ปัจจุบันกลโกงมีความซับซ้อนมากขึ้น ตั้งแต่ SMS หลอกลวง ลิงก์ปลอม แอปดูดเงิน โทรศัพท์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือธนาคาร ไปจนถึงการแฮ็กบัญชีโซเชียลมีเดียเพื่อนำไปหลอกคนใกล้ตัว หากผู้ใช้งานไม่รู้เท่าทันหรือไม่ได้ตั้งค่าความปลอดภัยพื้นฐาน อาจสูญเสียเงิน ข้อมูลส่วนตัว หรือถูกนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดได้โดยไม่รู้ตัว
บทความนี้จะอธิบายวิธีตั้งค่ามือถือให้ปลอดภัยจากมิจฉาชีพอย่างเป็นระบบ เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง ทั้งสำหรับผู้ใช้ทั่วไปและผู้ที่ไม่ถนัดเทคโนโลยี
เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและใช้งานมือถือได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
วิธีตั้งค่ามือถือให้ปลอดภัยจากมิจฉาชีพ
1) ตั้งรหัสล็อกหน้าจอให้รัดกุม
การป้องกันขั้นพื้นฐานที่สุดคือการล็อกหน้าจอ เพราะหากมือถือหายหรือถูกขโมย ผู้ไม่หวังดีจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทันที
- ใช้รหัสผ่านอย่างน้อย 6 หลัก หรือใช้รูปแบบผสมตัวเลข
- หลีกเลี่ยงรหัสเดาง่าย เช่น 123456, วันเกิด, เลขโทรศัพท์
- เปิดใช้งานสแกนลายนิ้วมือหรือสแกนใบหน้า ควบคู่กับรหัสผ่าน
2) เปิดการยืนยันตัวตนสองชั้น (Two-Factor Authentication)
การยืนยันตัวตนสองชั้นช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้บัญชีสำคัญ เช่น อีเมล โซเชียลมีเดีย และแอปธนาคาร
- แม้รหัสผ่านรั่ว มิจฉาชีพก็ไม่สามารถเข้าใช้งานได้
- ลดความเสี่ยงจากการถูกแฮ็กบัญชี
3) อัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปสม่ำเสมอ
การไม่อัปเดตระบบคือช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่สำคัญ
- แก้ไขช่องโหว่ที่มิจฉาชีพอาจใช้โจมตี
- เพิ่มระบบป้องกันใหม่ๆ จากผู้พัฒนา
- ปรับปรุงความเสถียรของเครื่อง
4) ระวังการติดตั้งแอปนอก Store
แอปนอกแหล่งทางการเป็นแหล่งรวมมัลแวร์และแอปดูดเงิน
- ติดตั้งแอปจาก App Store หรือ Play Store เท่านั้น
- ตรวจสอบชื่อผู้พัฒนาและรีวิวก่อนติดตั้ง
- หลีกเลี่ยงไฟล์ .apk จากลิงก์แปลกๆ
5) ตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงของแอป
หลายแอปขอสิทธิ์เกินความจำเป็น เช่น เข้าถึง SMS หรือรายชื่อ
- ปิดสิทธิ์ที่ไม่จำเป็น เช่น แอปไฟฉายไม่ควรเข้าถึงรายชื่อ
- ตรวจสอบเมนู “ความเป็นส่วนตัว” เป็นระยะ
- ถอนการติดตั้งแอปที่ไม่ได้ใช้งาน
6) ปิดการแสดงตัวอย่างข้อความบนหน้าจอล็อก
SMS หรือข้อความแจ้งเตือนอาจมีรหัส OTP หรือข้อมูลสำคัญ
- ตั้งค่าไม่ให้แสดงเนื้อหาข้อความบนหน้าจอล็อก
