webmaster

สร้าง web ด้วยตัวเอง

สำหรับเพื่อนๆ อีกหลายๆ คนที่ต้องการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เพื่อทำการค้าขายบนอินเตอร์เน็ต หรือต้องการหารายได้พิเศษจากอินเตอร์เน็ตในรูปแบบต่างๆ หลายๆ คนท้อที่จะมีเว็บเป็นของตนเอง เพราะไม่ทราบรายละเอียดว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง แถมบางคนกลัวว่าจะทำไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เลย วันนี้ ผมมีคำแนะนำมาบอกกัน เพื่อให้ทราบว่า เว็บไซต์ทำง่าย ทำได้ทุกคน เพียงคุณแค่ใช้งานอินเตอร์เน็ตเป็น และมีความรู้พืนฐานคอมพิวเตอร์สักนิด..

ส่วนประกอบของเว็บไซต์ที่ต้องมี

  1. Domain Name - ชื่อเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น www.karn.tv เป็นต้น เราสามารถตั้งชื่ออะไรก็ได้ แต่จะให้ดีควรตั้งเป็นชื่อที่เกี่ยวกับของสินค้า หรือบริการของเราจะดีกว่า และไม่ควรความยาวมากนัก สำหรับราคาค่า Domain Name ไม่เกิน 400 บาทต่อชื่อเว็บไซต์ และที่สำคัญมากๆ ควรตอบสอบชื่อเว็บในการสั่งซื้อและแสดงความเป็นเจ้าของว่า เป็นชื่อของเราหรือไม่
  2. Web Hosting - พื้นที่ในการเก็บเว็บไซต์ หรือผลงานของเรา โดยปกติราคาจะขึ้นกับขนาดความจุของพื้นที่ที่เราต้องการ ซึ่งจะรวมกับขนาดของอีเมล์ด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าเราซื้อพื้นที่ Web Hosting 200 MB หมายความว่า เราจะได้รับพื้นที่ในการเก็บเว็บไซต์และอีเมล์รวมกันไม่เกิน 200 MB เป็นต้น สำหรับราคา Web Hosting อาจเริ่มต้นที่ 100 - 200 บาทต่อเดือนต่อพื้นที่ประมาณ 100-200 MB ทั้งนี้ขึ้นกับบริษัทที่ให้บริการ (ของถูกมากเกินไป ก็ควรระวังเรื่องบริการไว้ด้วยครับ) สรุปว่าซื้อ Web hosting จะได้ระบบอีเมล์ แถมมาให้ด้วย สะดวกมากๆ
  3. Web Design / Web Tools - การออกแบบเว็บไซต์ และเครื่องมือที่เราใช้ในการออกแบบเว็บ บางเว็บอาจต้องการระบบฐานข้อมูล เพื่อจัดเก็บ ดังนั้น การเลือก Web Hosting จะต้องมีการระบุว่าต้องการระบบฐานข้อมูลหรือไม่ (ราคาอาจมีความแตกต่างกันบ้าง) รายละเอียดเพิ่มเติม ให้ศึกษาในหัวข้อถัดๆ ไป

สำหรับมือใหม่ที่ต้องการมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง

สำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายนั้น ผมคิดว่าราคาเริ่มต้น สามารถกำหนดให้อยู่ได้ไม่เกิน 3,000 บาทต่อปี (ราคา Domain Name 600 บาทปีบวกกับค่า Web Hosting 200 บาทต่อเดือน x 12 เดือน = 2,400 บาท) สำหรับใครที่อยากได้ถูกกว่านี้ ก็สามารถหาเลือกซื้อได้ครับ แต่เรื่องคุณภาพคงต้องพิจารณากันมากหน่อย

ของฟรี เรื่องที่ต้องพิจารณาดีๆ

ส่วนเรื่องของ Domain Name หรือ Web Hosting ที่เขาแจกให้ใช้กันฟรีๆ สำหรับใครที่อยากจะทดลองใช้ ก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าตั้งใจจะทำจริงจังแล้ว แนะนำให้ลงทุนสักนิด เนื่องจากถ้าเว็บที่เราสร้างขึ้นมีจำนวนผู้ชมมากขึ้น และทำให้ server ที่เป็นที่ให้บริการให้เขามีปัญหาเรื่องความล่าช้า เว็บของคุณก็อาจมีปัญหาได้เช่นกัน คงต้องพิจารณาให้ดีๆจะได้ไม่เสียเวลาเริ่มต้นใหม่..

