Data Leakage หรือการรั่วไหลของข้อมูล คือหนึ่งในความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่องค์กรเผชิญอย่างจริงจัง โดยเฉพาะยุคที่ข้อมูลเป็นทรัพย์สินสำคัญของธุรกิจ
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลลูกค้า ข้อมูลพนักงาน ข้อมูลทางการเงิน หรือข้อมูลเชิงกลยุทธ์ หากข้อมูลเหล่านี้รั่วไหลออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจกระทบทั้งด้านกฎหมาย ชื่อเสียง ความเชื่อมั่นของลูกค้า และความเสียหายทางการเงิน ปัจจัยที่ทำให้เกิด Data Leakage มีได้ทั้งจากความผิดพลาดของพนักงาน ภัยคุกคามจากบุคคลภายใน การโจมตีทางไซเบอร์ หรือการตั้งค่าระบบ IT ที่ไม่รัดกุม
บทความนี้จะอธิบายความหมาย สาเหตุ ผลกระทบ และแนวทางป้องกันอย่างเป็นระบบ
เพื่อช่วยให้องค์กรลดความเสี่ยงและบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
Data Leakage คืออะไร
Data Leakage คือการที่ข้อมูลสำคัญขององค์กรถูก “เปิดเผย/ส่งออก/เข้าถึง” โดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เช่น ส่งไฟล์ผิดคน แชร์ลิงก์ไฟล์แบบ Public ตั้งค่า Cloud/Database ผิด หรือพนักงานนำข้อมูลออกไปใช้นอกวัตถุประสงค์
Data Leakage vs Data Breach ต่างกันอย่างไร
| หัวข้อ | Data Leakage | Data Breach |
|---|---|---|
| ลักษณะ | ข้อมูลหลุดจากความผิดพลาด/ตั้งค่าผิด/พฤติกรรมผู้ใช้ | ข้อมูลถูกขโมยจากการโจมตี/เจาะระบบอย่างจงใจ |
| ตัวอย่าง | ส่งอีเมลผิดคน, แชร์ไฟล์ Public, USB โอนข้อมูล | แฮกเกอร์ขโมยฐานข้อมูล, Ransomware exfiltration |
| โฟกัสการป้องกัน | คุมสิทธิ์, DLP, นโยบาย/อบรม, ตั้งค่าระบบ | Patch, WAF/EDR, Incident Response, Threat Detection |
ประเภทของ Data Leakage ที่พบบ่อย
- Unintentional Leakage:
ส่งอีเมลผิดคน, แนบไฟล์ผิด, ตั้งค่าแชร์ไฟล์แบบสาธารณะโดยไม่ตั้งใจ - Insider Threat:
พนักงานนำข้อมูลออกไปใช้นอกงาน, อดีตพนักงานยังมีสิทธิ์เข้าถึง - Poor Configuration:
เปิดฐานข้อมูล/Storage แบบ Public, ไม่มีการเข้ารหัส, Permission กว้างเกินไป - Lost/Stolen Devices:
Laptop/มือถือ/USB หายหรือถูกขโมย โดยไม่มีการเข้ารหัส - Third-Party Risk:
Vendor/Partner เข้าถึงข้อมูลเกินจำเป็น หรือควบคุมไม่รัดกุม
ผลกระทบของ Data Leakage ต่อองค์กร
- ความเสียหายทางการเงิน:
ค่าปรับ ค่าแก้ไขระบบ ค่าแจ้งเตือนผู้ได้รับผลกระทบ และค่าเสียโอกาส - ความเสี่ยงด้านกฎหมาย/กำกับดูแล:
เช่น PDPA (ไทย) หรือมาตรฐาน/ข้อกำหนดอุตสาหกรรม - ชื่อเสียงและความเชื่อมั่นลดลง:
ลูกค้าไม่มั่นใจในการดูแลข้อมูล - ความเสี่ยงทางการแข่งขัน:
ข้อมูลราคาต้นทุน กลยุทธ์ แผนงาน หรือข้อมูลสัญญาอาจหลุด
สาเหตุหลักของ Data Leakage
- ไม่มี Data Classification และแนวทางจัดการข้อมูลตามระดับความลับ
- การควบคุมสิทธิ์ไม่ดี (สิทธิ์กว้างเกิน, ไม่ทำ RBAC)
- ขาดการอบรม Security Awareness (Phishing, การแชร์ไฟล์, การใช้แอปแชต)
- การใช้ Cloud/Remote Work โดยไม่มีมาตรการเสริม (MFA, Conditional Access, Device Control)
- ขาดการตรวจสอบ (Logging/Monitoring) และไม่ทำ Audit เป็นระยะ
วิธีป้องกัน Data Leakage อย่างเป็นระบบ
1) กำหนดนโยบายและจัดชั้นข้อมูล (Data Governance)
- ทำ Data Classification เช่น Public / Internal / Confidential / Restricted
- กำหนดเจ้าของข้อมูล (Data Owner) และผู้รับผิดชอบ
- สร้างมาตรฐานการแชร์/จัดเก็บ/ส่งต่อข้อมูล (Email, Cloud, USB)
2) ใช้ระบบ DLP (Data Loss Prevention)
- ตรวจจับ/บล็อกการส่งข้อมูลสำคัญออกนอกองค์กรผ่าน Email, Web, Cloud