- แสดงเฉพาะชื่อแอปหรือแจ้งเตือนแบบย่อ
7) ระวัง SMS และลิงก์หลอกลวง
มิจฉาชีพมักใช้ข้อความเร่งด่วน เช่น “บัญชีถูกระงับ” เพื่อหลอกให้กดลิงก์
- อย่ากดลิงก์ที่แนบมากับ SMS แปลกๆ
- ตรวจสอบ URL ให้ละเอียด (สะกดโดเมนผิด, มีตัวอักษรแปลก, หรือใช้โดเมนย่อยหลอก)
- ธนาคารหรือหน่วยงานรัฐโดยทั่วไปไม่ขอข้อมูลสำคัญผ่านลิงก์
8) เปิดฟีเจอร์ค้นหาเครื่องและลบข้อมูลระยะไกล
ในกรณีมือถือหาย ฟีเจอร์นี้ช่วยลดความเสียหายได้มาก
- ระบุตำแหน่งมือถือ
- ล็อกเครื่องจากระยะไกล
- ลบข้อมูลทั้งหมดเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล
9) ใช้แอปป้องกันไวรัสหรือความปลอดภัย (ตามความเหมาะสม)
แม้มือถือจะปลอดภัยระดับหนึ่ง แต่แอปเสริมช่วยเพิ่มการแจ้งเตือนความเสี่ยงได้
- เลือกผู้พัฒนาที่เชื่อถือได้
- หลีกเลี่ยงแอปที่โฆษณาเกินจริง
- ดูคะแนนรีวิวและจำนวนผู้ใช้งานประกอบ
10) แยกการใช้งานส่วนตัวกับธุรกรรมการเงิน (ถ้าทำได้)
หากเป็นไปได้ แยกมือถือหรืออย่างน้อยแยกโปรไฟล์/โฟลเดอร์สำหรับแอปการเงินจะปลอดภัยขึ้น
- ลดความเสี่ยงจากแอปแฝง
- ควบคุมความปลอดภัยได้ง่ายขึ้น
11) ระวังการโทรหลอกลวง
มิจฉาชีพมักอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือธนาคาร และกดดันให้ทำตามคำสั่ง
- วางสายแล้วโทรกลับไปยังเบอร์ทางการจากเว็บไซต์/หลังบัตร
- ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวหรือรหัส OTP
- อย่าทำตามคำสั่งที่เร่งรีบ เช่น ให้โอนเงิน/ติดตั้งแอป/แชร์หน้าจอ
12) สำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
การสำรองข้อมูลช่วยให้ไม่สูญเสียข้อมูลสำคัญ หากเครื่องหายหรือถูกรีเซ็ต
- รายชื่อผู้ติดต่อ
- รูปภาพและเอกสาร
- ข้อมูลแอปที่จำเป็น (ตามระบบที่รองรับ)
FAQ
Q1: มือถือรุ่นเก่าจำเป็นต้องตั้งค่าความปลอดภัยหรือไม่?
จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะรุ่นเก่ามักมีช่องโหว่มากกว่า และตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพได้ง่าย แนะนำให้อัปเดตระบบเท่าที่ทำได้ และหลีกเลี่ยงติดตั้งแอปจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
Q2: แอปธนาคารปลอดภัยแค่ไหน?
โดยทั่วไปค่อนข้างปลอดภัยหากตั้งค่าถูกต้อง เช่น เปิดยืนยันตัวตนสองชั้น/ไบโอเมตริก ตั้งรหัสเครื่องให้แข็งแรง และไม่บอกรหัสผ่านหรือ OTP กับใคร
Q3: ถ้าเผลอกดลิงก์หลอกลวงควรทำอย่างไร?
ให้ตัดอินเทอร์เน็ตทันที จากนั้นเปลี่ยนรหัสผ่านบัญชีสำคัญ ตรวจสอบแอปที่ติดตั้งล่าสุด และติดต่อธนาคาร/หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว หากมีการกรอกข้อมูลหรือทำธุรกรรมไปแล้ว


Social Plugin