เว็บสำเร็จรูป เรื่องที่ต้องคิดให้มากๆ

หลายๆ คนที่ใช้เว็บสำเร็จรูปว่าก่อนคงต้องพิจารณากันให้มากสักนิดก่อนว่า คุณจะยอมรับในข้อจำกัดเหล่านี้ได้หรือไม่

  1. รูปแบบการออกแบบ อาจซ้ำกับอีกหลายๆ เว็บไซต์ เพราะเป็นรูปแบบสำเร็จรูป
  2. ความยืดหยุ่นต่ำ มีข้อจำกัดในการแก้ไข หรือการจัดวางภาพ เพราะอาจไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้
  3. อาจมีโฆษณาของเจ้าของเว็บแทรกเข้ามาในเว็บไซต์ของเรา

หวังว่า ข้อมูลข้างต้น คงพอเป็นไอเดียให้เพื่อนๆ ที่สนใจจะมีเว็บเป็นของตัวเอง ได้เข้าใจแล้วน่ะครับว่า การมีเว็บมีส่วนประกอบอะไรบ้าง และค่าใช้จ่ายเบื้องต้นอะไรบ้าง

สิ่งที่ต้องรู้และทำความเข้าใจ

 

  •  Tips ค้นหาข้อมูลในเว็บ 
  • หากต้องการค้นจากเนื้อหาทั้งหมด ให้คุณป้อนคำที่ต้องการลงในช่อง "ค้นหา" ที่อยู่มุมขวาบนสุดของเว็บ หรือ
  • หากคุณต้องการค้นหาหัวข้อในหมวดนี้ ให้คุณป้อนคำที่ต้องการลงในช่อง "กรองตามชื่อเรื่อง" ข้างล่างนี้ 

วิธีเลือกซื้อ Web Hosting

Web Hosting คืออะไร

Web Hosting คือการให้บริการเช่าพื้นที่เพื่อใช้สำหรับการจัดวางเว็บเพจ ที่เราสร้างขึ้นมา โดยปกติแล้ว หลังจากซื้อบริการ Web Hosting แล้ว เราจะได้พื้นที่ที่เราสามารถจัดวางข้อมูลเว็บไซต์ รวมทั้งได้พื้นที่สำหรับการใช้อีเมลด้วย (พื้นที่ของเว็บเพจ และอีเมล จะรวมกัน) ซื้อหนึ่งได้ถึงสอง

หลักในการเลือกซื้อ Web Hosting

Web Hosting ทั่วไป จะแบ่งระบบปฏิบัติการออกเป็น 2 ชนิดคือ Unix และ Windows Server

  • Unix จะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า สำหรับภาษาที่รองรับการทำงาน ได้แก่ HTML, PHP รวมทั้งระบบ database MySQL เป็นต้น
  • Windows Server จะเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า เพราะต้องเสียค่า License ของ Windows Server สำหรับภาษาที่รองรับเพิ่มเติมคือ ASP

เพิ่มเติมวิธีการเลือกซื้อ Web Hosting

  • เจ้าของ Web Hosting ควรมีอยู่เป็นหลักแหล่ง มีเบอร์ที่สามารถติดต่อได้ตลอดเวลา (ผู้ให้บริการ Web Hosting บางราย มีเพียงคนเดียว เท่านั้น ดังนั้นการให้บริการอาจมีปัญหาได้ง่าย)
  • ดูเครื่องหมายการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หรือไม่
  • รองรับการโอนย้ายไฟล์ด้วย FTP หรือไม่ (จำเป็นต้องมี)
  • มีระบบ Control Panel เพิ่มใช้ในการบริหารจัดการ โอนเว็บ และจัดการระบบอีเมลหรือไม่
  • มีระบบ Backup หรือไม่
  • รองรับการทำงาน database โดยเฉพาะ MySQL หรือไม่
  • มีเครืองมือช่วยในการพัฒนาเว็บหรือไม่ เช่น Formmail (สำหรับสร้างรับส่งอีเมล ผ่านหน้าเว็บ) ระบบ Counter (นับจำนวนผู้เยี่ยมชม) เว็บบอร์ด (สร้างเครือข่าย)
  • รองรับระบบ security SSL หรือไม่
  • มีระบบป้องกัน Spam Mail
  • ระบบป้องกันไวรัสหรือไม่
  • Server อยู่ในประเทศไทย หรือต่างประเทศ (ส่วนใหญ่ที่ USA) อันนี้แล้วแต่กลุ่มลูกค้าของเราว่า ต้องการเน้นในประเทศหรือต่างประเทศ (แต่สำหรับราคาแล้ว ส่วนใหญ่ เท่ากัน)
  • บริการ Support 24 ชั่วโมงหรือไม่

