยาวกับลูกค้า
ควรส่ง Email Marketing บ่อยแค่ไหน?
ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ โดยทั่วไปอาจเริ่มจากสัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละ 2 ครั้ง ควรดูอัตราการเปิดอ่านและการยกเลิกรับข่าวสารประกอบ หากมีคนยกเลิกมาก อาจต้องลดความถี่หรือปรับเนื้อหา
เครื่องมือ Email Marketing ใดเหมาะกับผู้เริ่มต้น?
MailerLite และ Mailchimp เหมาะกับผู้เริ่มต้น เพราะใช้งานง่าย มีเทมเพลต ระบบสร้างอีเมล และฟีเจอร์ Automation เบื้องต้น ส่วนธุรกิจที่ต้องการ CRM หรือระบบครบวงจร อาจพิจารณา Brevo หรือ HubSpot


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น