- ตั้ง Policy ตามประเภทข้อมูล (เช่น เลขบัตร/พาสปอร์ต/ข้อมูลการเงิน)
- ทำ Alert และ Workflow ให้ทีม IT/Sec ตรวจสอบ
3) เข้ารหัสข้อมูล (Encryption)
- เข้ารหัสข้อมูลขณะจัดเก็บ (At Rest) และขณะส่งผ่าน (In Transit: TLS)
- ใช้ Full Disk Encryption บน Laptop/มือถือ
- จัดการกุญแจเข้ารหัส (Key Management) ให้ปลอดภัย
4) ควบคุมสิทธิ์และยืนยันตัวตน
- ใช้ RBAC และหลัก Least Privilege (ให้เท่าที่จำเป็น)
- เปิด MFA สำหรับ Email, VPN, Cloud และระบบสำคัญ
- ทำ Offboarding: ปิดบัญชี/สิทธิ์ทันทีเมื่อพนักงานลาออกหรือย้ายงาน
5) อบรมพนักงาน (Security Awareness)
- สอนวิธีตรวจ Phishing/ลิงก์ปลอม/ไฟล์แนบอันตราย
- แนวทางแชร์ไฟล์อย่างปลอดภัย (กำหนดสิทธิ์, วันหมดอายุลิงก์, หลีกเลี่ยง Public)
- ทำแบบทดสอบ/ซ้อมสถานการณ์เป็นระยะ
6) Logging, Monitoring และ Incident Response
- เก็บ Log การเข้าถึงข้อมูล (ใคร/เมื่อไร/จากไหน/ทำอะไร)
- ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เช่น ดาวน์โหลดจำนวนมาก หรือ Login จากประเทศเสี่ยง
- มีแผนตอบสนองเหตุการณ์ (IR Plan) และขั้นตอนแจ้งเหตุ/จำกัดความเสียหาย
7) คุมความเสี่ยงจาก Third-Party และ Cloud
- ประเมิน Vendor Access: ให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็นและมีระยะเวลา
- ตั้งค่า Cloud ให้ปลอดภัย: Private by default, MFA, Conditional Access
- ทำ Audit/Review สิทธิ์และการแชร์ไฟล์เป็นรอบ (เช่น รายเดือน/รายไตรมาส)
Data Leakage ในยุค Cloud และ Remote Work
เมื่อการทำงานแบบ Hybrid/Remote เพิ่มขึ้น ขอบเขตข้อมูลจะกว้างขึ้นและควบคุมยากขึ้น องค์กรควรเสริมแนวคิด “ไม่เชื่อโดยอัตโนมัติ” และควบคุมอุปกรณ์/บัญชีผู้ใช้ให้รัดกุม โดยเฉพาะ Email, Cloud Drive, และแอปสื่อสารภายในองค์กร
- ใช้แนวทาง Zero Trust (ยืนยันตัวตนทุกครั้ง + ตรวจสอบสภาพแวดล้อมการใช้งาน)
- แยกข้อมูลงาน/ส่วนตัว และกำหนดนโยบาย BYOD ให้ชัดเจน
- ใช้ Device Compliance/MDM เพื่อบังคับใช้ Encryption และ PIN/Password มาตรฐาน
เช็กลิสต์สั้นๆ (นำไปใช้ได้ทันที)
- เปิด MFA ให้ทุกบัญชีสำคัญ (Email/Cloud/VPN/Admin)
- ตรวจสิทธิ์การแชร์ไฟล์ Cloud: ปิด Public, จำกัด External, ตั้งวันหมดอายุลิงก์
- เปิด Full Disk Encryption บน Laptop/มือถือ และล็อกหน้าจออัตโนมัติ
- ทำ Offboarding ให้เร็ว: ปิดบัญชี/Token/Shared Access ทันทีเมื่อพนักงานออก
- เริ่มใช้ DLP อย่างน้อยกับ Email และ Cloud Drive ก่อน
บทสรุป
Data Leakage เป็นความเสี่ยงที่เกิดได้ทั้งจาก “คน” และ “การตั้งค่าระบบ” ไม่ใช่แค่การถูกแฮกเท่านั้น วิธีป้องกันที่ได้ผลคือทำเป็นระบบ: จัดชั้นข้อมูล + คุมสิทธิ์ + MFA + เข้ารหัส + DLP + อบรม และตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เมื่อทำครบวงจร องค์กรจะลดโอกาสข้อมูลรั่วไหลและรับมือเหตุการณ์ได้รวดเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Data Leakage เกิดจากอะไรบ่อยที่สุด?
เรื่องที่พบบ่อยมากมาจากการส่งข้อมูลผิดคน/แชร์ไฟล์แบบ Public, สิทธิ์เข้าถึงกว้างเกิน และการถูกหลอกผ่าน Phishing.
เริ่มป้องกันแบบเร็วที่สุดควรทำอะไร?
เริ่มจากเปิด MFA (Multi-Factor Authentication) คือ การยืนยันตัวตนแบบหลายแบบ จากนั้น จำกัดการแชร์ไฟล์ Cloud, เข้ารหัสอุปกรณ์พกพา และทำ Offboarding ให้รัดกุม.
DLP จำเป็นไหมสำหรับองค์กรขนาดกลาง?
DLP คือ Data Loss Prevention หมายถึง การป้องกันข้อมูลรั่วไหล เป็นสิ่งจำเป็นมาก โดยเฉพาะองค์กรที่ใช้ Email/Cloud เป็นหลัก DLP ช่วยลดความผิดพลาดและยับยั้งการส่งข้อมูลสำคัญออกนอกองค์กร


Social Plugin