ทิป การเลือกซื้อบริการ Web Hosting ไม่จำเป็นต้องใช้ที่เดียวกับการจดทะเบียน Domain Name เพียงแค่ แจ้งให้ผู้ให้บริการจด Domain Name แก้ไขค่า DNS เปลี่ยนมายัง Web Hosting ใหม่ เท่านั้น ซึ่งอาจจำเป็นต้องรอประมาณ 24-48 ชั่วโมง ก็เป็นอันเสร็จสิ้นในการย้ายระบบ


หัวข้อต่างๆ ข้างต้นเป็นเพียงพื้นฐานในการเลือกซื้อการใช้บริการ Web Hosting ซึ่งเราควรคำนึงถึงความต้องการของเราเป็นหลักว่า เราพัฒนาเว็บในรูปแบบใด ดังนั้นควรเลือกบริการที่รองรับการทำงานของเว็บของเราเป็นหลักก่อน จากนั้นค่อยดูบริการเสริมว่า สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพิ่มเติมอะไรได้บ้าง


นอกจากนี้การเลือกซื้อบริการ Web Hosting ควรศึกษาลูกค้าที่ใช้บริการแล้วว่ามีใครบ้าง น่าเชื่อถือขนาดไหน

?

วิธีเลือกเครื่องมือในการพัฒนาเว็บ

คำแนะนำ ก่อนการเลือกเครื่องมือในการจัดทำเว็บไซต์

เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการของการเผยแพร่ข้อมูลบนเว็บไซต์ของเราสักนิดก่อน ว่าจะมีแนวทางอย่างไร เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เกี่ยวข้องกับการเลือกเครื่องมือในการจัดทำเว็บไซต์ รวมทั้งการเลือกเครื่องมือจัดการเว็บ ก็ยังเชื่อมโยงกับการเลือกเช่าพื้นที่ในการให้บริการเว็บไซต์ด้วย หรือที่เราเรียกว่า Web Hosting

เครื่องมือในการพัฒนา

  1. HTML (HyperText Markup Language) คือภาษามาตราฐานภาษาแรกในการจัดทำเว็บ ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีการพัฒนาภาษาอื่นๆขึ้นอีกมาก แต่เราก็ยังคงจำเป็นจะต้องเข้าใจภาษาพื้นฐานนี้ เพื่อให้ง่ายในการแก้ไขด้วยภาษาอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เรียกว่า ไม่รู้จักไม่ได้เลยครับ ที่สำคัญ ภาษา HTML เป็นภาษาที่ค่อนข้างเรียนรู้ได้ง่ายๆไม่สลับซับซ้อน สามารถหาหนังสือสอนการใช้งานมาเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง
    • ภาษา HTML ไม่จำเป็นต้องซื้อโปรแกรมจากที่ไหน สามารถเขียนโดยใช้โปรแกรม Notepad และสั่งแสดงด้วยโปรแกรม Internet Explorer ได้ทันที
  2. PHP (Personal Home Page) เป็นภาษาที่เป็นที่นิยมมากที่สุดภาษาหนึ่ง เพราะ PHP สามารถหามาใช้งานได้ฟรีๆ เช่นเดียวกัน แต่การเรียนรู้ยากกว่าภาษา HTML มาก จุดเด่นของภาษา PHP สามารถสั่งโต้ตอบระหว่างผู้แวะชมเว็บของเราได้ (เป้นการสื่อสารแบบสองทาง) และที่สำคัญ ภาษา PHP สามารถเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูล ได้ดีมากด้วย
    • การทดสอบ หรือใช้งาน PHP เราจำเป็นจะต้องติดตั้ง Server เช่น IIS, Apache เป็นต้นและติดตั้งโปรแกรม PHP ก่อนการใช้งาน
  3. ASP (Active Server Pages) พัฒนาโดยบริษัท Microsoft ยักษ์ใหญ่แห่งวงการไอที ลักษณะของโปรแกรมจะมีความาสามารถคล้ายๆ กับภาษา PHP การทำงานยังต้องใช้ Server ที่เป็น Windows ดังนั้น การเลือกซื้อ Web Hosting ที่รองรับ ASP อาจมีราคาสูงกว่า ด้วยเรื่องของค่า License Windows Server
    • การทดสอบ หรือใช้งาน AHP เราจำเป็นจะต้องติดตั้ง Server เช่น IIS เป็นต้น และติดตั้งโปรแกรม ASP ก่อนการใช้งาน

นอกเหนือจากนี้ ยังมีภาษาอื่นๆ ที่ใช้ในการพัฒนาเว็บได้ แต่อาจยังไม่เป็นที่นิยมเท่ากับภาษาดังกล่างข้่างต้น นอกจากนี้เรายังสามารถพัฒนาเว็บไซต์โดยใช้ฟรีโปรแกรมที่เขาได้มีการพัฒนาแล้วโดยใช้ PHP มาสร้างเว็บของเราเองได้ด้วย โดยไม่จำเป็นต้องหาซื้อ เช่น Wordpress, Joomla เป็นต้น สำหรับรายละเอียดของโปรแกรมเหล่านี้ จะแนะนำให้ในหัวข้อต่อๆ ไป

เพื่อให้ง่ายขึ้นสำหรับมือใหม่ที่ต้องการทำเว็บไซต์ เรามาดูตัวอย่างวัตถุประสงค์ในการทำเว็บไซต์ และแนวทางในการเลือกภาษาในการพัฒนาเว็บกันดู

ตัวอย่างวัตถุประสงค์ของการจัดทำเว็บไซต์

  • ทำจัดเว็บเพื่อเผยแพร่ข้อมูล ไม่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย

ถ้าคุณเป็นเว็บประเภทนี้ สามารถใช้งานในทุกภาษาในการจัดทำเว็บไซต์เช่น HTML, PHP, ASP หรือเครื่องมือสำเร็จรูป Adobe Dreamweaver เป็นต้น แต่ถ้าจะให้แนะนำและสะดวกในการแก้ไขด้วยตัวเอง แนะนำให้ใช้ HTML หรือ Adobe Dreamweaver เป็นหลัก ตัวอย่างเว็บประเภทนี้ได้แก่ เว็บโรงแรม (โรงแรมเดียว) เว็บบริษัท เป็นต้น

  • ทำเว็บไซต์เพื่อการขายของ

ลักษณะของเว็บไซต์เพื่อการขายของ จะเป็นเว็บที่ต้องการระบบฐานข้อมูล และคนส่วนใหญ่ก็จะใช้ภาษาที่รองรับการทำระบบ Shopping Cart ที่ผู้ซื้อสามารถเลือกสินค้า และหยิบจับใส่ตะกร้าก่อนการชำระเงินได้ สำหรับภาษาที่นิยมใช้คือ PHP, ASP ที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูล MySQL เป็นต้น

  • ทำเว็บในรูปแบบ Blog

Blog คือ ลักษณะของการบันทึกข้อมูล หรือจดบันทึกแบบ Daily ลงบนเว็บ สำหรับการบันทึกข้อความที่เราจำต้องการเผยแพร่ให้กับคนอื่นๆ ตัวอย่างเช่น บันทึกการเดินทางท่องเที่ยว, บันทึกความรู้และเผยแพร่แก่คนอื่นๆ เป็นต้น สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการทำ Blog นี้ แนะนำให้ใช้ของฟรีที่มีผู้นิยมใช้กันมากทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย นั่นคือ wordpress

คงทำให้หลายๆ คนเข้าในกันบ้างแล้วน่ะครับว่า แนวทางในการเลือกภาษาในการพัฒนาเว็บไซต์มีอะไรบ้าง...

วิธีตั้งชื่อเว็บไซต์

หลังจากที่เราได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการมีเว็บไซต์ ต้องประกอบด้วยอะไรบ้างแล้ว คราวนี้เรามาลองทำความเข้าใจเกี่ยวกับการตั้งชื่อเว็บสักนิดว่า มีความสำคัญอย่างไรบ้าง

หลักตั้งชื่อเว็บไซต์ หรือ Domain Name

  1. ควรมีความยาวไม่มากนัก เพื่อง่ายในการจดจำ 
  2. ชื่อควรมีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการ การตั้งชื่อให้สอดคล้องกับสินค้าและบริการ จะทำให้จำจดได้ง่ายขึ้น รวมทั้งมีผลดี กับการโปรโมทเว็บด้วย (รายละเอียดการโปรโมทเว็บจะอธิบายในหัวข้อต่อๆ ไป)
  3. หลีกเลี่ยงการตั้งชื่อที่มีเครื่องหมายกั้น เพราะจะทำให้เกิดความไม่สะดวกในการเข้าถึงเว็บไซต์ เช่น www.it-guides.com เป็นต้น หลายๆ คนสับสนเวลาพิมพ์ หรือเวลาบอกต่อๆ กัน (แต่เนื่องจากเว็บนี้จำต้องมีขีดคั่น เพราะตอนที่ทำเว็บใหม่ ๆ จดได้เท่านี้จริง ๆ :( แต่เพื่อนๆ คงไม่ว่ากันกันน่ะ)
  4. ตั้งชื่อเว็บภาษาไทยได้ไหม ได้ครับ แต่ต้องไปจดทะเบียนต่างหาก แนะนำว่าถ้าต้องการเผยแพร่ข้อมูลทั่วโลก ก็คงจำเป็นต้องเป็นภาษาอังกฤษ และถ้าต้องการจดทั้งชื่อไทย และชื่ออังกฤษด้วยก็ได้

ทิปเพิ่มเติมการจดชื่อเว็บไซต์

เราสามารถจดทะเบียนหลายๆ ชื่อเว็บไซต์ และสามารถนำลิงค์ในหลายๆ เว็บ มาที่เว็บเดียวกันได้ หมายความว่า มีชื่อเว็บไซต์หลายชื่อ แต่ใช้ Web Hosting เดียวกันได้


ตัวอย่างเช่น เรามีชื่อที่จดทะเบียนเว็บไซต์ abc.com, abc2.com abc3.com และเว็บหลักของเราคือ abc.com เวลาที่คนพิมพ์ชื่อเว็บของเรา ไม่ว่าจะพิมพ์ abc.com, abc2.com abc3.com จะวิ่งเข้ามาสู่เว็บ abc.com เป็นต้น

ตั้งชื่อเว็บไซต์ดี มีรางวัล

หลายๆ คนอาจเคยได้ยินการซื้อขายชื่อเว็บไซต์มาบ้างแล้ว โดยเฉพาะกับเว็บ Sanook.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ต้นๆ ของประเทศไทย (นานหลายปีแล้ว) ที่มีการซื้อขายกัน ในราคา 7 หลักเลยทีเดียว ต่อมาเว็บ Thailand.com ก็เป็นอีกเว็บหนึ่งที่มีการเสนอซื้อ เสนอขาย กันในราคาไม่ต่ำกว่า 7 หลักเช่นเดียวกัน แต่ปัจจุบันอาจไม่เป็นที่นิยมซื้อขายกันมากนัก แต่ก็ยังมีผู้นิยมซื้อเว็บไซต์ เก็บไว้ขายอีกหลายๆ คนเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ถ้าคุณสามารถทำเว็บไซต์ให้เป็นที่โด่งดัง มีจำนวนผู้ชมเข้าเว็บมากๆ ก็ยังอาจเป็นที่สนใจให้อีกหลายๆ บริษัทต้องการเว็บของคุณก็ได้น่ะครับ..

อยากมีเว็บ จะเริ่มอย่างไร

สำหรับเพื่อนๆ อีกหลายๆ คนที่ต้องการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เพื่อทำการค้าขายบนอินเตอร์เน็ต หรือต้องการหารายได้พิเศษจากอินเตอร์เน็ตในรูปแบบต่างๆ หลายๆ คนท้อที่จะมีเว็บเป็นของตนเอง เพราะไม่ทราบรายละเอียดว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง แถมบางคนกลัวว่าจะทำไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เลย วันนี้ ผมมีคำแนะนำมาบอกกัน เพื่อให้ทราบว่า เว็บไซต์ทำง่าย ทำได้ทุกคน เพียงคุณแค่ใช้งานอินเตอร์เน็ตเป็น และมีความรู้พืนฐานคอมพิวเตอร์สักนิด..


ส่วนประกอบของเว็บไซต์ที่ต้องมี

  1. Domain Name - ชื่อเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น www.thailandseo.com เป็นต้น เราสามารถตั้งชื่ออะไรก็ได้ แต่จะให้ดีควรตั้งเป็นชื่อที่เกี่ยวกับของสินค้า หรือบริการของเราจะดีกว่า และไม่ควรความยาวมากนัก สำหรับราคาค่า Domain Name ไม่เกิน 600 บาทต่อชื่อเว็บไซต์ และที่สำคัญมากๆ ควรตอบสอบชื่อเว็บในการสั่งซื้อและแสดงความเป็นเจ้าของว่า เป็นชื่อของเราหรือไม่
  2. Web Hosting - พื้นที่ในการเก็บเว็บไซต์ หรือผลงานของเรา โดยปกติราคาจะขึ้นกับขนาดความจุของพื้นที่ที่เราต้องการ ซึ่งจะรวมกับขนาดของอีเมล์ด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าเราซื้อพื้นที่ Web Hosting 200 MB หมายความว่า เราจะได้รับพื้นที่ในการเก็บเว็บไซต์และอีเมล์รวมกันไม่เกิน 200 MB เป็นต้น สำหรับราคา Web Hosting อาจเริ่มต้นที่ 100 - 200 บาทต่อเดือนต่อพื้นที่ประมาณ 100-200 MB ทั้งนี้ขึ้นกับบริษัทที่ให้บริการ (ของถูกมากเกินไป ก็ควรระวังเรื่องบริการไว้ด้วยครับ) สรุปว่าซื้อ Web hosting จะได้ระบบอีเมล์ แถมมาให้ด้วย สะดวกมากๆ
  3. Web Design / Web Tools - การออกแบบเว็บไซต์ และเครื่องมือที่เราใช้ในการออกแบบเว็บ บางเว็บอาจต้องการระบบฐานข้อมูล เพื่อจัดเก็บ ดังนั้น การเลือก Web Hosting จะต้องมีการระบุว่าต้องการระบบฐานข้อมูลหรือไม่ (ราคาอาจมีความแตกต่างกันบ้าง) รายละเอียดเพิ่มเติม ให้ศึกษาในหัวข้อถัดๆ ไป

สำหรับมือใหม่ที่ต้องการมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง


สำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายนั้น ผมคิดว่าราคาเริ่มต้น สามารถกำหนดให้อยู่ได้ไม่เกิน 3,000 บาทต่อปี (ราคา Domain Name 600 บาทปีบวกกับค่า Web Hosting 200 บาทต่อเดือน x 12 เดือน = 2,400 บาท) สำหรับใครที่อยากได้ถูกกว่านี้ ก็สามารถหาเลือกซื้อได้ครับ แต่เรื่องคุณภาพคงต้องพิจารณากันมากหน่อย

ขอบฟรี เรื่องที่ต้องพิจารณาดีๆ

ส่วนเรื่องของ Domain Name หรือ Web Hosting ที่เขาแจกให้ใช้กันฟรีๆ สำหรับใครที่อยากจะทดลองใช้ ก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าตั้งใจจะทำจริงจังแล้ว แนะนำให้ลงทุนสักนิด เนื่องจากถ้าเว็บที่เราสร้างขึ้นมีจำนวนผู้ชมมากขึ้น และทำให้ server ที่เป็นที่ให้บริการให้เขามีปัญหาเรื่องความล่าช้า เว็บของคุณก็อาจมีปัญหาได้เช่นกัน คงต้องพิจารณาให้ดีๆจะได้ไม่เสียเวลาเริ่มต้นใหม่..

เว็บสำเร็จรูป เรื่องที่ต้องคิดให้มากๆ


หลายๆ คนที่ใช้เว็บสำเร็จรูปว่าก่อนคงต้องพิจารณากันให้มากสักนิดก่อนว่า คุณจะยอมรับในข้อจำกัดเหล่านี้ได้หรือไม่

  1. รูปแบบการออกแบบ อาจซ้ำกับอีกหลายๆ เว็บไซต์ เพราะเป็นรูปแบบสำเร็จรูป
  2. ความยืดหยุ่นต่ำ มีข้อจำกัดในการแก้ไข หรือการจัดวางภาพ เพราะอาจไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้
  3. อาจมีโฆษณาของเจ้าของเว็บแทรกเข้ามาในเว็บไซต์ของเรา

หวังว่า ข้อมูลข้างต้น คงพอเป็นไอเดียให้เพื่อนๆ ที่สนใจจะมีเว็บเป็นของตัวเอง ได้เข้าใจแล้วน่ะครับว่า การมีเว็บมีส่วนประกอบอะไรบ้าง และค่าใช้จ่ายเบื้องต้นอะไรบ้าง

?

Member

               

Main Menu

it-guides.com สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2543 | thanks Joomla!
แนะนำการใช้คอมพิวเตอร์ และการแก้ไขปัญหา Windows, Word, Excel, Outlook, Photoshop, Facebook พร้อมดาวน์โหลดฟรีแวร์ กำจัดไวรัส การสร้างเว็บด้วยตัวเอง.